จากปัญหา “ขยะเศษหนัง” ที่มีปริมาณนับหมื่นตันต่อปี ส่งผลกระทบมากมายต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดแนวคิดแก้ปัญหาขยะ ด้วยการวิจัยและพัฒนานานถึง 2 ปี จนสามารถสร้างหนังรีไซเคิล ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง และยังสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ทั้ง กระเป๋า ของตกแต่งบ้าน เป็นต้น
ในคอลัมน์ #Sustainability “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ชวนไปคุยกับแบรนด์ THAIS ECOLEATHERS (ธาอีส อีโคเลทเธอร์) ผู้ผลิตนวัตกรรมเครื่องหนังรีไซเคิล แบรนด์คนไทย ที่เปลี่ยนขยะเศษหนัง สู่หนังรีไซเคิล แบบ ECO 100%
คุณธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เล่าให้ฟังว่า THAIS เกิดจากความหลงใหลในเครื่องหนัง ถึงขั้นไปเรียนการตัดเย็บเครื่องหนัง จนทำให้พบข้อมูลสำคัญว่า กระบวนการผลิตสินค้าเครื่องหนังสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า รองเท้า หรือเฟอร์นิเจอร์ วัสดุหนังที่ถูกใช้งานจริง มีเพียงประมาณ 60% เท่านั้น
ส่วนเศษหนังชิ้นเล็กชิ้นน้อยต้องถูกทิ้งเป็นขยะ ซึ่งยากต่อการย่อยสลายหรือทำลาย ไม่ว่าจะเป็น การฝังกลบหรือเผาทิ้ง ล้วนก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ยิ่งอุตสาหกรรมเครื่องหนังเติบโตมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิดขยะเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่า มีขยะเศษหนังถูกทิ้งปริมาณนับหมื่นตันต่อปี ถ้านำมาวางเรียงกันแล้วให้สูงเท่าตึกมหานคร จะได้ทั้งหมด 6 ตึกต่อปี
จึงเป็นที่มาของการสร้างแบรนด์ ธาอีส อีโคเลทเธอร์ เมื่อปี 2561 เพื่อแก้ปัญหาขยะเศษหนัง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ต้องไม่สร้างขยะชนิดใหม่ให้โลกใบนี้” ด้วยการนำสิ่งที่ถูกมองว่าไม่เป็นประโยชน์มาสร้างมูลค่าเพิ่ม จนสามารถนำมาใช้งานได้อีกครั้ง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
โดยใช้เวลาวิจัยและพัฒนานานถึง 2 ปี ด้วยนวัตกรรมรีไซเคิลที่เรียกว่า Regenesis Process จนสามารถสร้างหนังรีไซเคิลให้เป็นวัสดุใหม่ ECO แบบ 100 เปอร์เซ็นต์
พร้อมนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรก คือ กระเป๋าหนัง และยังมีการปรับใช้ให้เหมาะสม เช่น เศษหนังที่มีความหนา นำมาเป็นวัสดุตกแต่งบ้าน ซึ่งหนังแต่ละชิ้นมีลวดลายไม่ซ้ำกัน และสามารถใช้งานได้นาน 3-5 ปี
ด้าน คุณพัณณ์ชิตา ธราดลศิริฐิติกุล ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ ให้ข้อมูลเสริมว่า กระบวนการรีไซเคิล เริ่มโดยรับซื้อเศษหนังจากโรงงานผลิตเครื่องหนัง โดยผู้ประกอบการยินดีจะขายให้อยู่แล้ว เพราะเดิมต้องเสียค่าใช้จ่ายว่าจ้างนำเศษหนังไปทำลาย
ขั้นตอนต่อมา คือหารคัดแยกเกรดหนังและซักล้างทำความสะอาด ตามด้วยตากแห้งด้วยแสงอาทิตย์ สับหนังให้ละเอียด
จากนั้น นำไปเข้าเครื่องจักรที่คิดค้นพัฒนาขึ้นเอง รีดอัดออกมาเป็นแผ่นหนังผืนเดียวกัน ซึ่งจะเชื่อมสนิทด้วยการคล้องเกี่ยวระดับเส้นใยหนังสัตว์ ที่สำคัญ ตลอดกระบวนการ ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น นับเป็นนวัตกรรมรายแรกของโลกที่ทำสำเร็จ โดยจดสิทธิบัตรไว้แล้ว
ด้วยนวัตกรรมดังกล่าว ทำให้ THAIS คว้ารางวัลจากทั้งภาครัฐ และเอกชน อย่างมากมาย เช่น รางวัลชนะเลิศ เทคโนโลยีสะอาด ปี 2563 จากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ รางวัล Demark จากกระทรวงพาณิชย์ รางวัล Best Start-up Award Winning 2563 จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และรางวัล Green Technology จาก UNIDO หรือองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ เป็นต้น

โดยล่าสุด แบรนด์ THAIS ได้ร่วมเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ไทยสายมู ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ภายใต้โครงการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าแฟชั่นจากทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล (Fashion Identity) ประจำปี 2568 ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพ SMEs และวิสาหกิจชุมชน
คุณธันยวัฒน์ เสริมถึงการเข้าร่วมว่า ทางแบรนด์มองเห็นโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีมิติใหม่ จึงได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมแฟชั่นสายมูมงคลกับดีพร้อม ซึ่งได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและช่วยพัฒนาดีไซน์ที่ผสานความเป็นไทยเข้ากับความทันสมัย
และได้สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบกระเป๋าพลังหินที่มีลวดลายคล้ายหินที่เชื่อมโยงกับความหมายของหินมงคลได้อย่างลงตัว ซึ่งได้รับการตอบรับดีจากตลาด เพราะลูกค้าชอบเรื่องเล่าที่น่าสนใจ
นอกจากนี้ แบรนด์ยังได้พัฒนาคอลเล็กชันหินมงคล อาทิ Tiger Eye (ไทเกอร์อาย) ที่หมายถึงการปกป้อง และ Snowflake (สโนว์เฟลก) หินของผู้นำ เพิ่มเติมในแฟชั่นสายมูมงคลอีกด้วย
โดยมองว่า ชาวต่างชาติมีความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลังอยู่แล้ว แฟชั่นสายมูแบบไทยๆ จึงมีศักยภาพกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ระดับโลกได้ แต่ความท้าทายคือต้องทำให้ดีไซน์ทันสมัย ไม่ซ้ำเดิม สามารถผสานกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้
ซึ่งแผนในอนาคตของ THAIS คือการพัฒนาคอลเล็กชันต่อเนื่อง เช่น จากยันต์มหาอุด โดยซ่อนความหมายเข้าไปอย่างละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะเป็น ข้อความในการ์ดหรือลูกเล่นพิเศษ พร้อมขยายการใช้วัสดุรีไซเคิลอื่นๆ เพื่อสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนสามารถสร้างคุณค่าได้ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ปัจจุบัน แบรนด์ THAIS นำแผ่นหนังรีไซเคิลมาทำสินค้าต่างๆ เพื่อขายลูกค้าในประเทศ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แบ่งเป็นกลุ่มสินค้า เครื่องใช้ในบ้าน เช่น วอลล์อาร์ต แผ่นรองจาน รองแก้ว ฯลฯ กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น กระเป๋า สมุดโน้ต แกดเจ็ต ฯลฯ และกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ เช่น โซฟา เป็นต้น
โดยมีทีมออกแบบของตัวเอง สินค้าแต่ละชิ้น มีจุดเด่นลวดลายและผิวสัมผัสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้น สินค้าแต่ละชิ้นจึงเสมือนงานศิลปะที่มีชิ้นเดียวในโลก
สำหรับช่องทางตลาดในปัจจุบัน มีทั้งรับผลิตสินค้า ODM และ OEM ให้แก่ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์เนมและสินค้าพรีเมียมต่างๆ ควบคู่กับผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ THAIS
แผนในอนาคตที่วางไว้ คุณธันยวัฒน์ บอกว่า ระยะสั้น ต้องการขยายกำลังผลิต เพื่อรองรับตลาด B2B ที่เชื่อว่า ยังมีความต้องการอีกมาก รวมถึง กำลังพัฒนารีไซเคิลเศษขยะจากวัสดุอื่นๆ ไม่เฉพาะแค่เศษหนังเท่านั้น เพื่อให้ THAIS เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมรีไซเคิล รวมถึงเชื่อมโยงชุมชนเป็นแรงงานผลิต ช่วยให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ เกิดประโยชน์ครบวงจร ส่วนแผนระยะยาว ต้องการขายลิขสิทธิ์นวัตกรรมรีไซเคิลให้แก่ประเทศที่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมสูง
และนี่คือเรื่องราวของ THAIS ผู้ผลิตนวัตกรรมเครื่องหนังรีไซเคิล แบรนด์คนไทย ที่ทำธุรกิจด้วยความตั้งใจแก้ปัญหาขยะ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
อ้างอิงข้อมูลจาก
