แบรนด์ไทย
จากร้านข้าวสารเป็นที่รู้จักเพียง 3 อำเภอในจังหวัดชลบุรี ธุรกิจที่พ่อแม่สร้างขึ้นด้วยความขยันและอดทนมาตั้งแต่ปี 2527 แม้จะบอกกับลูกว่าเป็นงานหนัก งานร้อน และไม่ได้สร้างกำไรมากนัก แต่สำหรับ ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล หรือ “คุณกอล์ฟ” ทายาทรุ่นสองของ “ข้าวตราไก่แจ้” กลับมองเห็นโอกาสในธุรกิจที่ตัวเองคลุกคลีมาตั้งแต่วัยเด็ก เขาจึงเลือกกลับมาสานต่อธุรกิจนี้หลังเรียนจบจากอเมริกา พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงจาก “ระบบเถ้าแก่” สู่ “การบริหารแบบมืออาชีพ” จนกลายเป็นแบรนด์ข้าวไทยที่ส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก และมียอดขายเติบโตแตะ 2,500 ล้านบาท ในคอนเทนต์ชุด “โอกาส” ธุรกิจเกษตร พาไปพูดคุยกับ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวตราไก่แจ้ ถึงเส้นทางการเติบโต การเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้ายทาย และการต่อยอดธุรกิจที่ไม่หยุดแค่การจำหน่ายข้าสาร ร้านข้าวของพ่อแม่ จุดเริ่มธุรกิจพันล้าน คุณกอล์ฟเติบโตมาในร้านข้าวสารของพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็ก ราวปี 2527 กิจการเล็กๆ นี้มี “สุนทร ธัญญวัฒนกุล และ นภา” ภรรยา เป็นผู้บุกเบิกในตำบลกุฎโง้ง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ภาพจำของคุณกอล์ฟ คือไป
ตลาดวัยเรียน กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้ ทั้งในแง่กำลังซื้อ การสร้างเทรนด์ และอิทธิพลต่อการตัดสินใจภายในครอบครัว ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามไทยที่มีมูลค่ามากกว่า 400,000 ล้านบาท และยังคงเติบโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นั่นจึงเป็นโอกาสให้ Zadi & Jo (เซดี้ แอนด์ โจ) เป็นแบรนด์ความงามไทยรายแรกที่ถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มอายุ 10-20 ปีโดยเฉพาะ ครอบคลุมทั้งสกินแคร์ เมกอัพ และน้ำหอม ภายใต้แนวคิด Clean & Playful Beauty มีทั้งความอ่อนโยน ความสนุก และความมั่นใจไว้ด้วยกัน ทรงสมร ฮัทเท็ท ประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (Chief Growth Officer) บริษัท เจนเนอรัส ซีนิธ จำกัด กล่าวว่า เซดี้ แอนด์ โจ เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างแบรนด์ความงามที่เข้าใจวัย 10-20 ปีอย่างแท้จริง ทั้งในด้านผิว ความรู้สึก และการค้นหาตัวตน “เราต้องการให้การดูแลตัวเองเป็นประสบการณ์ที่สนุก อ่อนโยน และช่วยสร้างความมั่นใจในแบบที่เหมาะสมกับวัย เพราะเราเชื่อว่าช่วงวัยนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ที่จะรักและดูแลตัวเองอย่างสมดุล” Teen Beauty กลายเป็นตลาดแห่งอนาคต
ท่ามกลางการแข่งขันในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซ แบรนด์ไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการสร้างความแตกต่างและก้าวข้ามสงครามราคา ลาซาด้า (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยความสำเร็จของโปรเจ็กต์ ‘Sanrio Characters: The Exclusive Collection at Lazada’ ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ให้หลายคอลเล็กชันจากแบรนด์ไทยจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที และผลักดันยอดขายรวมแตะหลักร้อยล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ IP Economy (เศรษฐกิจทรัพย์สินทางปัญญา) ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ยกระดับแบรนด์ และขยายโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในยุคดิจิทัล ความร่วมมือในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับซานริโอ้ (Sanrio) ในครั้งนี้ เป็นมากกว่าความร่วมมือด้านลิขสิทธิ์ IP ทั่วไป แต่เป็นการลงทุนครั้งสำคัญของลาซาด้าในการขับเคลื่อนความร่วมมือที่สร้างอิมแพกต์ เพื่อผลักดันให้แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ไทยก้าวไปสู่การเติบโตอีกขั้น โดยเปิดโอกาสให้ 5 แบรนด์ไทยชั้นนำ ได้แก่ Endless Holiday, LOOKBOOKLOOKBOOK, HAPPY SUNDAY, Stylist Shop และ O&B นำคาแรกเตอร์ระดับโลกที่มีพลังในการเข้าถึง
ลูกค้ายังเต็มร้าน แต่สั่งของหวานน้อยลง โต๊ะยังแน่น แต่ใช้เวลานานขึ้นก่อนตัดสินใจ บางโต๊ะถามหาเซ็ตที่คุ้มกว่า บางโต๊ะเปิดมือถือเทียบราคา หรือเลือกใช้สิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตอย่างคุ้มค่า สิ่งที่เคยเป็น “การสั่งแบบไม่ต้องคิด” วันนี้กลายเป็น “การตัดสินใจที่ต้องคิดมากขึ้น” สำหรับคนทั่วไป เพราะคาดหวังว่าทุกบาทที่จ่าย ไม่ว่าจะผ่านเงินสดหรือบัตรเครดิค ต้อง “คุ้มจริง” นี่อาจเป็นเพียงพฤติกรรมเล็กๆ ระหว่างมื้ออาหาร แต่สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร นี่คือสัญญาณเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงทุกวันหน้าร้าน เพราะร้านอาหารคือหนึ่งในธุรกิจแรกๆ ที่มองเห็นกำลังซื้อผ่านบิลอาหาร คือมุมมองของ “คุณจีรภัทร ศรีทองคำ” ผู้ก่อตั้ง “พาสต้า อาม่า” จากอดีตสายงาน HR สู่ธุรกิจร้านอาหารหลายแบรนด์ ทั้ง พาสต้า อาม่า, ปูนแดง แกงร้อน และ KARAMIZU ที่เติบโตจนมีมูลค่ารวมเกือบ 400 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 5–6 ปี เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากแค่เมนูฮิต แต่เกิดจากการอ่านลูกค้าให้ทัน บริหารต้นทุนอย่างแม่นยำ สร้างทีมให้แข็งแรง และวาง “ระบบหลังบ้าน” ให้พร้อมรองรับการเติบโต รวมถึงการเลือกพาร์ทเนอร์ด้านการชำระเงินอย่างเคทีซี ที่ช่วยใ
จาก “ล้มละลาย” วันนี้ คุณหมวย-ศรัณรัศศ์ ศักดาพิสิฐกุล อายุ 39 ปี และ คุณโจ้-วัชรพงษ์ กลางชนีย์ อายุ 42 ปี กลายเป็นเจ้าของแบรนด์กางเกงยีนส์ชื่อดัง “SARAN JEANS ” ที่ขายได้เดือนละ 1 แสนกว่าตัว สร้างรายได้ 280 ล้านในปี 68 พร้อมตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาท ในปี 2569 โดยหวังทำกำไรมากขึ้นจากปีก่อน แม้ทั้งคู่จะไม่ได้เรียนจบด้านแฟชั่นโดยตรง ฝ่ายหนึ่งจบเภสัชศาสตร์ อีกฝ่ายจบฟู้ดไซน์ แต่ใช้ “ความเข้าใจลูกค้า” และการศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง ค่อยๆ พัฒนาแบรนด์จากการแก้ Pain Point ของผู้หญิงไทย จนทำให้ “ความสำเร็จ” ค่อยๆ เกิดขึ้น “มีวันนี้ได้เพราะลูกค้า” คือประโยคที่สะท้อนเส้นทางของ SARAN JEANS จากวันที่เคยล้ม จนกลายเป็นแบรนด์ยีนส์ที่หลายคนเลือกใส่ในวันนี้ เคยล้มละลาย กลับมาตั้งต้นใหม่ด้วย SARAN JEANS คุณโจ้กับคุณหมวยขายสินค้าออนไลน์มาตั้งแต่ยุคแรก โดยรับกางเกงยีนส์จากประตูน้ำมาขายตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว แต่ด้วยเป็นสินค้าสำเร็จรูป ทำให้มี Pain Point เรื่องรูปทรงที่ยังไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค จึงหันมาสร้างแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “ป้ายหมวย (MUAYY)” ที่เน้น “คุณภาพ” ของเนื้อผ้าและรูปทรงเป็นหลัก ขายตัวละ 890 บาท ส
จากจุดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด นำไปสู่การค้นพบเส้นทางธุรกิจของตัวเอง จากอาชีพขายข้าวมันไก่สู่เจ้าของแบรนด์เฉาก๊วย “เต็งหนึ่ง” ที่มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่เกิดจากการเรียนรู้ ทดลองและพัฒนาอย่างไม่ย่อท้อ พร้อมกับการใช้กลยุทธ์ Outside In ฟังเสียงของลูกค้าของ “คุณหมู-ทินพันธุ์ วัฒนอัครโภคิน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม ดีเสิร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมหวาน โดยเฉพาะเฉาก๊วย และเครื่องดื่มแบรนด์ “เต็งหนึ่ง” “เฉาก๊วยเต็งหนึ่ง” ธุรกิจที่เริ่มจากปัญหา เขาเล่าว่าธุรกิจนี้เริ่มต้นมาจาก “ปัญหา” เพราะเดิมเปิดร้านขายข้าวมันไก่อยู่หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร จ.นครปฐม มีรายได้แค่พอประคองตัว และยิ่งเป็นช่วงปิดเทอมทำให้รายได้หดหาย สวนทางกับรายจ่ายประจำที่ยังคงมีอยู่ ทำให้เขาต้องมองหาสินค้าอื่นๆ ที่สามารถขายได้ต่อเนื่องและไม่ยึดติดกับฤดูกาลหรือทำเล “ตอนนั้นคิดว่าอยากมีสินค้าที่ขายได้ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่หน้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น จนเกิดความบังเอิญ เมื่อเพื่อนยื่นขนมเฉาก๊วยนมสดบรรจุถุงมาให้ทดลองชิม รู้สึกประทับใ
แม้จะเป็นแบรนด์ไทย แต่รู้หรือไม่ว่า “HOUSE OF LITTLEBUNNY” คือกระเป๋าที่กลายเป็นไอเทมยอดฮิตในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมา กลยุทธ์ “โตนอกบ้าน” ของ คุณมิ้ง-ลักษิกา กรรณสูตร CEO และผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่เริ่มต้นจากความฝันและความตั้งใจในการทุ่มเทสร้างแบรนด์กระเป๋าให้คนสะสม จนเกิดกระแสบอกต่ออย่างทรงพลังในแบบที่ตัวเธอเองก็คาดไม่ถึง เส้นทางการเติบโตของ HOUSE OF LITTLEBUNNY เกิดขึ้นได้อย่างไร “เส้นทางเศรษฐี” จะพาไปพูดคุยกับซีอีโอของแบรนด์นี้ จากโพสต์ออร์แกนิกสู่ไอเทมฮิต คุณมิ้งคือซีอีโอผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้มาตลอด 10 ปี เธอทุ่มเทสร้าง HOUSE OF LITTLEBUNNY ด้วยความตั้งใจและลุยงานด้วยตัวเองเพื่อให้แบรนด์นี้เติบโต สะท้อนความสำเร็จจากการเป็นแบรนด์แรกๆ ที่สามารถบุกตลาดการไลฟ์ผ่านทางเฟซบุ๊กและเป็นผู้สร้างคอนเทนต์วิดีโอการใช้งานกระเป๋าผ่านไลฟ์สไตล์ในแบบต่างๆ ทางโซเชียลมีเดีย ทำให้มีฐานลูกค้าชาวไทยในระดับหนึ่ง จนในที่สุดคอนเทนต์ที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่ย่อท้อก็ถูกแชร์ต่อในกลุ่มลูกค้าชาวอินโดนีเซียจนเกิดเป็นกระแสไวรัล สามารถ “แจ้งเกิด” แบรนด์ในระดับนานาชาติได้สำเร็จ ซึ่งกระแส
“บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด” ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “ศรีจันทร์ (SRICHAND)” แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 78 ปี และ “ศศิ (sasi)” ประกาศก้าวสำคัญสู่การเป็น Thai Beauty Leader และตอกย้ำความเป็น “องค์กรไทยที่คนไทยภูมิใจ” และสามารถเติบโตได้ในระดับสากล ด้วยการเปิดตัวอัตลักษณ์องค์กรใหม่ภายใต้ New Corporate Logo ที่ชูตัวอักษร “ศ” เป็น Visual Hero สะท้อนความภูมิใจในรากเหง้าไทยที่ร่วมสมัย พร้อมเผย 5 กลยุทธ์เบื้องหลังที่ใช้ “ความเป็นไทยร่วมสมัย” (Modern Thainess) เป็นพลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของธุรกิจอย่างยั่งยืน รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 78 ปีที่ผ่านมา ศรีจันทร์สหโอสถเติบโตและยืนหยัดได้ด้วยความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง การเปลี่ยนโลโก้องค์กรใหม่ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนงานดีไซน์ตามยุคสมัย แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ของศรีจันทร์สหโอสถ ที่อยากเป็นตัวแทนความภูมิใจของคนไทย เพื่อพิสูจน์ศักยภาพขององค์กรไทยบนเวทีโลก เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับจากความเชี่ยวชาญในฐานะแบรนด์เครื่องสำอาง สู่การเป็นองค์กรต้นแบบที่เป็น
เอ็มเค เรสโตรองต์ (MK Restaurants) แบรนด์สุกี้ที่ครองใจครอบครัวคนไทยมายาวนานถึง 4 ทศวรรษ ชวนคนไทยร่วมรำลึกความทรงจำผ่านแคมเปญ 40 ปีเอ็มเค ภายใต้แนวคิด “ทุกความสุขยังอุ่นเสมอ” ย้ำความเป็นที่หนึ่งด้วยความแตกต่างที่เชื่อมต่อช่วงเวลาสำคัญของลูกค้า ในแบบฉบับที่เฉพาะตัวของเอ็มเคเท่านั้น ผ่านการสื่อสารแบบ Nostalgia Marketing ที่มุ่งเน้นการเชื่อมต่อความทรงจำ พาย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุข รอยยิ้ม และความอบอุ่นที่เคยมีร่วมกับแบรนด์ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน พร้อมเปิดตัวเมนูสุดพิเศษและคอนเซ็ปต์สโตร์ที่รอให้ทุกคนกลับมาสัมผัส ในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 นี้ คุณทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงหัวใจสำคัญของแคมเปญว่า “เราภูมิใจที่สามารถสืบทอดความตั้งใจและคุณค่าของ MK Restaurants จากรุ่นสู่รุ่นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แคมเปญ 40 ปีเอ็มเค ทุกความสุขยังอุ่นเสมอ ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อฉลองวาระครบรอบของแบรนด์ แต่สะท้อนถึงการที่แบรนด์ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาต่างๆ ของคนไทย และร่วมสร้า
“เราอยากทำให้แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่นำอาหารแบรนด์ของคนไทยไปเปิดต่างประเทศได้ มีความตั้งใจสูงมาก อยากเป็นส่วนเล็กๆ เป็นตัวแทนในการนำเสนอรสชาติของอาหาร” ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ หรือ ปลา iberry กล่าวหลังจากพาแบรนด์ “ทองสมิทธ์” ไปเปิดสาขาที่ฮ่องกงมาหมาดๆ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี “เหมือนได้กลับไปเริ่มต้นเป็นสตาร์ทอัพใหม่อีกครั้ง เพราะว่ามีร้านหนึ่งสาขาและไม่มีกองทัพในการช่วยสนับสนุน ทุกคนต้องทำเองทุกอย่าง รวมทั้งพนักงานที่ต้องรับจำนวนจำกัดเพราะค่าจ้างแพง จะจ้างใครก็ต้องคิดให้ดีๆ เลยเลือกทีมงานตัวเต็งจากเมืองไทยไปเทรนด์ ซึ่งต้องใช้เวลาเหมือนกัน” โดยเธอเลือกแบรนด์ทองสมิทธ์ไปเปิดสาขาแรกในต่างประเทศ เพราะมองว่าแต่ละแบรนด์เหมาะกับแต่ละตลาด และทองสมิทธ์เป็นแบรนด์ที่คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าถึงได้ง่าย “รสชาติของทองสมิทธ์มีครบรส ทั้งเปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวาน มีความหอมของสมุนไพรซึ่งถูกจริตคนเอเชียมากๆ เลยเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มชาวต่างชาติ เห็นได้จากลูกค้าที่อุดหนุนเราในเมืองไทยตั้งแต่สาขาแรก เป็นคนฮ่องกงจำนวนมาก” ส่วนในปี 2569 นี้ ปลาเผยว่ามีแผนเปิดแบรนด์ใหม่อีก 2-3 แบรนด์ ซึ
