Exclusive Featured SMEs

“จากัวร์” เชฟสู้ชีวิต ไม่เคยหยุดขวนขวาย ขึ้นแท่น “แชมป์ข้าวแกงประเทศไทย”

ตามที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สมาคมภัตตาคารไทย และพันธมิตร ร่วมกันจัดการแข่งขัน การประกวดสุดยอดแชมป์ข้าวแกงไทยสู่สากล “Khao Gaeng” Thai Curry Rice Championship 2025 หรือการแข่งขันสุดยอดแชมป์ข้าวแกงแห่งประเทศไทย ชิงถ้วย ฯพณฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และมีการประกาศผลไปแล้วเมื่อวันก่อน

โดยตำแหน่งชนะเลิศสุดยอดแชมป์ข้าวแกงไทยสู่สากล “Khao Gaeng” Thai Curry Rice Championship 2025 นั้น ตกเป็นของร้านอุทยานข้าวแกง จ.ขอนแก่น ซึ่งมี เชฟจากัวร์-ธีรวีร์ ดิษยะไชยพงษ์ เป็นเจ้าของกิจการ

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : “ข้าวแกงไทย” คือเสน่ห์อาหารไทย ททท. จัดประกวด สุดยอดข้าวแกงไทยสู่สากล 2025

สำหรับชื่อเสียงเรียงนามของ “แชมป์ข้าวแกงประเทศไทย” ท่านนี้ หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตากันไม่มากก็น้อย เพราะเขาจัดเป็น “เซเลบริตี้เชฟ” ท่านหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับฉายา “เชฟข้าวแกงร้อยล้าน” มาแล้ว

เชฟจากัวร์ เคยพูดคุยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ถึง “เส้นทางชีวิต” กว่าจะมีวันนี้ไว้ว่า ไม่ง่ายเลย โดยช่วงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น พ่อแม่แยกทางกัน ทำให้ต้องย้ายจากปักษ์ใต้มาอาศัยอยู่ที่แฟลตคลองจั่นกับแม่และพี่ชายอีก 2 คน แม่ ซึ่งมีหัวการค้า จึงต้องหารายได้จุนเจือครอบครัว เริ่มจากขายซาลาเปา อาศัยเพียงรถเข็น 1 คัน จอดขายริมถนนภายในแฟลต

โชคดีแฟลตมีคนอาศัยอยู่เยอะ ประกอบกับซาลาเปาของแม่ของเขา ราคาเป็นมิตร นึ่งขายสดๆ รสชาติอร่อย โดยเฉพาะตัวแป้งที่ใส่ใบเตย ทำให้มีกลิ่นหอมและสีสันชวนรับประทาน

ขณะที่พี่ชาย 2 คนไม่มีหัวทางด้านนี้ ต่างจากตัวเขา ที่ซึมซับนิสัยชอบการค้าขายมาจากแม่ “จากัวร์” จึงกลายเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการช่วยแม่ขายซาลาเปา แต่ด้วยวัยเพียง 15 ปี จึงอดรู้สึกเขินอาย ที่ต้องมานั่งขายซาลาเปาริมถนน ในขณะที่เพื่อนวัยเดียวกันได้เที่ยวเล่นตามประสา

“ชอบกินและชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก เวลาเห็นคนทำอาหารจะรู้สึกโดนสะกด เหมือนเด็กผู้ชายที่เวลาเห็นเพื่อนเตะบอลก็อดไม่ได้ที่จะไปร่วมวง ผมรู้จักเอาของไปขายที่ตลาดตั้งแต่ ป.2 เช่น มะม่วง ขนุนแกะเนื้อ จนคนในพื้นที่รู้ว่าเด็กคนนี้ขายของเก่ง พอขายแล้วได้เงินก็จะรู้สึกตื่นเต้น ได้สิบ-ยี่สิบบาท ก็เป็นเงินของเรา”

“แต่ตอนที่มาอยู่กรุงเทพฯ เริ่มเป็นวัยรุ่นอายุแค่ 15 ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าอาชีพคืออะไร รู้แค่ว่า ถ้าอยากมีเงินเรียนหนังสือ ต้องขายของ และพื้นฐานเป็นคนรักแม่มาก เลยคิดว่าแม่คงลำบากมากถ้าเราไม่ช่วย ก่อนนั้นเรียนอยู่นราธิวาส แต่ต้องลาออกมากลางคัน พักการเรียนไป 1 ปี พอเห็นเพื่อนวัยเดียวกันใส่ชุดนักเรียน แอบอิจฉาเหมือนกัน” เชฟจากัวร์ เล่าเสียงหม่น

ก่อนบอก

“ยอมรับว่าวันแรกที่ขายซาลาเปา รู้สึกอายมากจนน้ำตาไหล แต่พอคิดว่าชีวิตเราต้องอยู่ได้ ครอบครัวต้องอยู่รอด จะอายไปทำไม เดี๋ยวก็จะไปสมัครเรียนแล้ว ดีเสียอีกที่ได้ทั้งเรียนได้ทั้งเงินด้วย พอเข้าใจในเหตุและผลก็ทำให้ยอมรับมันได้”

เชฟจากัวร์ เล่าอีกว่า การขายของที่แฟลต ทำให้เขาได้บทเรียนอย่างแรกสำหรับการค้าขาย คือนอกจากรสชาติอาหารที่อร่อยแล้ว ทำเลก็มีความสำคัญมาก เหมือนอย่างแฟลตคลองจั่นที่มี Traffic ดีมาก จนพูดได้ว่า ขายอะไรก็ขายได้ขอให้รสชาติไม่ถึงกับขี้ริ้วเป็นพอ และเพราะขายดิบขายดี ซาลาเปารถเข็นนั่นเอง จึงส่งให้พี่น้อง 3 คนร่ำเรียนจนจบ ช่วยลบความน้อยใจในอดีตไปได้อย่างหมดจด อีกทั้งตอกย้ำให้เขามั่นใจว่า ตัวเองรักการทำอาหารและชอบการค้าขายมากแค่ไหน

“พ่อกับแม่มีแนวคิดที่ต่างกันมาก พ่อเป็นตำรวจ เชื่อว่าการศึกษาจะทำให้ชีวิตเปลี่ยนได้ ขณะที่แม่ เชื่อว่า ความสำเร็จเกิดจากการทำธุรกิจ พ่ออยากให้รับราชการ ทำงานธนาคาร หรือทำงานประจำ ผมจึงเรียนต่อด้านการบัญชี แต่ระหว่างนั้นยังช่วยแม่ขายซาลาเปา ก่อนที่จะขยับขยายมาเปิดร้านข้าวแกงที่ตลาดนัดจตุจักร วันธรรมดาเรียนหนังสือ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ช่วยแม่ขายข้าวแกง เรียกว่าชีวิตผมได้รับการหล่อหลอมจากทั้งพ่อและแม่มาคนละครึ่ง” เชฟจากัวร์ เผยกับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ อย่างนั้น

ช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาจึงยังคงตั้งหน้าตั้งตาค้าขายตามแม่ ขณะเดียวกัน ไม่ทิ้งการเรียนตามที่พ่อแนะนำ ทำอย่างนี้เรื่อยมา จนเรียนจบปริญญาตรี จึงเริ่มทำงานประจำที่สำนักงานบัญชี เสาร์-อาทิตย์ ยังช่วยแม่ขายของที่จตุจักร แต่ด้วยความที่ทำงานบัญชีตอนบ่ายโมง – 3 ทุ่ม ทำให้เกิดไอเดียว่า ช่วงเช้ายังมีเวลาว่างอยู่ จึงขายข้าวเหนียวหมูสวรรค์ที่ราชดำริในช่วงเช้า ก่อนไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง ส่วนที่จตุจักรก็เปิดร้านเพิ่มอีก เรียกว่าเป็นคนที่ไม่หยุดขวนขวายในการทำมาหากินจริงๆ

“ผมทำหลายอย่างมากจนเริ่มไม่มีเวลา เลยตัดงานบัญชีไป ช่วงนั้นเริ่มเป็นที่รู้จักเพราะมีทีวีและหนังสือพิมพ์หลายฉบับมาสัมภาษณ์เรื่องขายซาลาเปา พอดีตอนนั้นทางเครือเดอะมอลล์กรุ๊ป อยากได้ซัพพลายเออร์มาเปิดร้านอาหารไทยในห้างสรรพสินค้าในเครือ ผมได้รับเลือกให้ไปเปิดร้านข้าวแกงที่พารากอน ชื่อร้าน ‘ครัวเบญจรงค์ by จากัวร์’ ซึ่งขายดีมาก เรียกว่าขายดีที่สุดในฟู้ดคอร์ตของพารากอนขณะนั้น”

“ทำอยู่ 2 ปีจนรู้สึกเหนื่อยมาก เลยหยุดทำแล้วไปเยอรมันอยู่พักหนึ่ง เพื่อไปทำ Cooking Show ให้กับเพื่อนฝรั่ง อยู่ที่นั่นทำให้ได้เรียนรู้มากมายและทำให้ตระหนักว่า การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเป็นสิ่งสำคัญ พอกลับมาจึงไปเรียนทำอาหารที่สถาบันแห่งหนึ่ง ก่อนเข้าวงการเชฟเต็มตัว”

ระหว่างนั้นเชฟจากัวร์ ได้มีโอกาสทำรายการทีวีหลายรายการ อันเป็นการเปิดทางให้พบเชฟมืออาชีพมากมาย ทำให้ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนทักษะ แนวคิด และประสบการณ์ต่างๆ จนเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญในด้านการทำอาหาร แต่ก็เช่นที่เชฟจากัวร์ บอก ตัวเองมีเลือดของพ่อและแม่หล่อหลอมอยู่ จึงยังคงยึดมั่นคำสอนของพ่อเรื่องการใฝ่รู้ใฝ่เรียน ด้วยการศึกษาต่อปริญญาโท หลักสูตรการจัดการโรงแรมและภัตตาคาร วิทยาลัยดุสิตธานี ทำให้เขาเกิดไอเดียที่จะสร้างแบรนด์ต่อไป

เชฟจากัวร์ เคยฝากแนวคิดและแรงบันดาลใจในการพาตัวเองไปสู่ “ความสำเร็จ” ไว้ด้วย ว่า

“อยากให้คิดนอกกรอบ เชื่อมั่นในตัวเองว่าต้องประสบความสำเร็จได้ ไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ที่สำคัญคือ ต้องลงมือเอง เพราะต่อให้เรียนเยอะ แต่ไม่ลงมือทำก็ไม่ได้ แต่ถ้าผิดก็ให้ถือเป็นครู”

Related Posts

MK GROUP สยายปีกอาณาจักรสุกี้ครบทุกเซกเมนต์ ตั้งเป้าโต 12%
สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น
“โก๋แก่” แตกไลน์เปิดตัว “โก๋นมถั่ว” (Nut Milk Bar) พร้อมเมนูถั่วสุดฟิน ปักหมุดสาขาใหม่ “ซีคอนบางแค” 1 มิ.ย. นี้!
นางไปรยา ไทยชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เพ็ญภาค เบฟเวอเรจ จำกัด