คุณเคยคิดไหมว่า ถ้าอินฟลูเอนเซอร์หันมาทำธุรกิจ พวกเขาจะเลือกทำอะไร?
ชานมไข่มุก ขนม เสื้อผ้าแฟชั่น หรือแม้กระทั่งหมูกระทะ…
แล้วถ้าบอกว่า มีอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่งเลือกทำธุรกิจ “ถุงยางอนามัย” คุณจะเชื่อไหม?
หลายคนน่าจะรู้จัก “นอท บ้านกูเอง” ครีเอเตอร์สายกวนที่หยิบเรื่องรอบตัวมาทำให้กลายเป็นคอนเทนต์สนุกๆ และมีผู้ติดตามใน Facebook กว่า 1.2 ล้านคน
ล่าสุด เขาได้ทำแบรนด์ถุงยางอนามัยที่ชื่อว่า “OI” ซึ่งเป็นสินค้าที่คนส่วนใหญ่รู้จักและเข้าใจถึงความสำคัญ แต่ในตลาดยังมีข้อจำกัดบางอย่างอยู่ ทำให้เขาตั้งคำถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ขาดหายไปจากถุงยางอนามัยในมุมมองของคนรุ่นใหม่?”
วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ พาไปพูดคุยกับ คุณนอท-สัณหณัฐ ทิราชีพ โดยจะเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้น เบื้องหลังการสร้างแบรนด์ OI ไปจนถึงมุมมองการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการเป็นครีเอเตอร์
โดยคุณนอทเล่าว่าแบรนด์ถุงยางอนามัยนี้ เริ่มจากการทำคอนเทนต์ต่อเนื่องนานกว่า 30 วัน ก่อนจะเฉลยและเปิดตัวธุรกิจจริงในวัน April Fool’s Day

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ถุงยางอนามัย
คุณนอทมองย้อนกลับมาที่อาชีพอินฟลูเอนเซอร์ของตัวเอง และตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของอาชีพนี้ แม้จะสามารถสร้างรายได้ก้อนใหญ่จากการรับงานแต่ละครั้ง แต่รายได้ก็ยังผูกอยู่กับทั้งเวลาและความดังของตัวเอง
“อาชีพอินฟลูฯ มันเป็นอาชีพที่ไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว มีแสงก็จริง มีเงินก้อนใหญ่จากการทำงานแต่ละครั้งก็จริง แต่มันก็จะเหมือนร้านเจ๊ไฝ ที่ร้านหนึ่งจะมีได้กี่โต๊ะ วันหนึ่งจะผัดได้กี่จาน ทั้งๆ ที่เจ๊ไฝก็มีคนเดียว เหมือนงานอินฟลูฯ เดือนหนึ่งมี 30 วัน จะรับลูกค้าได้กี่ราย เราจะถ่ายงานไหววันละกี่ชิ้น สุดท้ายมันเป็นอาชีพที่ยิ่งทำไป มูลค่าก็ยิ่งตก”
จากข้อจำกัดนี้ เขาจึงเริ่มมองเห็นว่าการมี “สินค้า” อาจทำให้ธุรกิจสามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความดังของคนเพียงคนเดียวตลอดไป
หนึ่งในตัวอย่างที่เขามองคือ Bearhug ที่ต่อยอดจากการเป็นครีเอเตอร์มาสู่ธุรกิจชานม Bearhouse ซึ่งทำให้เห็นภาพว่า ฐานคนดูสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างแบรนด์ที่มีตัวตนและมูลค่าเป็นของตัวเองได้
คำถามต่อมาคือ แล้วควรทำธุรกิจอะไร?
เขาเล่าว่า “ตลาดที่ผมมองคือเรื่อง Sex Education เพราะผมทำคลิปเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเยอะตั้งแต่สมัยก่อน อย่างรายการ ‘เรื่องบนเตียง (ระเบียงก็นับ)’ ที่พูดเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ โดยเราก็ตั้งโจทย์จากตรงนั้นว่า ถ้าเราจะดันไปด้านเซ็กซ์ มันจะออกมาเป็นอะไรได้บ้าง ซึ่งมันก็คงต้องเป็นถุงยางแหละ”

‘ถุงยางไทย’ กับโอกาสที่ซ่อนอยู่
ในขณะนั้นคุณนอทเกิดคำถามว่า “ถ้าคนไทยทำถุงยาง แล้วคนจะคิดว่าเชื่อถือหรือเปล่า?” เพราะมีแบรนด์ใหญ่จากต่างชาติและของไทยครองตลาดอยู่แล้ว
การเป็นทั้งคนไทย อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบการอายุน้อย อาจทำให้ความน่าเชื่อถือกลายเป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อถุงยางเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยและความปลอดภัย
แต่เมื่อลองย้อนกลับมามองศักยภาพของประเทศไทย กลับพบว่ามีจุดแข็งอย่างหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือ “ประเทศไทยส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก”
รวมถึงมีโรงงานผลิตถุงยางอนามัยขนาดใหญ่ที่มีอันดับต้นๆ ของโลก ตั้งอยู่ในประเทศ ทำให้มุมมองที่มีต่อ “ถุงยางไทย” เริ่มเปลี่ยนไป
“เฮ้ย ที่จริงแล้วประเทศเราเป็นเจ้าแห่งการผลิตถุงยาง แต่เราไม่เคยสื่อสารเลยว่า ถ้าพูดถึงถุงยางต้องนึกถึงประเทศไทย เหมือนกับถ้านึกถึงรถยนต์ที่แข็งแรงต้องนึกถึงยุโรป หรือนึกถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพดีก็ต้องเป็นญี่ปุ่น
ผมเลยเอาประเด็นนี้แหละ ว่าเราจะเป็นถุงยางไทยที่ทำในไทย แล้วก็ซื้อกันในไทย ทีนี้เราก็ต้องดูต่อว่า Identity ที่เราเชื่อคืออะไร ซึ่งผมเชื่ออยู่ข้อเดียวในชีวิตเลยคือ Consent และ Concern”
Consent & Concern เพราะเรื่องเซ็กซ์ไม่ได้มีแค่เรา
“Consent คือการยินยอมพร้อมใจ เป็นสิ่งที่เราแลกเปลี่ยนกับอีกฝ่ายว่าเราตกลงร่วมกันแล้วว่าสิ่งนี้ทำได้ ส่วน Concern คือการมีต่อมเอ๊ะขึ้นมา Defense ตัว Consent อีกทีว่าสิ่งที่เราตกลงกันไว้มันเมกเซนส์หรือมันควรทำไหม เพราะเรื่องเซ็กซ์มันต้องคิดให้มากกว่าตัวเอง เราเลยทำถุงยางที่มีคอนเซ็ปต์เรื่อง Consent และ Concern นั่นก็คือการยินยอมพร้อมใจกับ Fair Sex กับอีกฝ่ายอย่างแท้จริง”
คุณนอทมองว่า ถุงยางทั่วไปจะสื่อสารผ่านแค่เรื่องการป้องกันโรค การป้องกันการตั้งครรภ์ หรือความบางและความรู้สึกขณะใช้งาน แต่สำหรับแบรนด์ของเขา โจทย์คือการทำให้ถุงยางตอบสนองความต้องการของทั้งสองฝ่าย
แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตัวผลิตภัณฑ์ โดยเลือกออกแบบฟังก์ชันที่มองถึงประสบการณ์ของทั้งผู้สวมใส่และอีกฝ่าย
“ถ้าเราต้องการจะสวมถุงยางเพื่อเราและผู้อื่นอย่างแท้จริง เราจะไม่เลือกถุงยางที่คิดถึงแค่เรา แต่เราจะเลือกถุงยางที่เราได้และเขาได้ด้วย มันก็เลยเกิดถุงยางที่มีฟังก์ชันถูกสวมได้หัวคอด ถูกสอดได้ปุ่มขีด”
นอกจากตัวผลิตภัณฑ์แล้ว แบรนด์ OI ยังเลือกสร้างความแตกต่างผ่านบรรจุภัณฑ์ ด้วยการจำหน่าย 1 ชิ้นต่อ 1 กล่อง แทนภาพจำของถุงยางที่มักขายหลายชิ้นในกล่องเดียว
สำหรับคุณนอท นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของแพ็กเกจ แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้คนที่ยังไม่มีแบรนด์ถุงยางในใจ รู้สึกว่าการทดลองซื้อทำได้ง่ายขึ้น
“ถ้าผมสตาร์ตขึ้นมาแล้วทำ 3 ชิ้น มันก็จมอยู่ในกองที่เขาทำกัน คือไม่แตกต่าง แต่ถ้าผมขาย 1 ชิ้นที่มันราคาจับต้องได้ คนก็เปิดใจง่ายกว่า”
และเมื่อทุกองค์ประกอบของสินค้าเริ่มสะท้อนตัวตนของแบรนด์ คำถามต่อมาจึงมาถึงสิ่งที่เล็กที่สุด แต่เป็นสิ่งที่คนจดจำได้มากที่สุด นั่นคือชื่อแบรนด์ว่า “OI”
หลังจากนั่งฟังเรื่องราวมาทั้งหมด ก็นึกสงสัยว่าทำไมต้องชื่อ OI?
เขาเล่าว่า “ชื่อแบรนด์ OI ก็มาจากเสียง ‘โอย’ ตอนมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเหมือนเสียงแห่งความสุข ส่วนดีไซน์ของโลโก้ถ้ามองดีๆ ก็จะเห็นว่ามีการนำรูปลักษณ์ของอวัยวะเพศทั้งสองเพศมาใช้ โดย O จะสื่อถึงฝั่งผู้หญิง ส่วน I ก็สื่อถึงฝั่งผู้ชาย ประมาณนี้ครับ”
ในแง่ของผลประกอบการ คุณนอทเผยว่า OI มียอดขายถุงยางอนามัยอยู่ที่ 5,000 ชิ้นต่อเดือน คิดเป็นรายได้ประมาณเดือนละแสนกว่าบาท
โดยแบรนด์เพิ่งเปิดตัวมาได้ประมาณ 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มต้น และหากรักษาอัตราการเติบโตในระดับนี้ไปจนสิ้นปี ก็คาดว่ายอดขายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1–2 ล้านบาท

แล้ว OI กำลังมองหาลูกค้ากลุ่มไหน?
เมื่อมีคาแรกเตอร์แบรนด์ที่ชัดเจน เขาจึงได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ที่ คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Gen รุ่นถัดลงมา
แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้อายุคือ Mindset เพราะนั่นคือคนที่เชื่อว่า “เรื่องเซ็กซ์ต้องคิดให้มากกว่าตัวเอง”
ในฝั่งกลุ่มลูกค้าผู้หญิง แบรนด์ OI ต้องการสื่อสารกับคนที่ไม่ได้มองถุงยางเพียงเรื่องการป้องกัน แต่คิดต่อว่าอีกฝ่ายจะได้รับอะไรจากสิ่งนี้ด้วย ขณะที่ฝั่งผู้ชายคือคนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและประสบการณ์ของอีกฝ่าย
“มันก็เหมือนแฟนจะซื้อข้าวเข้าบ้าน เราก็น่าจะซื้อข้าวเพิ่มอีกสักชุดให้แฟนด้วย มันเป็นเรื่องง่ายๆ แค่นั้นเลย คุณจะซื้อถุงยางไปมีเพศสัมพันธ์ คุณคิดถึงอีกฝ่ายบ้างไหมว่า เขาจะได้อะไรจากถุงยางชิ้นนี้”
ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายของ OI จึงไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเพศหรืออายุเพียงอย่างเดียว แต่คือคนที่มี “ต่อมเอ๊ะ” และพร้อมตั้งคำถามว่า ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนสองคน เราได้คิดถึงอีกฝ่ายมากพอแล้วหรือยัง
ฐานผู้ติดตาม ช่วยให้ OI โตขึ้นไหม?
แม้การมีฐานผู้ติดตามจำนวนมากจะช่วยให้การเริ่มต้นธุรกิจง่ายขึ้น แต่คุณนอทมองว่า ความดังเป็นเพียงแรงส่งในช่วงแรกเท่านั้น
“ในโลกธุรกิจมันช่วยได้แค่นิดเดียว ช่วยแค่ส่งแรงบูสต์ตอนแรก จากคนที่โนเนมกับคนที่มีฐานแฟนอยู่แล้ว แน่นอนว่าอันหลังก็ต้องดีกว่า แต่ถ้าถามว่ามันจะทำให้ยั่งยืนไหม บอกได้เลยว่าไม่”
สำหรับธุรกิจที่เติบโตได้จริงต้องมีทั้ง Value หรือคุณค่าของสินค้าที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ และ Volume หรือปริมาณการซื้อที่มากพอจะทำให้ธุรกิจเติบโต
ดังนั้น แม้ฐานแฟนจะช่วยให้ OI เป็นที่รู้จักได้เร็วขึ้น แต่สิ่งที่จะตัดสินว่าแบรนด์จะอยู่รอดหรือไม่ ยังคงเป็นคุณค่าของสินค้าและโมเดลธุรกิจ

OI กับการตลาดที่ไม่เหมือนใคร
ก่อนเปิดตัว แบรนด์ OI คุณนอทวางแผนทำ Pre-Marketing นานกว่า 30 วัน โดยหยิบเรื่องถุงยางมาทำเป็นคอนเทนต์เหมือนเป็นมุกหรือเรื่องขำๆ ก่อนจะเฉลยในวัน April Fool’s Day ว่าสิ่งที่พูดถึงมาตลอดกำลังจะกลายเป็นสินค้าจริง
“ถ้าอยู่ๆ ผมเปิดขายถุงยางเลย มันขายไม่ได้หรอก ผมเลยใช้วิธีสร้างสตอรี่ ร้อยเรียงเรื่องราว ว่าเราจะทำคอนเทนต์ตลกๆ เกี่ยวกับถุงยางไป 30 วัน ให้คนรู้สึกว่า ‘นอทบ้านกูเองมันพูดเรื่องถุงยางนะ’”
จากนั้นสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการพาคนดูไปชมโรงงานผลิตจริง และเปิดเผยเบื้องหลังการผลิต
“จากที่พูดเล่นๆ กลายเป็นทำจริง พาไปดูโรงงาน มันก็เกิดภาพ เกิดการแชร์ขึ้นมา คนที่สงสัยว่าจริงไหมก็มีบ้าง แต่มีน้อยมาก เพราะการสื่อสารของเรามันจริงจังเชี่ยๆ”
แต่การตลาดของ OI ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนโลกออนไลน์…
แบรนด์ยังเลือกนำสินค้าไปวางขายในร้านที่มีภาพลักษณ์ด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เช่น GARÇON Dept. สาขาทรงวาด และ I wanna Bangkok เพื่อเปลี่ยนภาพจำว่าถุงยางเป็นสินค้าที่ต้องเข้าไปซื้อเฉพาะในร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อ
“คือมันไม่ต้องถึงขั้นว่าเราจะต้องซื้อถุงยางเพื่อให้เป็นแฟชั่น เสื้อผ้า แกดเจ็ต ไม่ต้องถึงขนาดนั้นนะ แต่ผมแค่รู้สึกว่าอยากให้ถุงยางมันอยู่ในไลฟ์สไตล์ของชีวิตของคนยุคนี้จริงๆ”
อีกหนึ่งสิ่งที่พยายามทำคือเปลี่ยน “การพกถุงยาง” จากสิ่งที่ต้องหลบซ่อนให้กลายเป็นสิ่งที่คนกล้าพก ผ่าน Accessories อย่าง พวงกุญแจกล่องเก็บถุงยาง
“ทุกวันนี้มีใครไม่รู้บ้างว่าการใส่ถุงยางคือการป้องกันโรค ป้องกันการท้อง”
“รู้! แต่ทำไมยังไม่ใส่ล่ะ”
อย่างแรกคือไม่ได้คิดถึงอีกฝ่ายมากพอกับสองคือ “อาย ไม่ภูมิใจ ไม่กล้าพก”
ถ้าพลิกตรงนี้ได้ ทำให้คนคิดถึงอีกฝ่าย แล้วก็ทำให้คนภูมิใจที่พกถุงยาง มันก็ออกมาเป็นถุงยางที่มี Accessories ที่ทำให้เขากล้าพก เป็นไลฟ์สไตล์ของเขาจริงๆ
ความท้าทาย ในวันที่ต้องลงสนามจริง
คุณนอทเล่าว่าความท้าทายคือข้อจำกัดด้านกฎหมาย เพราะเมื่อถุงยางอนามัยอยู่ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ การสื่อสารและโฆษณาจึงมีข้อกำหนดที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะการโฆษณาต่อประชาชนทั่วไป ที่ต้องผ่านกระบวนการขออนุญาตก่อนเผยแพร่
ซึ่งกระบวนการขออนุญาตอาจใช้เวลานาน จนไม่สอดคล้องกับการทำคอนเทนต์บนโซเชียลที่ต้องสื่อสารอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การหาวิธีสื่อสารบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง โดยยังรักษาเนื้อหาให้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของการโฆษณาเครื่องมือแพทย์ ซึ่ง อย. เองก็ระบุว่าเนื้อหาโฆษณาต่อประชาชนต้องเข้าใจง่ายและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงผู้ติดตาม รวมถึงคนที่กำลังอยากสร้างแบรนด์ของตัวเอง แต่ยังลังเลว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี
“ลังเลว่าจะเริ่มต้นแบรนด์ยังไงเหรอ?”
“ผมคิดว่าทุกวันนี้ความรู้มันอยู่ใกล้ตัวมากๆ คุณอยากรู้อะไร คุณก็เสิร์ชเข้าไปใน YouTube มันมีคนพูดเรื่องธุรกิจเยอะแยะ อยากรู้วิธีหาต้นทุนก็เสิร์ชวิธีหาต้นทุน อยากรู้วิธีสร้างแบรนดิ้งก็เสิร์ชวิธีสร้างแบรนดิ้ง มีเยอะแยะ มันอยู่ที่ว่าคุณจะทำหรือเปล่า ไม่ทำก็ไม่ต้องทำ ทำก็ทำ มันก็แค่นั้นเอง ถ้าไม่อยากทำก็บอกว่าไม่ต้องทำ แต่ถ้ามึงบอกว่าอยากทำแต่ไม่ทำ ก็คือมึงไม่อยากทำ แค่นั้นแหละ”
ผู้เขียน : ธนดล มีชัยมาตร์
