หากคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังรู้สึกผิด ทั้งที่ตัวคุณเองไม่ได้ทำอะไรผิดเลย คุณอาจจะกำลังถูก Gaslighting
Gaslighting คืออะไร
Gaslighting คือรูปแบบหนึ่งของการล่วงละเมิดทางจิตใจ ที่ฝ่ายหนึ่งพยายามทำให้อีกฝ่ายเกิดความสงสัยในสติ ความทรงจำ และการรับรู้ความจริงของตัวเอง จนรู้สึกสับสน วิตกกังวล และไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกหรือจดจำได้
คำนี้มีที่มาจากละครเวทีปี 1938 และภาพยนตร์ปี 1944 เรื่อง “Gaslight” ที่สามีค่อยๆ หรี่ไฟแก๊สในบ้านแล้วปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จนภรรยาเริ่มเชื่อว่าตัวเองกำลังเสียสติ
ตามข้อมูลจาก Medical News Today พฤติกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์คู่รักเท่านั้น แต่เกิดขึ้นได้ทั้งในครอบครัว ที่ทำงาน และความสัมพันธ์ทางสังคมทั่วไป
Gaslighting ในมุมมองจิตวิทยา
ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่าใช้กดฝ่ายที่มีอำนาจน้อยกว่าให้สงสัยในตัวเอง คือผู้ที่ใช้พฤติกรรมนี้มักมีลักษณะทับซ้อนกับคนที่มีบุคลิกภาพหลงตัวเอง คือชอบควบคุมและครอบงำผู้อื่น
เหยื่อมักถูกป้อนข้อมูลเท็จอย่างเป็นระบบจนเริ่มไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองรู้ว่าเป็นความจริง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับตัวตนและคุณค่าในตัวเอง
Gaslighting ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตอย่างไร
งานวิจัยและบทความทางการแพทย์หลายแหล่งชี้ตรงกันว่า Gaslighting ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพจิต ระยะยาวอาจนำไปสู่ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า บาดแผลทางใจ และความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ
เหยื่อบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อความคิดอยากทำร้ายตัวเองด้วย และยังอาจถูกกระทำต่อเนื่องจนทำให้เกิดความผิดพลาดในกระบวนการคิด (thinking errors) และอาการคล้ายภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD)
นี่ใช่ Gaslighting ไหม
Cleveland Clinic อธิบายว่า Gaslighting ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมครั้งเดียว แต่เป็นรูปแบบพฤติกรรมที่เกิดซ้ำๆ ต่อเนื่อง สัญญาณที่พบบ่อย ได้แก่
-การถูกกล่าวหาว่าอ่อนไหวหรือคิดมากเกินไป
-การถูกโทษในเรื่องที่ไม่ได้ทำหรือจำไม่ได้ว่าทำ
-การเบี่ยงประเด็นแทนที่จะพูดคุยแก้ปัญหาตรงๆ
หากปล่อยไว้นาน อาจทำให้เริ่มลังเลในการตัดสินใจเรื่องเล็กน้อยโดยไม่ปรึกษาคนอื่นก่อน เริ่มสงสัยสุขภาพจิตตัวเองซ้ำๆ ถอนตัวจากสังคมและครอบครัว หรือรู้สึกต้องขอโทษฝ่ายที่กระทำอยู่บ่อยครั้งทั้งที่ไม่ได้ทำผิด
หากคุณถูก Gaslighting จะรับมืออย่างไร
Gaslighting วิธีรับมือ คือการจดบันทึกเหตุการณ์และบทสนทนาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อช่วยแยกแยะความจริงจากคำบิดเบือน ตามที่ Robin Stern นักจิตวิเคราะห์จาก Yale Center for Emotional Intelligence แนะนำไว้ใน
ขั้นต่อไปคือการตั้งขอบเขตที่ชัดเจนและกล้าเดินออกจากบทสนทนาเมื่อเริ่มรู้สึกว่าความจริงของตัวเองถูกปฏิเสธ
สุดท้ายต้องยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกและรับรู้ ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายมานิยามความจริงแทนเรา และหากเป็นไปได้ควรขอความช่วยเหลือจากคนที่ไว้ใจได้หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพราะนักบำบัดสามารถช่วยประมวลผลความรู้สึก ฟื้นฟูความภาคภูมิใจในตนเอง และวางแผนรับมือกับความสัมพันธ์ในอนาคตได้อย่างเหมาะสม
การรู้เท่าทัน Gaslighting ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยปกป้องสุขภาพจิตของตัวเองในระยะยาว หากรู้สึกว่าความสัมพันธ์แบบใดก็ตามกำลังทำให้เราสงสัยในคุณค่าและความเป็นตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องขอความช่วยเหลือแล้ว
