จากกระแสข่าวแอปพลิเคชันดีลิเวอรีจีนที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ อาจารย์ปอ-ภากร กัทชลี ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรมผู้บริโภคของประเทศจีน เจ้าของเพจอ้ายจง โดยให้ความเห็นว่า ปรากฏการณ์แอปพลิเคชันเดลิเวรีจีนในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานานแล้ว อย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2566 ที่มีการตั้งคำถามในโลกออนไลน์ไทย โดยมีหลายเจ้าที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะเดียวกัน เช่น Gokoo, Feixiang หรือ ช้างบิน
อาจารย์ปอ ระบุสาเหตุที่คนไทยเกิดความกังวล เพราะกังวลว่า แอปฯ เหล่านี้อาจมีลักษณะเป็น “Closed-Loop Business หรือ ระบบนิเวศปิด” คล้ายกับโมเดลทัวร์ศูนย์เหรียญในอดีต เป็นบริการที่ครอบคลุมครบทุกวงจร ตั้งแต่บริการดีลิเวอรีส่งอาหาร สปา คลินิกสุขภาพ ไปจนถึงการจองตั๋วเดินทางและที่พัก
ปัจจัยหลักที่ทำให้แอปฯ เหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วในไทย ได้แก่ ความสะดวกสบายและคุ้นเคย โดยแอปฯ เหล่านี้มักเชื่อมต่อกับ WeChat Pay หรือ Alipay ทำให้คนจีนใช้งานได้ทันที รวมถึง mini app บนแอปเหล่านี้ ทำให้ไม่ต้องปรับตัวมาก
อีกทั้งยังเป็น การทลายกำแพงภาษา เพราะบริการทั้งหมดเป็นภาษาจีน ดังนั้นจึงเป็นการตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และกลุ่ม “เผยตู๋ (陪读- Péidú)” หรือผู้ปกครองที่พาลูกมาเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยที่ไม่ได้ถนัดภาษาไทยหรืออังกฤษ
ต่อมาในด้าน การขยายตัวของคนจีน เช่น “ย่านห้วยขวาง” หรือแหล่งนิคมอุตสาหกรรมอย่าง “บ่อวิน จังหวัดชลบุรี” ที่ทำให้เกิดดีมานด์และซัพพลายในกลุ่มคนจีนด้วยกันเองอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นที่คนไทยไม่น้อยกังวล อาจไม่ใช่เพียงเรื่องตัวแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงร้านค้าและธุรกิจที่เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของแพลตฟอร์มดังกล่าวด้วย
โดยอาจารย์ปอชี้ให้เห็นว่า หนึ่งในข้อกังวลที่ถูกพูดถึงในสังคมไทย คือ การเติบโตของธุรกิจที่มุ่งให้บริการกลุ่มลูกค้าชาวจีนเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่คำถามว่าในระยะยาวแล้ว ผู้ประกอบการไทยจะสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด และระบบดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นของไทยอย่างทั่วถึงหรือไม่
ที่ผ่านมา เคยมีกรณีที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับร้านค้าบางแห่งที่ถูกกล่าวอ้างว่ารับชำระเงินผ่านช่องทางที่รองรับนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก จนเกิดข้อสงสัยว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนอาจหมุนเวียนอยู่ภายในเครือข่ายของผู้ประกอบการกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่าที่จะกระจายประโยชน์สู่ระบบเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง แม้หลายกรณีจะยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสาธารณชนที่ต้องการเห็นการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรมและโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีของแอปพลิเคชัน GoKoo ทางบริษัทได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า แพลตฟอร์มรองรับช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Alipay, WeChat Pay และ PromptPay โดยดำเนินการร่วมกับผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างถูกต้อง อีกทั้งธุรกรรมทั้งหมดดำเนินการในสกุลเงินบาท ซึ่งหมายความว่าการให้บริการของแพลตฟอร์มไม่ได้แยกออกจากระบบการเงินของไทยตามที่หลายฝ่ายกังวล
ในเมื่อบริษัทระบุว่าปฏิบัติตามกฎหมายไทย ทั้งในด้านการจดทะเบียน การเสียภาษี และการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงสามารถสร้างโอกาสในการจ้างงานให้กับไรเดอร์และแรงงานไทยได้ ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ใช่การปฏิเสธการเข้ามาของแพลตฟอร์มต่างชาติ แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขและกลไกที่จะทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด
ภาครัฐอาจใช้โอกาสนี้เป็นข้อต่อรองเชิงนโยบาย โดยส่งเสริมให้แพลตฟอร์มช่วยผลักดันร้านค้า ร้านอาหาร และผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงฐานลูกค้าชาวจีนที่ใช้งานแอปพลิเคชันอยู่แล้ว เพื่อให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวและการบริโภคของชาวต่างชาติสามารถกระจายเข้าสู่ธุรกิจไทยได้มากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงผู้ประกอบการบางกลุ่มเท่านั้น
ท้ายที่สุด การเข้ามาของแอปพลิเคชันจากจีนสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แต่ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ควรเร่งตรวจสอบและกำกับดูแลในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการจัดเก็บภาษี ขอบเขตการให้บริการ การแข่งขันทางการค้า และการคุ้มครองผู้ประกอบการไทย เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นบนพื้นฐานของกติกาที่เป็นธรรม โปร่งใส และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
