Featured รอบโลก

โดนปฏิเสธมานับไม่ถ้วน ถูกมองว่าเป็นความคิดเพ้อเจ้อ CEO วัย 34 ปี เริ่มทำ AI ก่อนยุค ChatGPT ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 60,000 รายทั่วโลก

ย้อนกลับไปในปี 2017 ตอนที่ วิกเตอร์ ริพาร์เบลลี (Victor Riparbelli) ร่วมก่อตั้ง Synthesia สตาร์ตอัปจากลอนดอน ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอ AI สำหรับองค์กร ช่วยให้พนักงานทำวิดีโอเทรนนิงหรือนำเสนองานได้ง่ายๆ ผ่าน AI Avatar และเครื่องมือเปลี่ยนข้อความเป็นวิดีโอ

ในตอนนั้น ChatGPT ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ เพราะกว่า ChatGPT จะเปิดตัวก็อีกตั้ง 5 ปีให้หลัง แทบจะเรียกได้ว่า Synthesia มาก่อนกาลในยุค AI หรือปัญญาประดิษฐ์ 

วิกเตอร์ เล่าว่า ช่วงที่เขาออกไปเจอเหล่านักลงทุนเพื่อหาเงินทุนเข้าบริษัท แต่พอบอกว่า “AI จะปฏิวัติวงการวิดีโอ” นักลงทุนมากกว่า 100 รายกลับปฏิเสธ พร้อมมองว่ามันเป็นแค่ “ความคิดเพ้อเจ้อจากหนังไซไฟ”

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน นักลงทุนต่างแย่งชิงกันลงเงินในบริษัท AI โดยสถิติปี 2025 ชี้ว่าวงการ AI กวาดเงินทุนเงินร่วมลงทุนไปมากถึง 61% ทั่วโลก

แม้ว่ารายงานจาก McKinsey จะระบุว่ามีเพียง 39% ของบริษัทองค์กรเท่านั้นที่เห็นผลกำไรจาก AI ชัดเจน แต่เม็ดเงินที่ธุรกิจต่างๆ ทุ่มซื้อเครื่องมือ Generative AI ก็พุ่งสูงถึง 37,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025

แม้วิกเตอร์จะไม่เปิดเผยรายได้ต่อปีของ Synthesia แต่ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าระดับโลกอย่าง PepsiCo, Mondelez และ Heineken

โดยการระดมทุนรอบล่าสุดเมื่อมกราคมที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราวๆ 1.4 แสนล้านบาท) ไปเป็นที่เรียบร้อย

จุดเริ่มต้นจาก Cold Email ใบเดียว

กระแส AI ในวันนี้ไม่ได้ช่วย Synthesia ไว้เลยในวันนั้น สิ่งที่ทำให้บริษัทรอดมาได้ คือ Cold Email หรืออีเมลที่ส่งหาคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ในปี 2017 สเตฟเฟน ทเจอร์ริลด์ (Steffen Tjerrild) ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO ส่งอีเมลไปหา มาร์ก คิวบัน (Mark Cuban) นักลงทุนมหาเศรษฐีชื่อดังจากรายการ Shark Tank 

โดยอีเมลฉบับนั้นสเตฟเฟนสัญญาว่าจะพูดให้สั้นที่สุดพร้อมแนบ Demo ผลิตภัณฑ์ที่พวกเขากำลังซุ่มทำอยู่ ซึ่งตอนนั้นสโลแกนของ Synthesia คือ “สร้างหนังฮอลลีวูดได้ด้วยแล็ปท็อปเครื่องเดียว”

ปรากฏว่า มาร์ก คิวบัน ตอบกลับอีเมลพวกเขาภายใน 5 นาที และโต้ตอบกันต่อเนื่องเป็นเวลา 14 ชั่วโมง จนจบด้วยการที่มาร์กควักเงินลงทุน 1 ล้านดอลลาร์ในข้อตกลงที่ประเมินมูลค่า Synthesia ไว้ที่ 5 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของบริษัท

มาร์ค คิวบัน เชื่ออยู่แล้วว่า “AI คืออนาคต และวิดีโอจะเป็นหัวใจสำคัญ” สิ่งเดียวที่เขาอยากรู้ในตอนนั้นคือ ทีม Synthesia พร้อมที่จะลุยงานหนักแบบถวายหัวหรือไม่ ซึ่งเป็นความคิดที่มองการณ์ไกล เพราะโมเดลธุรกิจเริ่มต้นของบริษัทล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และ Synthesia ต้องใช้เวลาถึง 4 เดือน ในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ยอมทิ้งฝันฮอลลีวูด มุ่งสู่ตลาดองค์กร

วิกเตอร์ เล่าว่า เงิน 1 ล้านดอลลาร์ของมาร์ก ถูกนำไปใช้จ้างวิศวกรเพื่อสร้างระบบพากย์เสียงใหม่ทับวิดีโอเดิมพร้อมแปลภาษา ซึ่งค่ายหนังฮอลลีวูดต่างมองว่า “เจ๋งและน่าสนใจดี แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้” 

เมื่อเงินทุนเริ่มหมดลง Synthesia ต้องประคองตัวให้อยู่รอดด้วยลูกค้ารายย่อยที่มีอยู่อย่างยากลำบาก เทคโนโลยีในตอนนั้นยังไม่สามารถสร้างวิดีโอคุณภาพระดับฮอลลีวูดได้มากพอที่จะคุ้มทุน และเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหน

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2020 หลังจากส่ง Demo วิดีโอไปทั่ว เริ่มมีลูกค้าฝั่งองค์กรถามกลับมาว่า “สามารถใช้ AI นี้สร้างวิดีโออบรมพนักงานหรือสไลด์นำเสนองานแบบง่ายๆ และราคาประหยัดได้ไหม”

วิกเตอร์ จึงเริ่มเอะใจว่า ลูกค้าองค์กรอาจเป็นตลาดที่โหยหาเทคโนโลยีนี้มากกว่าค่ายหนังฮอลลีวูดเสียอีก

“ลูกค้าองค์กรมีความต้องการด้านคุณภาพที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง พวกเขารู้สึกขอบคุณมากที่เรายอมเจรจาด้วย และตื่นเต้นกับสิ่งที่เรากำลังสร้างสุดๆ” วิกเตอร์กล่าว

ในปี 2020 เปิดตัวเวอร์ชัน Beta ของเครื่องมือสร้างวิดีโอจากข้อความ (Text-to-Video) สำหรับองค์กร 

เพียง 4 เดือน สามารถทำรายได้กว่า 300,000 ดอลลาร์ จากลูกค้าองค์กรหน้าใหม่กว่า 1,000 ราย นั่นคือวินาทีที่ Synthesia เจอ Product-Market Fit หรือผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดอย่างแท้จริง

หลังจากนั้น บริษัทค่อยๆ พัฒนาฟีเจอร์เพิ่ม ทั้ง AI Avatars, เครื่องมือตัดต่อ และเทมเพลตวิดีโอ จนกระทั่งเปิดตัวแพลตฟอร์มแบบครบวงจรในเดือนธันวาคม 2021 ปิดฉากการย้ายโมเดลธุรกิจเข้าสู่ตลาด B2B อย่างเต็มตัว ทำให้ปัจจุบัน Synthesia มีลูกค้าองค์กรทั่วโลกมากกว่า 60,000 ราย

แน่นอนว่าความท้าทายใหม่ๆ ยังมีอยู่เสมอ ทั้งเรื่องกฎหมายการควบคุม AI ในแต่ละประเทศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และคู่แข่งในตลาดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น HeyGen หรือ Colossyan

แต่สำหรับ วิกเตอร์ เขากลับมองว่าการมีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามานั้นเป็นเรื่องสนุก และข้อดีที่สุดของการมาล่วงหน้า คือประสบการณ์

“ถ้าคุณมาก่อนเทรนด์ และเอาชีวิตรอดได้นานพอจนกระทั่งเทรนด์นั้นจุดติด คุณจะเข้าใจเทรนด์นั้นได้ลึกซึ้งกว่าใครๆ”

ที่มา : cnbc

Related Posts

ไอเดียจากน้องหมาที่บ้าน สู่ "ห้องน้ำสุนัขจากหญ้าจริง" แก้ปัญหาลูกๆ ไม่ยอมใช้แผ่นรองฉี่