Featured รอบโลก

อดีตครูสอนเลข ลาออกมาเปิดร้าน ขาย “โรตีเนื้อแห่งราชวงศ์ถัง” ฮิตจนลูกค้าสิงคโปร์ต่อคิว 1 ชั่วโมง

ในมหานครแห่งอาหารอย่างสิงคโปร์ ที่ซึ่งวัฒนธรรมอาหารหลากหลายชาติพันธุ์หลอมรวมกัน การค้นหาเมนูใหม่ๆ ที่ทั้งแปลกใหม่และดั้งเดิมแท้จริงไม่ใช่เรื่องง่าย 

แต่ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีร้านสตรีตฟู้ดสไตล์จีน-มุสลิมร้านหนึ่งที่สามารถดึงดูดสายตาและสร้างคิวยาวเหยียดได้สำเร็จ นั่นคือ Ameen Roti

เบื้องหลังความสำเร็จของร้านโรตีเนื้อแป้งบางกรอบนี้ ไม่ใช่เชฟชื่อดังระดับมิชลิน แต่เป็นเรื่องราวของ Harun Min (ฮารูน มิน) ชายหนุ่มวัย 36 ปีผู้เบนเข็มจากอาชีพครู มาตามหาความฝันในต่างแดน

จุดเริ่มต้นจากทริปพักผ่อน

ฮารูน เป็นชายหนุ่มจากเมืองหลินเซี่ย (Linxia) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เดิมทีมีอาชีพเป็นคุณครูสอนวิชาภาษาจีนและคณิตศาสตร์ระดับมัธยมมานานถึง 6 ปี

แม้จะคว้าปริญญาโทด้านสังคมวิทยาจาก Northwest Minzu University มาครอง แต่เขากลับชอบความท้าทายในการลองทำธุรกิจหลากหลายรูปแบบตั้งแต่วัยหนุ่ม 

ไม่ว่าจะเป็น เวิร์กช็อปฝึกอบรมทางการศึกษา หรือแม้แต่การเปิดร้านขายรองเท้ากีฬาปลีกย่อย 

จนกระทั่งเขามาท่องเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศสิงคโปร์ในปี 2024 การเดินทางครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การพักผ่อนธรรมดา แต่กลายเป็นการจุดประกายความคิดครั้งใหญ่

“ผมชอบทำธุรกิจมาโดยตลอด แม้จะเรียนจบปริญญาโทด้านสังคมวิทยามา แต่ผมก็อยากลองทำอะไรใหม่ๆ ในตอนที่ตัวเองยังหนุ่มยังแน่น”

เขายอมรับว่าการมาเป็นเจ้าของร้านอาหารเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนในชีวิต ทุกอย่างมันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ

โรตีเนื้อแห่งราชวงศ์ถัง

สาขาแรกของ Ameen Roti เป็นร้านที่มีขนาด 15 ที่นั่ง เสิร์ฟโรตีเนื้อและไก่สไตล์จีนแท้ๆ ที่ปรุงโดยเชฟจากบ้านเกิด โดยโรตีเนื้อที่เขานำมาเสิร์ฟในสิงคโปร์ ไม่ใช่โรตีแผ่นแป้งธรรมดาตามร้านมะตะบะทั่วไป แต่มันคืออาหารเก่าแก่ที่มีรากเหง้าประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง

ซึ่งเดิมทีเป็นอาหารชั้นสูงสำหรับราชวงศ์ ก่อนจะแพร่หลายกลายมาเป็นสตรีตฟู้ดสุดฮิตของชุมชนชาวจีนมุสลิม กลุ่มชาติพันธุ์หุยในประเทศจีน

โดยขนมแป้งทอดนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ หนิวโร่วปิง (เนื้อทอดแผ่น) หรือ กัวกุย (ขนมปังหมวกเหล็ก เนื่องจากรูปทรงคล้ายหมวกทหารโบราณ แตกต่างกันไปตามภูมิภาค

ก่อนที่จะเปิดร้านอย่างถาวร เขาและทีมงานได้ทดลองตลาดผ่านการออกบูธตามงานตลาดนัดกลางคืนในสิงคโปร์ และงานรอมฎอนบาซาร์ที่จาลันสุลต่าน

“ถึงแม้จะเปิดสาขาถาวรแล้ว ลูกค้าก็ยังต้องรอคิวประมาณ 30 ถึง 60 นาทีในช่วงเวลาเร่งด่วน” เสียงตอบรับจากผู้คนทำให้เขามั่นใจทันทีว่า แนวคิดนี้มีที่ยืนในตลาดสิงคโปร์อย่างแน่นอน 

“นักท่องเที่ยวชาวจีนบอกเราว่าโรตีของเราทำให้พวกเขานึกถึงบ้าน รสชาติเหมือนกับที่พวกเขากินที่บ้านเกิดเป๊ะๆ ส่วนเพื่อนชาวมาเลย์ก็บอกว่านี่คือโรตีเนื้อที่ดีที่สุดในสิงคโปร์”

ปัจจุบัน Ameen Roti มีเมนูหลักเพียง 2 ชนิด ได้แก่ โรตีเนื้อ (ราคา 6 ดอลลาร์สิงคโปร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 154 บาท) และ โรตีไก่ (ราคา 5.50 ดอลลาร์สิงคโปร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 141 บาท)

ถึงแม้ว่าในสิงคโปร์จะมีผู้เล่นหน้าใหม่พยายามทำโรตีลักษณะนี้บ้างแล้ว แต่จุดแข็งที่ทำให้ Ameen Roti ยืนหนึ่งและครองใจลูกค้า คือ “ความเป็นต้นตำรับที่แท้จริง”

โดยเขาได้ทุ่มงบกว่า 300,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 7.7 ล้านบาท) ร่วมกับพาร์ตเนอร์อีกสองคน และดึงตัวเชฟชาวจีน-มุสลิมจากบ้านเกิดเมืองหลินเซี่ยถึง 3 คน ซึ่งแต่ละคนมีประสบการณ์ทำโรตีเนื้อยาวนานกว่า 20 ปี

เชฟของเรารู้วิธีทำโรตีเนื้อเป็นอย่างดี พวกเขามาจากบ้านเกิดของผม ซึ่งอาหารประเภทนี้คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของเราตั้งแต่วัยเด็ก ความกรอบของชั้นแป้งต้องอาศัยทักษะสูง เราต้องรีดแป้งให้บางเฉียบและทอดด้วยไฟแรงสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ชั้นแป้งที่กรอบฟู

แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากชาวเน็ตบางส่วนว่าราคา 6 ดอลลาร์สิงคโปร์นั้นสูงเกินไป แต่เขาก็อธิบายถึงต้นทุนเบื้องหลังอย่างตรงไปตรงมาว่า

“ทางร้านคัดสรรเนื้อวัวเกรดพรีเมียม แป้งนวดมือแบบสดใหม่ทุกวัน ซึ่งต้องอาศัยแรงงานฝีมือและเวลาในการทำค่อนข้างมาก ราคาดังกล่าวจึงมีความสมเหตุสมผลตามคุณภาพของวัตถุดิบและฝีมือการทำ”

เบื้องหลังความสำเร็จทางธุรกิจในสิงคโปร์

ฮารูนยังคงต้องบริหารจัดการชีวิตส่วนตัวควบคู่ไปด้วย ซึ่งปัจจุบันภรรยาและลูกๆ ของเขาอาศัยและเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย

โดยภรรยาของเขาคอยช่วยทำหน้าที่บริหารบัญชี ติดต่อประสานงานกับซัพพลายเออร์จากทางไกล ส่วนเขาเองใช้ชีวิตอยู่ในสิงคโปร์และจะเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวทุกๆ สัปดาห์ และในอนาคตทันทีที่ธุรกิจเข้าที่เข้าทาง เขามีแผนที่จะย้ายครอบครัวทั้งหมดมารวมกันที่สิงคโปร์อย่างถาวร 

เมื่อลูกๆ ย้ายมาสิงคโปร์ พวกเขาคงคอยช่วยสนับสนุนงานที่ร้านได้นะ บางทีพวกเขาอาจจะช่วยเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าด้วยซ้ำ” เขาเล่าด้วยอารมณ์ขัน

เมื่อถูกถามว่าคาดหวังให้ลูกๆ มาสืบทอดกิจการต่อในอนาคตหรือไม่ เขาตอบอย่างสบายใจว่า “ผมหวังแค่ให้พวกเขามีเส้นทางอาชีพเป็นของตัวเอง มันขึ้นอยู่กับพวกเขาเลยว่าอยากจะมารับช่วงต่อไหม”

ที่มา : 8days

Related Posts

ธุรกิจที่เริ่มจากความชอบ “ดัง ณัฎฐ์ฐชัย” ต่อยอดสูตรจากรุ่นสู่รุ่น ปั้น “Navori” ขนมเปี๊ยะพรีเมียมของ Gen Z
อยากเห็นทั้งย่านโตไปด้วยกัน แนวคิดของ “โรงแรมอลิซาเบธ” ใช้คอนเทนต์พาคนรู้จักของดีรอบย่าน 
The Coffee Academïcs Thailand จับมือ Mr.P ร่วมสร้างสรรค์ Art Space สุดขี้เล่น สาขา Kingsquare