จากนักพัฒนาซอฟต์แวร์ สู่ผู้บุกเบิกฟาร์มฮอปส์แห่งแรกของไทย ชวนรู้จัก คุณอ๊อบ-ณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “เทพนม (Devanom)” ที่เขาสามารถนำพืชเมืองหนาวอย่าง “ฮอปส์” มาปลูกในไทยได้เป็นรายแรกๆ พร้อมต่อยอดสู่เครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบในไทย 100% ไม่ว่าจะเป็น คราฟต์เบียร์, Mead หรือไวน์น้ำผึ้ง และ สาโท ซึ่งปัจจุบันทำมาแล้วกว่า 11 ปี

จุดเริ่มต้น
เมื่อประมาณ 13 ปีที่แล้วคุณอ๊อบทำงานเกี่ยวกับ Software Developer (นักพัฒนาซอฟต์แวร์) แต่แล้วก็มีความรู้สึกว่างานที่ทำมันเริ่มอิ่มตัว ทั้งยังมีคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้การที่จะสู้กับตลาดค่อนข้างลำบาก
จนได้มาเจอกับ คราฟต์เบียร์ ที่เมื่อลองดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างจากเบียร์ทั่วไป ทำให้เขาเกิดไอเดียนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจ เกิดเป็นแบรนด์ “เทพนม” ขึ้นในปี 2014
โดยคำว่า เทพนม หมายถึง การที่อยากให้คนดื่มรู้สึกมีความสุข เหมือนมีเทพนมอวยพรให้ เหมือนกับเวลาที่ทำซอฟต์แวร์ แล้วสิ่งนั้นสามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง เปรียบได้กับเวลาเรารินเครื่องดื่มให้ลูกค้า แล้วเขาชอบ มีความสุข

ฟาร์มฮอปส์แห่งแรกในไทย
เขาเล่าว่า ช่วงแรกที่ได้ลองทำคราฟต์เบียร์ วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ใช้จะมาจากต่างประเทศทั้งหมด ไม่มีอะไรที่ใช้ของไทยเลย จึงคิดว่ามีอะไรที่พอจะทำในไทยได้บ้าง จนได้มารู้จักกับ ฮอปส์ ที่คิดว่าน่าจะปลูกในไทยได้ ซึ่งประโยชน์ของฮอปส์ จะช่วยทำให้เบียร์ไม่เสีย เพราะมีสารต้านแบคทีเรียอยู่
“ตอนนั้นในไทยยังไม่มีคนปลูก เราเลยสั่งต้นกล้าจากอเมริกามาประมาณต้นละ 500-600 บาท ซึ่งที่เราเลือกปลูกฮอปส์เพื่อที่จะบอกได้ว่าคราฟต์เบียร์ของเทพนม ใช้ของในประเทศด้วยไม่ได้นำเข้าอย่างเดียว”
ก่อนจะเล่าต่อว่า ‘ฮอปส์’ เป็นพืชที่ปลูกยากอยู่แล้วในไทย ด้วยสภาพอากาศ จึงใช้ระบบสมาร์ทฟาร์มในการควบคุมปุ๋ยและน้ำ บวกกับช่วยวัดข้อมูล ในการปรับปริมาณน้ำในแต่ละวันที่จะไม่เท่ากัน ซึ่งจะเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด ที่แทบจะไม่ต้องทำอะไรเองเลย เพราะจะมีตัวเซนเซอร์วัดโรงเรือนทั้งหมด

เรื่องราวของการพัฒนา
“ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี ที่เริ่มทำคราฟต์เบียร์ เรามีความเชี่ยวชาญในการหมัก เราใช้ยีสต์หลายๆ สายพันธ์ุ เรารู้ว่าอุณหภูมินี้จะให้รสชาติแบบไหน เราใช้วัตถุดิบไทย 100% มาทำให้เป็นเอกลักษณ์ ที่ค่อนข้างชัดเจน เรามีราที่เปลี่ยนจากแป้งให้เป็นน้ำตาล ด้วยสายพันธ์ุที่เราเพาะเลี้ยงเอง ซึ่งก็จะควบคุมได้ดี”
กว่าจะได้ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวจะต้องมีการวิจัยและพัฒนา (R&D) อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากมีการใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติโดยตรง ทำให้กระบวนการผลิตจะไม่เหมือนเดิมในแต่ละปี
“คราฟต์เบียร์ สาโท เป็นเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เราใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรซึ่งอาจจะไม่ได้เหมือนเดิมทุกปี อย่าง มอลต์ ปีนี้อาจจะให้น้ำตาลน้อย รสชาติเปลี่ยนไป หรือตัวฮอปส์บางปีอาจจะมีความเขียว มีกลิ่นบางอย่างน้อยลงไป ฉะนั้น เวลาทำจะต้องปรับสูตรอยู่ตลอด”
อย่างเบียร์ที่ต้องใช้เวลา 21-30 วันในการพัฒนาสูตร หรืออย่าง สาโท ที่ทางแบรนด์ใช้เวลาถึง 1 ปีครึ่งในการพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรก ใช้เวลาหมัก 1 เดือน และนำไปบ่มอีก 3-6 เดือนกว่าจะวางขายได้
“ลงทุนตอนนั้นประมาณรอบละ 2-3 แสนบาท ได้ประมาณ 1,000 ลิตร ถ้าใน Product Line ตอนนี้มี 20 SKU ซึ่งก็จะมี คราฟต์เบียร์ ไวน์น้ำผึ้ง หรือเรียกว่า Mead แล้วก็สาโท 10 กว่า SKU ครับ”
ความท้าทายของการทำคราฟต์เบียร์ในไทย
ก่อนหน้านี้การส่งเสริมในประเทศไทยค่อนข้างน้อย เพราะจะมีกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ทำให้ไม่สามารถพูดได้ว่าตัวแบรนด์เป็นยังไง จุดเด่นคืออะไร มีเอกลักษณ์แบบไหน ทำให้ผู้บริโภคอาจจะไม่ได้รับรู้ถึงความแตกต่าง
อย่างแบรนด์เทพนมจะมีเป็นฟาร์มฮอปส์ที่เปิดให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชม สามารถดูโรงเรือน ดูการผลิตได้ และยังมีการออกไปพบลูกค้าตามงานแฟร์ต่างๆ เป็นต้น
ความแตกต่างของ ‘สาเก-สาโท’
“ต้องบอกว่าจริงๆ แล้วสาเก สาโท มีรากเหมือนกัน เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากข้าวเป็นหลัก ไม่ได้นำไปกลั่น แต่จะนำไปหมักอย่างเดียว และได้เป็นแอลกอฮอล์ที่ดื่มได้เลย”
เขาเล่าว่า สาเก สาโท มีจุดเริ่มต้นมาจากที่เดียวกัน เพียงแต่ สาเก จะมีการพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ อีกทั้งญี่ปุ่นมีการสร้างสถาบันวิจัย ทำให้เขาก้าวกระโดดไปมาก
ซึ่งความแตกต่างหลักๆ คือ ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงกว่า เพราะฉะนั้น จะใช้ยีสต์คนละตัวในการหมัก ทำให้มีกลิ่นและรสชาติที่แตกต่างกัน โดยญี่ปุ่นจะทำช่วงหน้าหนาว 5-10 องศา
ความต่างอีกอย่าง นั่นคือ สายพันธ์ุข้าว ข้าวไทยจะเป็นเม็ดยาวรี สายพันธุ์อินดิก้า ส่วนของญี่ปุ่นจะเป็นข้าวกลมๆ เรียกว่า จาโปนิกา จะให้คาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกัน
“สาโทในเมืองไทยตอนนี้มีขายตามร้านอาหารหลายๆ ที่แล้ว มีการนำไป Pairing กับอาหารต่างๆ แต่เราอยากให้คนไทยหันมาดื่มสาโทมากขึ้น เพราะเป็นเครื่องดื่มดั้งเดิมของเรา แล้วก็ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศ ได้ดื่มด่ำกับข้าวไทยจริงๆ จะได้ดื่มในวงกว้างมากขึ้น”
ในส่วนของ Hero Product จะมี คราฟต์เบียร์ New England IPA เป็นสไตล์ที่ฮอปส์เยอะๆ ไม่ขมมาก ถ้า Mead จะเป็นน้ำผึ้งจากดอกลำไย เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดี ส่วน สาโท จะเป็นสาโทกระป๋อง มีความซ่า ความหวาน ราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน
“ตัวคราฟต์เบียร์ในไทยมีวัตถุดิบที่หลากหลาย ถ้าใครที่ลองทำ ช่วงแรกอาจจะทำตามสไตล์ต่างประเทศเพื่อที่จะฝึกฝีมือ หลังจากนั้นก็ประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบในประเทศไทยได้ จะทำให้คราฟต์เบียร์มีความแตกต่าง และหลากหลายมากขึ้น”
ช่องทางการติดต่อ
Facebook : Devanom
