Exclusive Featured SMEs

จากผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สู่ “Nose Tea” ชาจมูกเขียว ที่แม้จะขายแก้วละ 100 กว่าบาท แต่ผู้บริโภคก็ยอมจ่าย กวาดรายได้ 297 ล้านในปี 2567 

จากกระแสความนิยม “ชาชีส” ของคนไทย ทำให้มีหลายแบรนด์กระโดดลงมาแข่งขันในสนามนี้ แต่หนึ่งในแบรนด์ที่โดดเด่น เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ก็คือ “Nose Tea” หรือ ชาจมูกเขียว ธุรกิจที่ก่อตั้งโดย คุณกฤต–ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ และ คุณไผ่–กชณิชา ฐิติชนาโชติ 

เริ่มต้นจากความชอบ 

ก่อนหน้านี้ คุณไผ่เคยทำธุรกิจขายเสื้อผ้าแฟชั่นทำให้เธอต้องบินไปต่างประเทศอยู่บ่อยๆ เพื่อดีลโรงงานผลิต ประกอบกับเป็นคนชอบหาของอร่อยๆ ทาน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชานมและชาผลไม้ที่หลงใหลในรสชาติ แต่เมื่อกลับมาเมืองไทยกลับหารสชาติในแบบที่ชอบไม่ได้ 

และจากการสำรวจตลาดในประเทศไทยและต่างประเทศ พบว่า มีโอกาสและช่องว่างในการพัฒนาธุรกิจเครื่องดื่มชาผลไม้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอและคุณกฤตหันไปเรียนชงชา และนำมาพัฒนาจนได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

จนเกิดเป็นแบรนด์ Nose Tea เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 โดยมีโลโก้ จมูกเขียว สุดโดดเด่น มองแวบแรกก็ชวนให้สงสัยและยังสร้างความน่าจดจำ ซึ่งนำโลโก้มาจากผลิตภัณฑ์ลอกสิวเสี้ยน Lively Nose ของแบรนด์ Nakiz อีกธุรกิจของคุณไผ่ 

อัดแน่นคุณภาพ และความคุ้มค่า

โปรดักต์หลักของ Nose Tea คือชาผลไม้ และชานม ในส่วนของชาผลไม้ “ชาพีชครีมชีส” ถือเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภค ใน 1 แก้วนอกจากความสดชื่นของชามะลิพรีเมียมที่เบลนด์กับพีชนำเข้าแล้ว ยังอัดแน่นไปด้วยเนื้อพีช และครีมชีส 

หากยกแก้วดื่มทำมุมประมาณ 45 องศา โดยไม่ใช้หลอด ตามคำแนะนำของแบรนด์ จะได้ดื่มทั้งชาผลไม้ เนื้อพีช และครีมชีสใน 1 คำพร้อมๆ กัน 

และยังมีโปรดักต์อีกหลายเมนู เช่น ชาสตรอเบอร์รี ชาองุ่นเกล็ดหิมะ ชาส้มแมนดาริน เป็นต้น 

อีกเมนูที่ขายดีไม่แพ้กันคือ “ชานมซิกเนเจอร์” ใน 1 แก้วจะได้ทั้งไข่มุกเม็ดเล็ก ชานมปั่นละเอียด และครีมชีส ให้รสชาติกลมกล่อม และอีกหลากหลายเมนู เช่น ชานมเผือกซิกเนเจอร์ ชานม ชาไทย เป็นต้น

ในส่วนของราคา ถึงแม้จะขายแก้วละ 100 กว่าบาท แต่ผู้บริโภคก็ยอมจ่าย เพราะมองเห็นถึงความคุ้มค่า คุ้มราคา จากสิ่งที่แบรนด์เสิร์ฟมาใน 1 แก้ว ทั้งการคัดสรรวัตถุดิบ อย่าง ชีสที่นำเข้าจากนิวซีแลนด์ ชาที่ทำสดใหม่ทุกวัน หรือแพ็กเกจจิ้งที่ทำออกมาได้อย่างสวยงาม และถุงเก็บความเย็นที่ทางแบรนด์คิดมาให้อย่างใส่ใจ 

และในขณะเดียวกัน ยังมีเมนูราคาย่อมเยา เป็นอีกตัวเลือกให้ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน 

ต่อยอดเมนู Collab กับแบรนด์มากมาย 

อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจของ Nose Tea คือการ Collab กับแบรนด์ชั้นนำมากมาย ซึ่งเป็น Position ที่แบรนด์วางไว้ นอกจากช่วยสร้างมูลค่าแล้ว ยังช่วยขยายฐานลูกค้า สร้างความแข็งแกร่ง เพิ่มสีสัน ความสนุก และความแปลกใหม่ให้แบรนด์และผู้บริโภคอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ Nose Tea ได้คอลแลบกับ “LA GLACE” แบรนด์เครื่องสำอางชื่อดัง ออกเมนูเครื่องดื่ม Sassy Cacao (แซสซี่ คาคาว) นมสตรอเบอร์รีโยเกิร์ตรสเปรี้ยวหวาน ท็อปด้วยช็อกโกแลตและสตรอเบอร์รี และเพิ่มความพิเศษด้วยครีมชีสช็อกโกแลต 

ร่วมกับ “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล”
ร่วมกับ “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล”

ล่าสุดได้ร่วมกับ “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” ทำโปรเจ็กต์คอลแลบกับภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องท่าแร่ ออกเมนูเครื่องดื่ม ชาจิบศรัทธา (HOLY SIP) เมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัตถุส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่ปรากฏบนภาพยนตร์เรื่องท่าแร่ โดยมีไข่เป็นหนึ่งในวัตถุสำคัญในพิธีกรรมนั้นๆ ผู้บริโภคจะรับรู้ถึงรสสัมผัส และนึกถึงภาพยนตร์เรื่องท่าแร่ 

คอลแลบกับ “SOURI”
คอลแลบกับ “SOURI”

และได้คอลแลบกับ “SOURI” แบรนด์ขนมมาการองชื่อดัง ออกเมนูเครื่องดื่ม “Jasmine Blue (จัสมิน บลู)” และขนมหวานชูครีม Kiss of Blue ออกมาให้ทุกคนร่วมเฉลิมฉลอง พร้อมสัมผัสความอบอุ่นในช่วงเทศกาลวันแม่ 

รายได้ของ Nose Tea

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูผลประกอบการในเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในปี 2567 บริษัท โนส ที (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้รวม 297 ล้านบาท และมีทั้งหมด 30 สาขา ในเวลา 3 ปีครึ่ง

อ้างอิงข้อมูลจาก 

capitalread

ลงทุนแมน 

Related Posts

MK GROUP สยายปีกอาณาจักรสุกี้ครบทุกเซกเมนต์ ตั้งเป้าโต 12%
สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น
“โก๋แก่” แตกไลน์เปิดตัว “โก๋นมถั่ว” (Nut Milk Bar) พร้อมเมนูถั่วสุดฟิน ปักหมุดสาขาใหม่ “ซีคอนบางแค” 1 มิ.ย. นี้!
นางไปรยา ไทยชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เพ็ญภาค เบฟเวอเรจ จำกัด