จากธุรกิจด้านการศึกษาของครอบครัวที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ก้าวข้ามสู่ธุรกิจร้านอาหาร ด้วยการมองเห็นโอกาสเล็กๆ จากการที่ต้องต้อนรับแขกชาวต่างชาติอยู่เสมอ จึงเกิดความคิดขึ้นว่า “ทำไมไม่เปิดร้านอาหารเองเสียเลย”
วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปรู้จัก “หงเปา” (Hong Bao) ภัตตาคารอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ที่โดดเด่นเรื่องรสชาติ และเมนูอาหารหลากหลาย ภายใต้การบริหารงานของ คุณนพดล นฤตรรกกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท หงเปา อีวี จำกัด ทายาทที่ไม่ได้คิดจริงจังกับการทำร้านอาหาร แต่สามารถบริหารร้านให้เติบโตจนสร้างรายได้กว่า 500 ล้านบาทในปี 2567 พร้อมตั้งเป้าเติบโต 600 ล้านบาทในปี 2568
ข้ามสายสู่ธุรกิจร้านอาหาร
คุณนพดล เล่าให้ฟังว่า หงเปา ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559 ด้วยทุนจดทะเบียน 196,274,100 ล้านบาท ได้กลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารจีนที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในประเทศไทย ด้วยจุดยืนที่เน้นคุณภาพ รสชาติ บริการ และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
“ก่อนมาเปิดร้านหงเปา ครอบครัวของผมทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา ต้องซื้อหนังสือและฐานข้อมูลจากต่างประเทศค่อนข้างเยอะ ทุกอาทิตย์จะมีแขกมาเยี่ยมที่บ้าน และพาไปเลี้ยงข้าวตลอด นานๆ เข้า คุณพ่อบอกอยากเปิดร้านเอง เลยเปิดร้านอาหารฝรั่งเศส ชื่อ The Water Library ที่จามจุรี”
“ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว มีร้านอาหารฝรั่งในตลาดน้อยมาก มีร้านดังๆ ใหญ่ๆ อยู่ไม่กี่ร้าน พอเราเปิด มันเป็นร้านแรกๆ ที่เป็นไฟน์ไดนิงในเมืองไทย บวกกับจุดขายของคุณพ่อ เคลมว่าร้านเรามีน้ำแร่เยอะที่สุด เพราะถ้าเราเคลมว่าอาหารเราอร่อยที่สุด มันเคลมไม่ได้อยู่แล้ว เลยทำให้ร้านได้รับความนิยม”
หลังจากเปิดได้เพียง 2–3 ปี กลุ่มลูกค้าหลักที่มาทานอาหาร คือ กลุ่มผู้ใหญ่ นักการเมือง รวมถึงแลนด์ลอร์ด ซึ่งได้เริ่มชักชวนให้เปิดร้านเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น ย่านทองหล่อ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และอีกหลายทำเล ในที่สุดก็ได้เปิดที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และเป็นสาขาเดียวที่เปิดถึงปัจจุบัน
จากเดิมที่ตั้งใจเปิดร้านอาหารไว้รับรองแขกและใช้เอง ไม่ได้มองเรื่องกำไรเป็นหลัก แค่ให้ร้านอยู่เลี้ยงตัวเองได้ ก็กลายเป็นธุรกิจร้านอาหารเต็มตัว

จากอาหารฝรั่งสู่อาหารจีน
แม้จุดเริ่มต้นจะเป็นร้านอาหารฝรั่งเศส แต่ระหว่างทาง ครอบครัวของคุณนพดลได้ลองทำร้านอาหารหลายรูปแบบ ทั้งอาหารฝรั่งแนวพิซซ่า ร้านอาหารไทยชื่อร้าน “พลู” ร้านข้าวมันไก่ รวมถึงร้านหงเปา อาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ซึ่งเปิดสาขาแรก ที่ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ โดยคำว่า “หงเปา” มาจากภาษาจีนมีความหมายว่า “ซองแดง” หรือ “อั่งเปา” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีและความสุข
คุณนพดล เล่าต่อว่า ในช่วงแรกของการเปิดธุรกิจร้านอาหาร เขาดูแลธุรกิจหนังสืออยู่ก่อน โดยไม่ได้ดูแลธุรกิจร้านอาหาร แต่เมื่อสาขาเริ่มเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ 1–2 ร้านอีกต่อไป ธุรกิจจึงต้องมีการดูแลอย่างเต็มรูปแบบ ปัจจุบันเขาจึงเป็นผู้บริหารร้านอาหารทั้งหมดด้วยตัวเอง
“สิ่งที่ได้พบหลังเปิดร้านหงเปา มีคนไทยเชื้อสายจีนค่อนข้างเยอะ และอาหารจีนตอบโจทย์วัฒนธรรมการกินของคนไทย นิยมสั่งอาหารหลายจานแล้วมาแบ่งกัน ต่างจากอาหารฝรั่งที่เป็นแบบจานต่อจาน สั่งของใครของมัน
พอมาเปิดสาขาแรกที่ธัญญาพาร์ค ปรากฏว่าลูกค้าไหลมาเยอะมาก เราเริ่มเห็นโอกาส เปิดในเมืองน่าจะได้ ก็เห็นภาพชัดเลย อาหารจีนยอดขายดีกว่าร้านอาหารฝรั่ง เพราะสามารถกินได้ตลอดเวลา ทั้งกลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัว อากง อาม่า พาลูกหลานมากิน ไม่ต้องรอโอกาสสำคัญ จนเราต้องขยายสาขาเพื่อรองรับความต้องการ”
ถึงปัจจุบันหงเปาเปิดให้บริการทั้งหมด 13 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และมี 1 สาขาในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

จุดแข็งที่ทำให้หงเปาแตกต่าง
แม้แบรนด์หงเปาจะถูกวางรากฐานมาอย่างแข็งแรง แต่การแข่งขันในตลาดร้านอาหารจีนที่ดุเดือด ร้านจึงต้องมี “กลยุทธ์” และ “จุดเด่น” ที่ชัดเจน เพื่อช่วยผลักดันให้หงเปาประสบความสำเร็จ
คุณนพดล อธิบายให้ฟัง ข้อหนึ่ง อาหารต้องดี รสชาติเหมือนกันทุกสาขา อาหารของหงเปา ส่งตรงจากครัวกลาง ปรุงด้วยเชฟชาวจีนประจำสาขา ใช้วัตถุดิบสดใหม่ทุกวัน และมีคุณภาพสูง ทั้งที่หาซื้อได้ในกรุงเทพฯ และนำเข้าจากจีนโดยตรง เช่น ซอสและเครื่องปรุงต่างๆ เพื่อคงความเป็นรสชาติดั้งเดิมของจีนแท้ และทำให้รสชาติอาหารมีมาตรฐานเดียวกัน
“ผมแทบจะพูดได้เลย ร้านอาหารจีนในไทยที่มีเชฟจีนแท้ๆ อยู่ในเครือเยอะที่สุด เป็นผมแน่นอน ประมาณ 30 คน แบ่งเป็น ครัวกลาง 10 คน ประจำสาขา 20 คน”
ข้อสอง การบริการที่เป็นหัวใจหลัก ร้านให้ความสำคัญกับบริการมากกว่าปริมาณการสั่งอาหาร เพราะสิ่งสำคัญคือการทำให้ลูกค้ากลับมากินร้านหงเปาในระยะยาวเป็นสิบๆ ปี โดยเอาคนจากฝั่ง The Water Library ร้านไฟน์ไดนิง มาเทรนพนักงานของหงเปา เพื่อยกระดับ
ข้อสาม ภาพลักษณ์ร้านและความสะอาด หงเปาสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากร้านอาหารจีนทั่วไป ห้องครัวต้องสะอาดเทียบเท่าร้านอาหารญี่ปุ่น และเน้นการตกแต่งร้านด้วยดีไซน์หรูหราและร่วมสมัย
อีกแนวคิดที่ร้านหงเปายึดมาโดยตลอดคือ “รักน้อยๆ แต่รักนานๆ” เน้นคุณภาพและความยั่งยืนมากกว่าการทำกำไรสูงสุดในระยะสั้น
“ขนาดมีร้านเยอะขนาดนี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยมานั่งบอกผมว่ากำไรเท่าไหร่ กำไรเยอะไหม ไม่มี คอมเมนต์อย่างเดียวคืออาหาร ถ้าลูกค้าไปกินสาขานั้นแล้วไม่อร่อย หรือมีคนคอมเพลน เซอร์วิสไม่ดี เราเลยเน้นแต่เรื่องพวกนี้ ขอให้ไม่เสียหน้า”
สำหรับเมนูยอดนิยมที่ลูกค้าชื่นชอบ คุณนพดล เล่าว่า คือฮะเก๋ากุ้ง ขนมจีบกุ้ง อาหารกระทะ และติ่มซำหลากหลายชนิด ซึ่งเป็นเมนูขายดีที่สุด ปรุงสดใหม่แบบวันต่อวัน และเป็นสูตรเฉพาะของหงเปา

ธุรกิจที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
หากดูเส้นทางการเติบโตของหงเปา แน่นอนว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ย้อนกลับไปใน ปี 2564 บริษัทต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่จากโควิด-19 แพร่ระบาด ที่ส่งผลกระทบอย่างหนัก เพราะลูกค้าไม่สามารถเข้ามาทานอาหารที่ร้านได้ ส่งผลกระทบต่อรายได้ การบริหารบุคลากร และการดำเนินงานโดยรวม
เพื่อพยุงธุรกิจให้อยู่รอดในช่วงเวลาที่ยากลำบาก บริษัทจึงตัดสินใจยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารไทยพาณิชย์ วงเงิน 17.2 ล้านบาท ในเดือนกรกฎาคม 2564 โดยมี บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันเต็มวงเงิน ภายใต้โครงการ พ.ร.ก.สินเชื่อฟื้นฟูระยะที่ 1 กลุ่ม Micro & SMEs ซึ่งถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดต่อไปได้
ด้วยความมุ่งมั่นของทีมงานทุกฝ่าย บวกกับการสนับสนุนจากพันธมิตรทางการเงิน ทำให้หงเปา สามารถฟื้นฟูธุรกิจและกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ปี 2567
บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคม 2567 บริษัทขอสินเชื่อกับธนาคารกรุงเทพ จำนวน 7.5 ล้านบาท โดยมี บสย. ค้ำประกันสินเชื่อเต็มวงเงิน ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS11 บสย. SMEs ยั่งยืน (SMEs Ignite Biz) เพื่อเปิดสาขาแห่งใหม่ที่ ห้างพาราไดซ์ พาร์ค บนพื้นที่กว่า 632 ตารางเมตร
แผนอนาคตและการขยายธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคุณนพดล คือผู้ดูแลธุรกิจร้านอาหารและพนักงานรวมกว่า 600 คน พร้อมมีแผนขยายครัวกลางให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ รวมถึงการออกสู่ต่างจังหวัดและเมืองรองที่เริ่มได้รับความนิยม
นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยมีทั้งขนาดใหญ่ (ประมาณ 5 ล้านบาท) และขนาดกลาง (ประมาณ 2–3 ล้านบาท) พร้อมการสอนและระบบบริหารจัดการครบถ้วน แต่การคัดเลือกผู้ลงทุนต้องคุยกับคุณพ่อโดยตรง เพราะต้องมั่นใจว่าผู้ร่วมธุรกิจสามารถเติบโตไปด้วยกันได้
โดยคุณนพดล ทิ้งท้ายว่า การทานอาหารจีน เป็นการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เริ่มต้นจากทานกับคนในครอบครัว ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง เมื่อโตขึ้นอาจไปทานกับเพื่อน พอเริ่มมีลูกหลาน ก็ยังไปทานอาหารจีน ต่อให้สภาพเศรษฐกิจไม่ดียังไงก็ตาม ในระยะยาว 30 ปี 50 ปี ยังมั่นใจได้ว่าอาหารจีนยังอยู่ได้
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในธุรกิจครอบครัว มาสู่การเปิดร้านอาหารเพื่อรองรับแขก และต่อยอดเป็นเครือภัตตาคารอาหารจีนชั้นนำ หงเปา พิสูจน์ให้เห็นว่า การทำธุรกิจร้านอาหารให้ยั่งยืน ต้องอาศัยทั้งคุณภาพอาหาร การรักษามาตรฐาน การบริการที่จริงใจ และการวางแผนระยะยาว
ผู้เขียน : สุรวิทย์ สุขขะนัส
