ว่ากันว่า ครอบครัว “วณิชชากร” คือตระกูลใหญ่แห่งตลาดประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี มีที่มาจาก “ตระกูลเจี่ย” อพยพจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน ตั้งแต่สมัยรุ่นก๋ง ก่อนจะมาตั้งรกรากอย่างมั่นคงที่อำเภอประจันตคาม จุดเริ่มต้นของความมั่งคั่งในตระกูลเกิดจากร้านขายของชำเล็กๆ เมื่อกว่า 80 ปีก่อน ก่อนจะค่อยๆ ขยายกิจการและเติบโตอย่างต่อเนื่อง
คุณเล็ก วณิชชากร เป็นทายาทรุ่นที่สอง แต่งงานกับ คุณรัชนี วณิชชากร มีบุตรชายด้วยกัน 5 คน ทุกคนต่างเติบโตมากับธุรกิจครอบครัว ที่กลายเป็น “กงสี” เต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ร้านขายของชำ โรงสีข้าว ปั๊มน้ำมัน ร้านถ่ายภาพ ร้านมอเตอร์ไซค์ ไปจนถึงมาร์ทขนาดกลาง
โดย คุณวัฒนา วณิชชากร ลูกคนสุดท้อง ในฐานะทายาทรุ่นที่สาม คือผู้รับช่วงต่อ “โรงสีไทยวัฒนารุ่งเรืองธัญกิจ” และคือผู้แบกความฝันของ “เตี่ย” ที่ไม่อยากเห็นธุรกิจนี้ล้มหายไปกับกาลเวลา
คุณวัฒนา ย้อนความหลังให้ฟัง เขาและพี่ๆ ทุกคน เติบโตมาท่ามกลางธุรกิจโรงสี ซึ่งมีจุดเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2527 พวกเขาช่วยงานกันมาตั้งแต่เด็ก ได้เห็นทั้งพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของโรงสีอย่างต่อเนื่อง จากยุคที่ต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก ไปจนถึงการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้แทน
พร้อมกับเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่รุนแรงหรือผลกระทบจากกลไกตลาดโลก โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ที่ทำให้เจ้าของโรงสีจำนวนมาก ต้องล้มเลิกกิจการ ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา โรงสีในพื้นที่หายไปแล้วกว่าครึ่ง
และด้วยภาวะตลาดโลก ความผันผวนของราคาข้าว การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และการผงาดขึ้นของ อินเดีย-เวียดนาม ในฐานะมหาอำนาจข้าวโลก ทำให้ธุรกิจโรงสีไทยเจอแรงบีบมหาศาล กำไรเหลือเพียง 1-2% โรงสีหลายแห่งทยอยปิดตัว แต่เขาเลือกจะอยู่ต่อ
“โรงสีล้มหายตายจากไปเยอะ เพราะกำไรน้อยลง ถ้าไม่เข้าใจทุกจุดที่รั่วไหลอยู่ไม่ได้ บางโรงทนทำเพราะมีลูกน้องที่ต้องดูแล บางโรงที่ต้องพึ่งธนาคาร ขาดสภาพคล่องต้องปิดตัว สำหรับโรงสีของเรา เดือนหนึ่งค่าไฟ 7-8 แสนบาท ยังต้องหาทางประหยัดด้วยการสีกลางคืนแทนกลางวันเพื่อลดต้นทุน” คุณวัฒนา เผย
และยอมรับว่า “โรงสีอยู่ยากขึ้นทุกวัน” ทั้งต้นทุนการผลิตสูง ราคาข้าวแปรผันตามตลาดโลก การแข่งขันกับอินเดียและเวียดนาม และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมาก ชาวนาหลายคนอาจมองว่าโรงสีกดราคา ในความเป็นจริงไม่ใช่เลย
เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน อินเดีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ งดส่งออก ราคาข้าวไทยพุ่งสูงถึงตันละ 14,000 บาท แต่มาปีนี้อินเดีย เริ่มส่งออก ราคาข้าวไทยตกลงเหลือตันละ 7,000 บาท โรงสี ต้องรับซื้อตามราคาตลาดโลก ปริมาณข้าวในประเทศก็ลดลง โรงสีอยากได้ข้าวถ้ามาไกลจึงต้องเพิ่มราคาไห้ กำไรเลยลดน้อยลงไปด้วย แม้พยายามสีเวลากลางคืนเพื่อลดค่าไฟ แต่กำไรยังเหลือเพียง 1-2% ในขณะที่การลงทุนยังสูงอยู่มาก
แต่ในความเหนื่อยก็ยังมี “ช่องทางใหม่” ล่าสุด คุณวัฒนา หันมาโฟกัส “ตลาดผู้ป่วยเบาหวาน” ด้วยการพัฒนาข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ หรือ ข้าว Low GI เพราะข้าวนึ่งเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน ทำให้ระดับน้ำตาลไม่พุ่ง โดยเล็งเห็นความเป็นไปได้ในการต่อยอด ถ้าสามารถแปรรูปให้ดี และรสชาติดี อาจเข้าไปในตลาดพรีเมียมได้
“สมัยเรียนปริญญาโท เคยทำวิจัยเรื่องนี้ ผลิตภัณฑ์นี้สร้างรายได้สูงมาก แต่ปัญหาคือ รสชาติ ถ้าไม่อร่อย ผู้ป่วยไม่กิน ถึงจะดีต่อสุขภาพก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตลาดสายคนรักสุขภาพ เป็นเรื่องที่น่าลอง เช่น ข้าวฮาง ข้าว Low GI ข้าวออร์แกนิก ซึ่งอาจขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 350 บาท แต่ต้องแลกมากับคุณภาพและความรู้ที่แน่นพอ” คุณวัฒนา กล่าวอย่างมีความหวัง
