Featured How to Leadership

สองพี่น้องพลิกงานอดิเรก จากธุรกิจเช่ารถเก่า สู่ “Tinker Tin” ธุรกิจค้าปลีกมูลค่ากว่า 650 ล้านบาท

เรื่องราวของสองพี่น้อง Jaime Holm และ Matt Hannula ผู้พลิกงานอดิเรกเล็กๆ จากรถบ้านเก่าราคา 800 ดอลลาร์ ให้กลายเป็น Tinker Tin บริษัทออกแบบและผลิตสินค้าปลีกมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 650 ล้านบาท โดยไม่มีหนี้สิน ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมที่ “ยังไม่มีอยู่จริง”

เริ่มต้นจากความหลงใหล โอกาสในสิ่งที่ไม่มี

Jaime Holm เริ่มต้นธุรกิจ Tinker Tin เป็นงานอดิเรกเมื่อกว่า 13 ปีที่แล้ว ขณะยังทำงานที่ Trader Joe’s เธอได้แรงบันดาลใจจากการใช้ชีวิตในรถบ้านที่ออสเตรเลีย และพบว่าตลาดให้เช่ารถบ้านวินเทจในสหรัฐฯ ยังไม่มีอยู่จริง เธอจึงตัดสินใจลงทุน 800 ดอลลาร์ หรือประมาณ 26,000 บาทกับสามี เพื่อซื้อรถเทรลเลอร์เก่ามาซ่อมแซมและให้เช่า ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นบริษัทให้เช่ารถเทรลเลอร์วินเทจแห่งแรกของสหรัฐฯ

ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อความต้องการเช่ารถเทรลเลอร์ขยายไปสู่การใช้ในภาพยนตร์ โฆษณา และโรดโชว์ของแบรนด์ดังอย่าง LUSH หรือ Pepsi แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อลูกค้าเริ่มขอให้ Tinker Tin ออกแบบและสร้างดิสเพลย์สำหรับสินค้าปลีก มากกว่าการเช่ารถเทรลเลอร์ จนกลายเป็นธุรกิจหลักที่ขยายไปสู่การออกแบบและสร้างร้านค้าปลีกทั้งร้าน นั่นทำให้ Jaime ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทุ่มเทให้กับ Tinker Tin เต็มตัว

บทเรียนจากความผิดพลาด : คนคือหัวใจสำคัญและรายละเอียดคือปีศาจ

การเติบโตในช่วงแรกเป็นไปอย่างช้าๆ เพราะเป็นบริษัทไร้หนี้สิน Jaime ยอมรับว่า ควรจ้างคนในตำแหน่งสำคัญเร็วกว่านี้ ซึ่ง Matt Hannula ผู้เป็นน้องชายและเข้ามาเป็น CEO ในปี 2018 เห็นด้วยและเสริมว่า การหาคนเก่งและตัดสินใจปลดพนักงานที่ไม่เหมาะสมออกไปอย่างรวดเร็ว คือกุญแจสำคัญในการขยายธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นทำให้ Matt ตระหนักว่า “การกำจัดคนที่มีปัญหาหรือคนที่มีความสามารถไม่เพียงพอ คือสิ่งที่เราควรทำตั้งแต่แรก เพื่อช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ในด้านการผลิต Matt เน้นย้ำว่า “รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คือปีศาจ” ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย เช่น สกรูตัวเดียวที่หายไป อาจทำให้ผลิตภัณฑ์มูลค่ามหาศาลใช้การไม่ได้ และยังเผาผลาญเงินสดได้อย่างรวดเร็ว

Tinker Tin เคยเจอประสบการณ์เลวร้ายเมื่อ เสียสินค้ามูลค่ากว่า 250,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 8.15 ล้านบาท ไปกับการขนส่งที่ไม่โปร่งใสในเม็กซิโก ทำให้ต้องยุติความร่วมมือกับห่วงโซ่อุปทานเดิมทั้งหมด แม้จะต้องใช้เวลาสร้างใหม่ก็ตาม แต่เหตุการณ์นี้สอนให้พวกเขาต้อง รัดกุมและตรวจสอบพันธมิตรทุกขั้นตอนอย่างละเอียด

เติบโตไร้ขีดจำกัด : จากรายได้หลักแสนสู่หลักร้อยล้าน

Tinker Tin สร้างรายได้หลักแสนดอลลาร์ได้ภายในปีแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดไว้ ปัจจุบัน บริษัทมีรายได้ 20 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 650 ล้านบาทต่อปี และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีหนี้สิน Matt เล่าว่า การย้ายฐานการผลิตเข้ามาใกล้ขึ้น (Nearshore) ทั้งในสหรัฐฯ และเม็กซิโก เป็นการตัดสินใจที่มองเห็นอนาคตของปัญหาห่วงโซ่อุปทานกับจีนมานานกว่า 10 ปี และพวกเขาตั้งเป้าที่จะเป็น “ผู้ผลิตแห่งอนาคต”

ความสุขและความสำเร็จ : แรงผลักดันจากใจ

สิ่งที่ Jaime รักมากที่สุดคือการที่ผลงานออกแบบของเธอสามารถกลายเป็นผลิตภัณฑ์จริงที่ “สวยงามกว่าภาพดิจิทัล” ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในยุคนี้ ส่วน Matt มองว่า การแก้ปัญหาใหม่ๆ ในทุกวันคือความท้าทายที่น่าสนุก และเชื่อว่า “ความกดดันคือสิทธิพิเศษ” การสร้างบางสิ่งขึ้นมาด้วยตัวเองและได้รับผลตอบแทนจากความพยายามเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อ

คำแนะนำที่ดีที่สุดของ Jaime คือ อย่าละเลยงานอดิเรก เพราะมันคือพลังงานที่ช่วยให้วันทำงานหนักๆ ไม่หนักเกินไป และช่วยให้คุณกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ส่วน Matt เน้นย้ำว่า “ทำงานอย่างหนัก” คือสิ่งสำคัญที่สุด “ทุกความสำเร็จต้องใช้เวลาและความพยายาม คุณต้องทุ่มเท 100%!” เขากล่าว

ที่มา entrepreneur 

Related Posts

“ทฤษฎีโกงความรู้สึก” เทคนิคไลฟ์สด ของ “เชน-ธนา” CEO นักไลฟ์ ทำยอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทต่อปี
ล้มเหลวมาแล้วถึงรู้! เจ้าของ “ซิงซิง หม่าล่า” เปิดสูตรปั้นแบรนด์ให้โตหลายสาขา เรียนรู้จากคู่แข่ง - ใช้โซเชียลเรียกลูกค้า
หากระเป๋าที่เข้ากับชุดไม่ได้ เลยเริ่มสร้างแบรนด์ “Freja” ด้วยเงินเก็บ ก่อนสร้างรายได้ ก่อนสร้างรายได้ กว่า 700 ล้าน