Exclusive Featured

เปิดม่านชีวิต “คณะงิ้ว ไซ้ หย่ง ฮง” เมื่อความยากจนบีบคั้นให้ขายลูก! “งิ้ว” ไม่ใช่แค่การแสดง แต่คือทางรอดของชีวิต

เปิดม่านชีวิต “คณะงิ้ว ไซ้ หย่ง ฮง” เมื่อความยากจนบีบคั้นให้ขายลูก! “งิ้ว” ไม่ใช่แค่การแสดง แต่คือทางรอดของชีวิต

ถ้าพูดถึงงิ้ว เชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่ อาจจะไม่เคยเห็นและไม่รู้ว่าเป็นศิลปะการแสดงแขนงหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน เพราะยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง เด็กรุ่นใหม่ๆ อาจจะมีโอกาสได้ดู ได้ชมการแสดงงิ้วน้อยลง จึงไม่แปลกที่ศิลปะชิ้นนี้ จะถูกหลงลืมไปบ้าง

แต่นอกจากเบื้องหลังม่านงิ้วแล้วนั้น ม่านชีวิตของคนงิ้ว ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจ และน่าเห็นใจไม่แพ้กัน ในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปชมการแสดงงิ้วคณะไซ้ หย่ง ฮง และได้นั่งพูดคุยกับ คุณต๋อง-ธัชชัย อบทอง อายุ 58 ปี ผู้จัดการคณะงิ้วไซ้ หย่ง ฮง และมีประเด็นหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นเรื่องสะท้อนสังคมได้ดี และชี้ให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้น จึงอยากจะนำมาตีแผ่ให้กับผู้อ่านได้รับรู้ร่วมกัน

คุณต๋อง-ธัชชัย อบทอง อายุ 58 ปี ผู้จัดการคณะงิ้วไซ้ หย่ง ฮง
คุณต๋อง-ธัชชัย อบทอง อายุ 58 ปี ผู้จัดการคณะงิ้วไซ้ หย่ง ฮง

โรงงิ้ว-ทางรอดของครอบครัวยากจน ขายลูกเพราะไม่มีกิน?

ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน อิงจากชีวิตจริงของคุณต๋อง ได้เล่าให้เราฟังว่า คุณแม่เป็นชาวจีน คุณพ่อเป็นมุสลิม คุณแม่ชอบดูงิ้วมาก เลยพาเขาไปดูงิ้วตามศาลเจ้า 

แต่ชีวิตเหมือนชะตาฟ้าลิขิต จนวันหนึ่ง ตอนนั้นเขาอายุเพียง 8 ขวบ แม่ถามว่า “ต๋องไม่ขยันเรียน ไปเล่นงิ้วไหม” เขาเองก็รู้สึกสงสัยกับคำถามนี้ จึงได้ถามแม่ออกไปว่า ทำไม? คำตอบของแม่ที่ว่า “แม่ต้องการใช้เงินก้อนหนึ่ง ไปอยู่กับโรงงิ้วนะ” เพียงประโยคเดียว ทำให้เขาตัดสินใจเข้าไปอยู่กับโรงงิ้ว เพราะความกตัญญู 

เพราะความยากจน จำต้องขายลูกให้กับโรงงิ้ว ในจำนวนเงิน 5,000 บาท อาจจะด้วยเหตุผลที่คิดว่า หากลูกอยู่กับตน จะต้องลำบากอย่างแน่ แต่ถ้าลูกได้เข้าไปอยู่ในคณะงิ้ว อาจจะมีอาชีพและมีอนาคตมากกว่านี้

“ตอนนั้นแม่บอกว่าให้ไปเล่นงิ้ว ช่วยเหลือแม่แค่ปีเดียว แลกกับเงิน 5,000 บาท แต่ทางเถ้าแก่บอกว่า ไม่ใช่นะต๋อง 5,000 บาทนี้ จะต้องอยู่กับคณะงิ้ว 6 ปี” เขาเล่า

ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สุดท้ายเขาก็ต้องเข้ามาอยู่ในโรงงิ้ว ฝึกฝน จนกลายมาเป็นนักแสดงและยึดมาเป็นอาชีพจากวันนั้น มาจนถึงปัจจุบันนี้ 

คุณสิริฝัน ตามสัมคร
คุณสิริฝัน ตามสัมคร

นอกจากได้พูดคุยกับคุณต๋องแล้ว เรายังได้ไปนั่งคุยกับนักแสดงท่านอื่นๆ อย่าง คุณสิริฝัน ตามสัมคร อายุ 54 ปี นักแสดงงิ้ว ได้บอกกับเราว่า

“การแสดงงิ้ว มีงาน คือมีเงิน ถ้าไม่มีงาน ก็คือหยุดอยู่กับบ้าน นักแสดงงิ้วไม่มีอาชีพเสริม นอกจากเราไปหาเอง บางคนไม่ได้เรียนหนังสือ พ่อแม่เอามาขายตั้งแต่เล็ก ก็อยู่โรงงิ้วมาตั้งแต่เล็กตลอด สมัยก่อนเขาไม่ได้บังคับว่าต้องเรียนหนังสือ พ่อแม่ยากจนก็เอามาผูกไว้กับที่โรงงิ้ว จึงไม่ได้มีวิชาความรู้อื่นๆ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ก็จะอยู่อย่างนี้ ก็คือถ้าไม่มีการแสดงงิ้ว ก็หยุดอยู่กับบ้านอย่างเดียว” 

คนงิ้วโดยส่วนมากถูกขายมาตั้งแต่ยังเล็กๆ ประกอบกับในยุคก่อนนั้น ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษาเท่าที่ควรนัก เด็กๆ ในยุคนั้นจึงไม่ได้เรียนหนังสือ มีเพียงวิชาเดียวที่ร่ำเรียนมาโดยตลอดคือ วิชางิ้ว

เปิดม่านชีวิตในโรงงิ้ว หลังถูกขายเข้ามา

หลังจากที่ได้ถูกขายเข้ามาในโรงงิ้ว คุณต๋อง บอกว่า ในช่วงแรก ลำบากมาก มีทั้งความกดดัน โดนตี รวมไปถึงโดนดูถูกจากคนอื่นๆ แต่ก็ใช้ความอดทน ต่อสู้กับคำเหยียดหยาม และตั้งใจฝึกฝนในการแสดง

สิ่งที่โรงงิ้วมีให้คือ ผ้าห่ม 1 ผืน เสื้อผ้า 2 ชุด ขัน 1 ใบ สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ซึ่งจะต้องดูแลให้ดี ถ้าหายจะต้องเก็บเงินซื้อเอง โดยให้แค่ปีละ 1 ชุดเท่านั้น เขาเปรียบโรงงิ้วเป็นเสมือนกับโรงเรียน แต่เป็นโรงเรียนที่จะต้องช่วยเหลือตัวเอง

สมัยก่อน งิ้วคณะหนึ่งมีเด็กประมาณ 40-50 คน ผู้ใหญ่อีก 20-30 คน กินข้าวจะต้องใช้กระทะใบบัว โดยจะมีคนหุงข้าว คนทำกับข้าว คนซักเสื้อผ้า แล้วก็มีคนดูแลเด็ก เถ้าแก่ก็จะจ้างพวกนี้มา เพื่อดูแลเด็กที่ไปซื้อมา 

บทบาทที่ต้องทำในแต่ละวันคือ ตื่นมาแล้วจะต้องฝึกงิ้ว ฝึกท่าทาง ฝึกหน้าตา ฝึกเสียง แล้วเหล่าซือก็จะคัดออกมาว่า หุ่นคุณ หน้าตาคุณ จะเล่นบทไหนได้ โดยการเล่นงิ้ว สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมาเป็นอันดับ 1 คือ เสียง ถ้าเสียงดี ทุกอย่างดีหมด หน้าตา บุคลิก ท่าทาง สิ่งเหล่านี้สามารถมาฝึกกันได้

“ตอนแรกที่เหล่าซือเข้มงวด นึกว่าเหล่าซือเกลียดเรา แต่เขาอยากให้เราได้ดี ทุกวันนี้เราเพิ่งเข้าใจว่า ที่เขาเข้มงวดเรา คืออยากให้เรามีอาชีพติดตัว” เขากล่าว

จากนั้นเขาก็เริ่มแสดงเป็นตัวประกอบ อย่างการแสดงเป็นทหาร จนพัฒนาตนเองมาเป็นตัวโกง ซึ่งในคณะงิ้วจะต้องมีดาราตัวใหญ่ๆ หรือตัวหลักสำคัญ 6 ตัวคือ ตัวพ่อ ตัวแม่ ตัวพระ ตัวนาง ตัวโกง และตัวตลก นอกจากนี้ เขายังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการคณะ จากเด็กที่ถูกขายเข้ามาตอนอายุ 8 ขวบ จนปัจจุบันอายุ 58 ปี ที่พูดได้เต็มปากว่า “รักอาชีพงิ้วนี้มาก มีทุกวันนี้ได้ก็มาจากการแสดงงิ้ว”

บทบาท “งิ้ว” ในยุคของการเปลี่ยนแปลง

กว่า 50 ปีที่อยู่ในสายอาชีพงิ้วมา ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ในสมัยก่อน การแสดงงิ้วเป็นอะไรที่เฟื่องฟูและรุ่งเรืองมาก นักแสดงมีเป็นร้อย คนดูเป็นพัน พอยุคเปลี่ยนไป นักแสดงเหลือแค่สิบ คนดูยังไม่ถึงร้อย 

สมัยก่อนจะมีงิ้ววิก ตอนนั้นคนจีนในเมืองไทยเยอะ บรรดาอาอี๊ อาเสี่ย อากง ที่มีเงิน เขาก็อยากจะดูงิ้วดีๆ อยากดูดาราดีๆ บางครั้งดาราเมืองไทยก็ไปเชิญดาราฮ่องกงมาร่วมแสดง สมัยก่อนนี้ดาราจีนจะมาเมืองไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านฮ่องกงก่อน โดยจะเป็นงิ้วแต้จิ๋วมาแสดงร่วมในเมืองไทยเพื่อดึงดูดคนตีตั๋วเข้าไปดู อย่างที่เยาวราชก็เคยมี พอหลังๆ ยุคมันเปลี่ยนไป ก็จะมีงิ้วเร่ ก็คือจรไปเรื่อยๆ ไปถวายแสดงศาลเจ้าต่างๆ อย่างศาลเจ้าพ่อเสือ ปีหนึ่งก็จะมีงิ้วตั้ง 3 เดือน

หรือช่วงตรุษจีน คนไทยเชื้อสายจีนก็จะมาไหว้เทพเจ้า ขอพร ฝากดวง ขอบารมี ให้สมความปรารถนา ให้การค้ารุ่งเรือง พอปลายปีก็จะมีมหรสพมาถวาย พอสำเร็จแล้วเขาก็เอาเงินก้อนหนึ่งมาเป็นเจ้าภาพงิ้ว

แต่เมื่อมีโลกอินเทอร์เน็ตเข้ามา ลูกหลานเขาก็บอกว่า อากง อาม่า อายุมากแล้ว อย่าไปไหนเลย ถ้าอยากดูงิ้วเดี๋ยวก็เปิดอินเทอร์เน็ตให้บนจอโทรทัศน์ก็ได้ พอมีตัวเลือกนี้เข้ามา พฤติกรรมการดูของคนก็เปลี่ยนไป และเลือกที่จะไม่มา

จนปัจจุบันนี้กลายเป็นงิ้วเดินสาย ที่ยังอยู่ได้เพราะชาวจีนยังเชื่อว่าเทพเจ้ามีจริง เป็นสิ่งยึดเหนี่ยว แต่ว่าทางคณะก็ต้องปรับ โดยการใช้จอแอลอีดี มีซับไตเติ้ล มีงิ้วร้องไทย มีมายากลเล่นงิ้วเปลี่ยนหน้า ก็ปรับตามยุคตามสมัยให้ดึงดูดความสนใจจากคนดู

“ถ้าตราบใดความเชื่อในเทพเจ้ายังมีอยู่ งิ้วจะไม่ตายจากประเทศไทยเราไปแน่นอน” เขากล่าว

ประเด็นของการขายลูกให้กับโรงงิ้วนี้ สะท้อนออกมาได้ในหลากหลายมุมมอง บ้างก็ว่าเป็นการแก้ปัญหาของความยากจน ต้องยกลูกให้กับโรงงิ้ว ที่ในเมื่อก่อนนั้นรุ่งเรืองมาก มองเป็นความเชื่อและค่านิยม เพราะในบางสังคม อาจมีความเชื่อว่าการขายลูกให้โรงงิ้วเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าลูกไม่ได้เรียนหนังสือ หรือไม่มีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งที่อดคิดไม่ได้คือ การละเมิดสิทธิเด็ก การขายลูกให้โรงงิ้วเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก เด็กควรมีสิทธิที่จะได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ มีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา และมีสิทธิที่จะมีชีวิตที่ดี 

แต่อย่างไรก็ตาม การขายลูกให้โรงงิ้วมีทั้งมุมมองทางด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม และความจำเป็นทางเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายแล้ว ประเด็นนี้ทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น ที่ล้วนมีอาชีพของการเป็นนักแสดงงิ้ว ใช้ทำมาหากินติดตัวกันมาตลอด 

Related Posts

“ทำไป เรียนรู้ไป” วิธีคิดของ “บาส Go Went Go” ที่พาคอนเทนต์ และร้านข้าวมันไก่เติบโต
“อย่าหมิ่นเงินน้อย กำไรหลักสิบ รวมกันก็เป็นร้อยเป็นพัน” ป้าตือ ถอดสูตรสร้างธุรกิจให้โตยาว
“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า