“ชาไทย-ช็อกโกแลตดูไบ-มัทฉะ-ชิโอะปัง” เจาะปรากฏการณ์ ‘เมนูฮิตอายุสั้น’ มาไวไปไวในยุคโซเชียล ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร?
ในยุคที่เทรนด์อาหารมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพียง 4 เดือนแรกก็มีเมนูใหม่ๆ ทยอยเข้ามาตีตลาดแบบไม่ขาดสาย ตั้งแต่ “ชาไทยฟีเวอร์” ที่กระแสแรงขึ้นเพราะอิทธิพลของไอดอลระดับโลกอย่าง ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ที่ได้มีการออกเมนูชาไทย “Thai up the World by Lisa” กับแบรนด์ Erewhon
และจากสถิติ LINE MAN เผยว่า ร้านเครื่องดื่มที่ขายชาไทย Specialty เพิ่มขึ้นกว่า 205% สอดรับกับพฤติกรรมคนไทยที่หันมาดื่มชาไทยคุณภาพสูงมากขึ้น โดยปี 2024 มียอดสั่งดีลิเวอรีรวมแตะ 4 แสนแก้ว โต 81% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ต่อด้วยกระแส “มัทฉะฟีเวอร์” ที่มาแรงแซงโค้งในตอนนี้ ดันออร์เดอร์ในไลน์แมนโตแบบก้าวกระโดด ปี 2024 ที่ผ่านมา ยอดสั่งทะลุ 5 ล้านแก้ว หรือจะเป็น “ช็อกโกแลตดูไบ” ที่เคยถูกพูดถึงในโซเชียล หลายแบรนด์ในไทยต่างพากันทำขาย
และล่าสุดกับกระแส “ชิโอะปัง” ที่ตอนนี้มีให้เห็นกันแทบจะทุกร้านเบเกอรี่ ไหนจะเมนูอื่นๆ ที่มาไวไปไว จนบางทีแทบลืมไปเลยว่าเป็นสิ่งที่เคยฮิตมาก่อน จนกระทั่งเข้าสู่เดือนเมษาหน้าร้อน ก็ได้เวลามาลุ้นกันต่อ ว่าอาหารประเภทไหนจะกลายเป็นเมนูสุดฮิตอันดับถัดไป
ทำไมกระแสอาหารเปลี่ยนแปลงเร็ว?
เคยสงสัยไหมว่า อะไรที่เป็นตัวเร่งให้เกิดกระแสความเปลี่ยนแปลงของอาหารไวแบบนี้ แล้วทำไมบางเมนูถึงได้ดังระเบิดภายในชั่วข้ามคืน ในขณะที่บางอย่างกลับเงียบหายไปก่อนจะได้ลองชิมเสียอีก วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะมาสำรวจว่า อะไรคือปัจจัยที่เป็นตัวทำให้เทรนด์อาหารไม่เคยหยุดอยู่กับที่นานๆ และอะไรมีส่วนทำให้เกิดกระแสมาไวไปไว
เมื่อผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่ความคุ้มค่าอีกต่อไป
ในอดีตการเลือกซื้ออาหารจะถูกพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน อย่าง ปริมาณ ความคุ้มค่า และสารอาหาร แต่ในปัจจุบันผู้คนกลับต้องการอะไรที่มากกว่านั้น อาทิ ความแปลกใหม่ ประสบการณ์ที่น่าจดจำ และความพิเศษ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลายเป็นสิ่งที่คนแสวงหา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเมนูใหม่ๆ ถึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งมนุษย์เรายังเป็นสัตว์สังคมที่ให้ความสำคัญกับการยอมรับจากผู้อื่น ซึ่งความต้องการนี้สามารถสะท้อนให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนในกระแสอาหาร ที่เมื่อถูกคนรอบข้างพูดถึงบ่อยๆ หรือเห็นผ่านตาหลายครั้ง คนส่วนใหญ่ก็จะเริ่มให้ความสนใจและอยากทำตาม
ไม่ว่าจะเป็น การลองเมนูฮิตเพราะเพื่อนแนะนำ การแชร์ลงโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การซื้อของตามอินฟลูเอนเซอร์ นอกจากนี้ การเกิดกระแสอาหารยังสามารถเกิดขึ้นได้จากอีกหลายปัจจัย ได้แก่
1. พลังของโซเชียลมีเดียและไวรัลคอนเทนต์
เมื่อก่อนสิ่งที่จะทำให้เกิดเทรนด์อาหารได้ มักจะเกิดจากกระแสในร้านอาหารชื่อดัง หรือรายการทำอาหารทางทีวี แต่เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นว่าสื่อออนไลน์ต่างๆ เป็นตัวช่วยสำคัญในการทำให้เมนูใหม่ๆ กลายเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Instagram, Facebook หรือ YouTube
ตัวอย่างที่สามารถเห็นได้ชัด เช่น เทรนด์ชาไข่มุกชีส ที่เคยฮิตจากคลิปรีวิวในจีน ก่อนจะลามมาถึงที่ไทยจนกลายเป็นกระแส หรือจะเป็น เทรนด์ขนมปังเกลือ ที่เริ่มฮิตมาจากการที่อินฟลูเอนเซอร์ไทยพูดถึงตอนออกทริปเกาหลี
2. อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์และเซเลบริตี้
อินฟลูเอนเซอร์และเซเลบริตี้ เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่มีความสำคัญมากในการขับเคลื่อนกระแสของเทรนด์อาหาร เมื่อพวกเขาพูดถึงเมนูอาหารสักเมนูหรือเป็นคนสร้างแบรนด์ ก็มีโอกาสมากที่ต่อไปเมนูนั้นจะกลายเป็นกระแส โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพวกเขามีฐานแฟนคลับเป็นจำนวนมากและพร้อมที่จะลองตาม ทำให้กลายเป็นกลยุทธ์การตลาดที่แยบยลแถมยังได้ผลดี
ตัวอย่างเช่น ชาเขียวมัทฉะ ที่มาฮิตมากขึ้นจากการที่ไอดอลเกาหลีดื่มและรีวิวกันบ่อย หรือ ช็อกโกแลตดูไบ ที่กลายเป็นไวรัลในไทยเพราะมีดาราและเพจรีวิวอาหารไปลองชิมแล้วแชร์ต่อๆ กัน
3. อิทธิพลของฤดูกาลและเทศกาล
เทรนด์อาหารบางอย่างก็ได้รับอิทธิพลมาจากฤดู หรือช่วงเวลาโอกาสพิเศษ อย่างเช่น ช็อกโกแลตขายดีในช่วงวาเลนไทน์ ดังนั้น เลยมีการคิดเมนูใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับช็อกโกแลตขึ้นมา และถ้าตรงกับความต้องการของคนหลายคน ก็จะมีโอกาสกลายเป็นกระแสไวรัลแบบช็อกโกแลตดูไบที่ถูกเอาไปประยุกต์เข้ากับหลายๆ เมนูในช่วงนั้น
นอกจากนี้ ยังมีเทรนด์อาหารสุขภาพที่คนมักจะกลับมาให้ความสนใจอยู่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ เพราะอยากที่จะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการเริ่มดูแล ให้สิ่งดีๆ กับตัวเอง
4. ความกลัวตกเทรนด์ (FOMO – Fear of Missing Out)
“ของมันต้องมี” คำนี้สามารถทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าพฤติกรรมของคนยุคนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่อยากตกกระแส ไม่อยากพลาดสิ่งที่กำลังเป็นที่สนใจ และต้องการมีส่วนร่วมไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ถ้าเห็นอะไรผ่านฟีดบ่อยๆ ก็ต้องไปลองสัมผัสด้วยตัวเองก่อนที่กระแสมันจะหายไป
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เทรนด์ครัวซองต์ลาวา และ เบเกิล ที่คนแห่ไปต่อคิวกันจนแน่นร้าน แต่พอผ่านไปสักพักคนก็เริ่มให้ความสนใจน้อยลง
5. อาหารต่างประเทศที่ถูกปรับสูตรให้เข้ากับตลาดไทย
อาหารต่างประเทศหลายเมนูที่ได้รับความนิยมในไทย มักจะเริ่มต้นมาจากกระแสฮิตในต่างประเทศ ก่อนจะถูกปรับสูตรให้เข้ากับรสนิยมของคนไทยมากขึ้นเมื่อมีคนให้ความสนใจ กลายเป็นการผสมผสานระหว่างรสชาติต้นตำรับกับรสชาติที่คุ้นเคยของคนไทย ทำให้ถูกใจผู้บริโภคมากขึ้น
อย่างเช่น ชานมไข่มุกจากไต้หวัน ที่ตอนแรกมีรสหวานมันเข้มข้นตามแบบต้นตำรับ แต่เมื่อเข้ามาในไทยก็ถูกปรับให้ลูกค้าสามารถเลือกความหวานได้ และอาจต่อยอดด้วยการเพิ่มรสชาติอื่นที่มีความคุ้นเคยกับคนไทยอย่างชาไทยเข้าไป ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น หรือแม้แต่การใส่ท็อปปิ้งแปลกใหม่ เช่น เฉาก๊วยและฟองชีส
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ ราเมนจากญี่ปุ่น ที่ปกติจะมีรสชาติเค็มและค่อนข้างเข้มข้น แต่พอเข้ามาในไทยก็ถูกปรับให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น ลดความเค็ม หรือเพิ่มเครื่องเคียงที่คนไทยคุ้นเคย เช่น หมูตุ๋น น้ำซุปต้มยำกุ้ง และเครื่องปรุงรสแบบไทยๆ
ซึ่งการปรับสูตรไม่เพียงทำให้อาหารต่างประเทศเข้าถึงคนไทยได้ง่ายขึ้น แต่ยังสร้าง เอกลักษณ์ใหม่ๆ ที่แตกต่างจากต้นตำรับ และบางครั้งก็กลายเป็นสูตรพิเศษที่ฮิตเฉพาะในไทยอีกด้วย
ทิศทางของเทรนด์ตลาดอาหาร
จากกระแสที่ผ่านๆ มา ทำให้เกิดการขยายตลาดอุตสาหกรรมเกี่ยวกับอาหารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ระดับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่อาจจะใช้โอกาสนั้นในการเริ่มสร้างธุรกิจของตนเอง หรือผู้ประกอบการที่มีกิจการเป็นของตัวเองอยู่แล้วแต่สามารถนำสิ่งที่กำลังเป็นกระแสไปต่อยอดในธุรกิจของตัวเอง จนเกิดเป็นสินค้า หรือบริการใหม่ๆ ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้จากที่มีอยู่ให้งอกงามมากขึ้น
ทว่าการเกิดกระแสอาหาร หรือเทรนด์ต่างๆ พวกนี้ไม่ได้มีแต่ข้อดีเสมอไป สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่มันอาจจะไม่ได้กระทบกระเทือนร้ายแรง แต่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย พวกเขาจะทำอย่างไรเมื่อทิศทางกระแสที่กำลังอาจจะไปด้วยดีดันพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ
การปรับตัวของผู้ประกอบการในยุคที่เทรนด์เปลี่ยนไว
หนึ่งคำถามที่น่าคิด “ถ้าเลือกที่จะตามกระแสไปเรื่อยๆ แบบนี้จะยังไปต่อไหวไหม?” เพราะความน่ากลัวของการทำอะไรไหลไปตามกระแส คือการต้องหาทางรับมือว่า จะทำอย่างไรเมื่อผู้คนเลิกให้ความสนใจของเดิมแล้วหันไปสนใจของใหม่แทน?
กระแสอาหารมีทั้งโอกาสและความท้าทาย แต่การปรับตัวตามเทรนด์อาหารยังคงมีความเสี่ยง ซึ่งบางทีอาจจะสามารถพลิกเกมได้หากผู้ประกอบการเข้าใจและจับทางเทรนด์ได้ ทำให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกลายเป็นโอกาสทองให้ได้ไปต่อ
อย่างไรก็ตาม ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ควรศึกษาทำความเข้าใจกับทิศทางของตลาด และข้อมูลของสิ่งที่จะลงทุนให้ดี
แหล่งที่มา :
everydaymarketing.co
