เพราะมีความฝันอยากเปิดร้านเครื่องดื่มของตัวเอง แม้จะไม่ตรงกับความคาดหวังของครอบครัวที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับซัพพลายเออร์ แต่นั่นไม่ใช่บททดสอบให้คิดยอมแพ้
ในทางกลับกัน คุณมุ-กิติพัฒน์ บุญทัศน์ กับ คุณฟ่าง-นรีรัตน์ มีเดช แฟนสาววัย 25 ปี ได้พิสูจน์ตัวเอง ด้วยการขายน้ำผลไม้สกัดเย็นตามตลาดนัด และสวนสาธารณะ แต่กลับขายไม่ดีอย่างที่คิด จึงปรับมาขายชาผลไม้ดีลิเวอรีจากในบ้าน ในชื่อร้าน “ผลเอย ผลไม้” กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้พวกเขากลับมาตั้งหลักจนมีหน้าร้าน ก่อนต่อยอดสู่ “โมจิผลไม้” เมนูไวรัลที่มีลูกค้าจองคิวล่วงหน้า 1,200 ลูก ใน 1 สัปดาห์ สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน
เริ่มต้นจาก “ขายไม่ได้”
คุณมุ วัย 33 ปี เล่าให้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ฟังว่า ผลเอย ผลไม้ เริ่มต้นมาจากการขายน้ำผลไม้สกัดเย็น ที่วันหนึ่งขายได้แค่ไม่กี่ขวด จนต้องหันมาขาย “ชาผลไม้” เมนูกระแสที่กำลังดังในกรุงเทพฯ
“ไปขายน้ำผลไม้สกัดเย็นตามตลาดนัด แล้วขายไม่ดี ไม่มีคนซื้อ บางวันขายได้ 7 ขวด หรือไปขายที่สวนสาธารณะได้ขวดสองขวด เลยต้องหาอะไรที่น่าจะขายได้ ตอนนั้นกระแสชาผลไม้กำลังดังในกรุงเทพฯ แล้วเราก็อยากกินด้วย เลยไปรีเสิร์ชว่าในพิษณุโลกมีคนขายไหม ซึ่งเหมือนจะยังไม่มี เลยเริ่มคิดค้นสูตรเอง โดยที่ไม่รู้ว่าคนอื่นขายรสชาติยังไง มางมกันเองในแบบที่เราชอบ”
คุณมุ เล่าต่อว่า งบประมาณในช่วงแรกมาจากการกดบัตรเครดิตเต็มวงเงินประมาณ 3 ใบ เฉลี่ย 130,000-150,000 บาท แต่ผลตอบรับในช่วงแรกไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เพราะสามารถขายชาผลไม้ได้เพียงวันละ 20-30 แก้ว
“ตอนที่รู้ว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต 3 ใบ ตอนนั้นยังไม่รู้สึกอะไร เหมือนเรายังโฟกัสกับโปรดักต์การขายในแต่ละวัน มารู้ตัวอีกทีก็จะสิ้นเดือน ต้องเริ่มจ่ายหนี้ จ่ายค่าเช่า เริ่มรู้แล้วว่าค่าใช้จ่ายมันไม่ครอบคลุมกับยอดขาย” คุณมุ เล่าย้อนถึงช่วงวิกฤตที่บีบให้ต้องลุกขึ้นสู้
ในช่วงที่ยอดขายยังไม่ขยับและหนี้สินรัดตัว สิ่งที่คุณมุทำคือการงัดกลยุทธ์ ทำโปรโมชัน ส่วนลด รวมทั้งโปรโมตในทุกแพลตฟอร์ม ปั้นคอนเทนต์ลงเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก และอินสตาแกรม โดยใช้วิธีการสื่อสารอย่างจริงใจ นอกจากกระตุ้นยอดขายแล้ว ยังช่วยเพิ่มฐานแฟนคลับให้กับร้าน นอกจากนี้ เขายังวางตำแหน่งแบรนด์ให้อยู่ในกลุ่ม “พรีเมียม” แม้ขยับราคาขึ้น แต่ยังอยู่ในเรตราคาที่จับต้องได้
ยกตัวอย่างเมนู ชามะลิ 39 บาท ชาผลไม้ซิกเนเจอร์แก้วเล็ก 69 บาท แก้วใหญ่ 79 บาท เมนูที่ขายดีที่สุดของร้านคือ ขนมปังครีมชีส 129 บาท

“โมจิผลไม้” เมนูไวรัลชั่วข้ามคืน
หลังจากกระแสชาผลไม้เริ่มทรงตัว ลูกค้าเริ่มมองหาขนมในร้าน คุณมุบังเอิญไปเจอไวรัลโมจิผลไม้ของจีน จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาพัฒนาเมนูใหม่ ที่ใช้เวลาซุ่มซ้อมเกือบเดือน ทดลองวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 20-30 รอบ จนกลายเป็นเมนูที่พาให้ร้านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
“ด้วยความบังเอิญไม่คิดว่ามันจะบูม จะแมสขนาดนี้” คุณมุ เล่าเสริม
โมจิผลไม้ของทางร้านเน้นความคุณภาพของวัตถุดิบและรสชาติที่ลงตัว โดยเฉพาะ “ครีมชีส” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้ลูกค้าติดใจ โดยขายเริ่มต้น 89 บาท ใน 1 ลูก ประกอบไปด้วยครีมชีส ผลไม้ 1 อย่าง และผงคลุก 1 อย่าง เพิ่มผลไม้อย่างละ 10 บาท เพิ่มนูเทลล่า 10 บาท (สตรอเบอร์รีล้วน 99 บาท) และจำกัดวันละ 100 ที่เท่านั้น
“บอกเลยว่าต้นทุนสูงมาก เราใช้ครีมชีสแบบ 100% มาผสมในสูตรที่เราต้องการ โดยไม่ผสมกับวิปครีมหรือผสมอะไรที่ทำให้มันฟูขึ้น หรือใหญ่ขึ้น”
คุณมุ ยืนยันว่า การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง แม้ต้นทุนจะสูงแต่ก็แลกมาด้วยความพึงพอใจของลูกค้าที่ยอมจ่ายเพื่อรสชาติที่ดี
โดยคัดเลือกวัตถุดิบสำคัญอย่างผลไม้ จากตลาดขายส่ง ซึ่งใช้เวลาเกือบปี กว่าจะเจอซัพพลายเออร์ที่เหมาะสม และรู้ใจจนสามารถเลือกผลไม้ตรงตามความต้องการได้ ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ เน้นการสั่งดีลิเวอรี เพราะช่วยในเรื่องความสะดวก ประหยัดเวลา ประหยัดค่าน้ำมัน และจัดส่งให้ถึงบ้าน

บทเรียนจากการทำธุรกิจ
สิ่งที่คุณมุยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในช่วงแรก คือเรื่องการเงินและการทำบัญชี เพราะไม่สามารถบริหาร Cash Flow ได้
“เราผิดพลาดเรื่องการเงิน ตอนแรกร้านเรามี Cash Flow น้อยมาก หรือเรียกว่าไม่มีเลย เงินมันจะต้องหมุนวันต่อวัน เราเพิ่งมาทำบัญชีหลังจากขายได้ครึ่งปี เราไม่รู้เลยว่าเงินเข้าเงินออกเท่าไหร่ ตัวไหนขายดีบ้าง ขายไม่ดีบ้าง”
ซึ่งบทเรียนนี้ทำให้คุณมุ ต้องปรับปรุงและหันมาโฟกัสกับเมนูหลัก ทำกำไรได้ดี และตัดเมนูยอดขายน้อยทิ้งไป
รายได้ครึ่งล้านต่อเดือน
จากจุดเริ่มต้นที่เป็นหนี้บัตรเครดิต 3 ใบ และยอดขายหลักสิบแก้วต่อวัน ปัจจุบัน “ผลเอย ผลไม้” สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากการไม่หยุดพัฒนาและปรับตัวตามเทรนด์
โดยคุณมุมองว่า แม้โมจิผลไม้จะได้รับความนิยม แต่ยังคงวางชาผลไม้เป็นเมนูหลักของร้าน และตั้งเป้าหมายสูงสุดที่น่าสนใจ
“ภูมิใจที่สุดคือลูกค้าจากต่างจังหวัด ตั้งใจเดินทางมากินร้านเรา มันเป็นความฝันมาตั้งแต่แรกว่า อยากให้ร้านตัวเองเป็นที่รู้จัก และมีคนจากต่างจังหวัดมากิน รู้สึกว่ามา พิษณุโลก ต้องมากินร้านเรา” คุณมุ เล่าถึงความภาคภูมิใจที่ลูกค้าเดินทางข้ามจังหวัดมาเพื่อลิ้มลองรสชาติ
และอีกหนึ่งความฝันที่ตั้งไว้คือ “อยากให้ร้านเป็นแลนด์มาร์ก ใครมาก็มาทานร้านผลเอย ผลไม้ เป็นหน้าเป็นตาให้จังหวัด”
ฝากถึงคนอยากเริ่มธุรกิจ
คุณมุ ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ โดยเฉพาะคนที่มีข้อจำกัดทางการเงิน
“ธุรกิจไม่เกี่ยวกับเรื่องดวงอย่างเดียว มันต้องมีความรู้ด้วย ผมเชื่อว่า ที่ผ่านมาได้ เพราะมีความรู้ โชคดีที่จบการตลาดมาด้วย เลยวางแผนได้ แล้วเราก็หาเทรนด์ด้วย เรียนรู้ตลอด”
พร้อมเน้นย้ำเรื่องความอดทน การลดอีโก้ และการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์
“ถ้าเกิดไม่มีเงินทุนเลย All in หมดตัวแบบผม แล้วก็กดบัตรออกมา คุณต้องมั่นใจเลยว่าคุณต้องทิ้งวิญญาณเพื่อร้านนั้นได้ ต้องมีความอดทน แต่ความอดทนอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องควบคู่กับความรู้ทุกๆ อย่าง เพราะว่าสุดท้ายอยู่ที่เราเองล้วนๆ เลย ว่าเราจะหาความรู้ ดิ้นรนยังไง หาทุกวิถีทางยังไงให้คนรู้จักร้าน”
ร้าน “ผลเอย ผลไม้” พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าจะมีความฝันอะไร หากลงมือทำ ทุกอย่างล้วนเกิดผล และเมื่อทำด้วยความรู้ บวกกับการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเป็นกุญแจสำคัญไปสู่ “ความสำเร็จ”
ผู้เขียน พรนับพัน ภู่ขันเงิน
