ใครว่าเป็นทายาทธุรกิจ แล้วทุกอย่างจะง่ายไปเสียหมด การพิสูจน์ตัวเองให้คนในองค์กรยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้อยากให้ใครยอมรับเพียงเพราะคำว่า “เจ้าของ” แต่ต้องการพิสูจน์ด้วยผลงานและความสามารถของตัวเอง
พาไปฟังแนวคิดของ “คุณท็อป – วสุพล ตั้งสมบัติวิสิทธิ์” ทายาทรุ่นสามเด็กสมบูรณ์ บนเวที ไทยมาร์ท x ไทยรัฐ : สร้างแบรนด์ สร้างชาติ ในหัวข้อ “บทเรียนจากเด็กสมบูรณ์ สู่การพาแบรนด์ไทยเติบโตข้ามยุค”
ช่างไม้จากเมืองจีน ผู้ปั้น เด็กสมบูรณ์
ต้นตระกูลของคุณท็อปเป็นช่างไม้นั่งเรือมาจากเมืองจีน เก็บเงินได้สักพักก็เปิดร้านขายของชำ โดยให้ลูกๆ ออกไปทำโรงงานเพื่อเอาของมาขายในร้าน
ขณะเดียวกันคุณปู่ก็เห็นโอกาสว่าซีอิ๊วยังไม่เป็นที่รู้จักของคนไทย เลยเริ่มทำซีอิ๊ววางจำหน่าย ประกอบกับเห็นคุณแม่นำซีอิ๊วเหยาะในข้าวต้มให้เด็กๆ ทาน แล้วทานได้มากขึ้น อ้วนขึ้น เลยไปหาศิลปินชาวจีนมาวาดโลโก้แรกของแบรนด์ในปี 1947
หลังจากนั้นราวปี 2000 กว่าๆ ก็เข้าสู่เจเนอเรชันสอง มีการส่งออกมากขึ้น ด้วยโลโก้มีทั้งภาษาไทย จีน ทำให้การ Register ค่อนข้างยาก คุณพ่อจึงปรับให้สั้นลง
และในช่วงปี 2024 ก็ได้คุณท็อปเข้ามาสานต่อธุรกิจ เขาจึงปรับโลโก้ให้มีความเป็นเจน Z มากขึ้น ตามโปรดักต์ที่มีความเด็กลง
พิสูจน์ตัวเองด้วยความขยันและผลงาน
ก่อนเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจ คุณท็อปทำงานอยู่อเมริกาตั้งแต่จบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก แม้จะเข้ามารับช่วงต่อในฐานะทายาท แต่งานนี้ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด
“วันแรกรู้สึกว่าผลประโยชน์ระหว่างผมกับคุณพ่อไม่ลงตัว คุณพ่อจะมีมุมมองสไตล์หนึ่งว่า อยู่บ้านก็กินข้าวที่บ้าน ไม่มีค่าเช่า ค่าไฟไม่ต้องจ่าย ทำไมถึงต้องได้เงินเดือนเท่านี้ คือจุดแรกที่ทำให้ไม่อยากกลับมาทำงานที่บ้าน
เพราะเวลานั้นได้ Offer จากหลายที่มากด้วยความเรียนอยู่อเมริกา โดยมีโอกาสทำงานใน Salesforce ซึ่งได้เงินเดือนค่อนข้างดี
พอกลับมาบ้านพ่อให้ผมเหลือ 25,000-30,000 บาท เราอาจจะอยู่ไม่ได้ พ่อก็ให้ไปทำงานมาก่อน ให้เขารู้ว่าตลาดแรงงานจะจ้างผมเท่าไหร่ ผมก็ไปทำ แล้วเอาสลิปเงินเดือนกลับมายื่นให้คุณพ่อ เขาจ้างผมเท่านี้ พ่อให้เท่าไหร่
พอเริ่มเข้ามา หลายคนคงคิดว่าง่ายเพราะเราเป็นเจ้าของ แต่มันเครียดมาก การทำให้ทีมงานที่อยู่มานานยอมรับภายใต้คำว่าผลงานของเรา กับยอมรับภายใต้คำว่าเจ้าของ ความรู้สึกมันคนละแบบ ในการที่จะทำให้คนเคารพ ยอมรับและเชื่อมั่นในตัวเรา
ด้วยความที่ไม่มีผลงานอะไร สิ่งที่ทำอย่างแรกให้พนักงานทุกคนในองค์กรยอมรับ คือเวลาทำงาน ผมมาเร็วมาก 7 โมงครึ่งต้องถึงออฟฟิศก่อนทุกคน และเลิกงานหลังทุกคน 3 ทุ่ม เอาความขยัน ความตั้งใจเข้าสู้ก่อน
หลังพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานและความขยัน จนได้การยอมรับจากทีมงานเดิม สิ่งที่ทำให้คุณท็อปได้รับการยอมรับอีกอย่าง คือความสำเร็จของโปรเจ็กต์ที่เขาตั้งใจทำ แม้มีงบศูนย์บาท
“หลังจากนั้นก็ทำอีกหลายโปรเจ็กต์ ที่ภูมิใจคือ ไอศกรีมซีอิ๊วดำ พ่ออยากให้ลูกค้ารู้ว่าซีอิ๊วดำมีสองแบบ ทั้งแบบหวานและเค็ม
ผมชิมแล้วรู้สึกว่ารสชาติเหมือน Salted Caramel มีความคาราเมลหวานๆ หอมกลิ่นถั่วเหลือง โจทย์นี้หินมาก ทำยังไงก็ได้ให้เป็นที่รู้จัก แต่ให้งบศูนย์บาท
เลยเอามาลองราดไอศกรีม ขนมปัง รู้สึกว่ามันไปได้ เลยบอกป๊าว่าช่วงนี้คนเปิดคาเฟ่เยอะ เราต้องมีส่วนแชร์ตรงนี้บ้าง ไม่ได้อยู่แค่ในอาหารคาว เด็กสมบูรณ์ต้องขยับไปอยู่ในอาหารหวานบ้าง
ป๊าถามจะทำอะไร ผมเอาไอศกรีมมาวาง แล้วราดให้ป๊าชิม เขาไม่เคยเจอ ผมเลยบอกว่านี่แหละ โอกาสที่เราจะเข้าไป
ทำถูกโจทย์ป๊าทุกอย่างเลยนะ ให้ Budget ศูนย์บาทใช่ไหม ฉลากป๊าต้องซื้อผลิตอยู่แล้ว ผมขอเปลี่ยนฉลากเป็นรูปไอศกรีมได้ไหม หลังจากนั้นเขาก็ให้โอกาสผมทำโปรเจ็กต์นี้ และได้มีการเปลี่ยนฉลากซีอิ๊วดำสูตรหวานเป็นรูปไอศกรีม
กลายเป็นที่ฮือฮา คนก็ทำชาเลนจ์เอาไปราดไอศกรีมกินจนดังขึ้นมา เลยทำเป็นซอฟต์เสิร์ฟจริงๆ เอามาขายเป็นรายได้ถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันขายไป 4-5 แสนถ้วยแล้ว” คุณท็อปแชร์ความสำเร็จของโปรเจ็กต์ที่เขาตั้งใจทำให้ฟัง
การเปลี่ยนแปลงในสายตารุ่นสาม
การเปลี่ยนแปลงแรกที่คุณท็อปเห็นคือโปรดักต์มีความหลากหลายมากขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลาย Segment
อย่างเช่น ซีอิ๊วเม็ด ที่ประสบความสำเร็จหลังเปิดตัว ถูกพัฒนาขึ้นมาจากต้นทุนโลจิสติกต์ที่สูงขึ้น การส่งซีอิ๊ว หนัก 1 กิโล ราคา 50 บาท ขายแทบไม่เหลือกำไรที่จะทำออนไลน์ต่อได้
เขาจึงพยายามหาโปรดักต์ใหม่ที่ขนส่งง่ายขึ้น น้ำหนักเบา พกพาสะดวก และตัดส่วนที่ไม่จำเป็น อย่างน้ำ ออกไป
ซึ่งโปรดักต์นี้น่าจะตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ชอบเดินทางเข้าป่า หรือขึ้นเครื่องบิน
และสิ่งที่ Transform ไปมากคือพนักงานในองค์กร หลังจากมีโอกาสทำงานร่วมกับคนในหลายเจเนอเรชัน พบว่าบางคอนเซ็ปต์ไม่สามารถไปด้วยกันได้ และการที่แบรนด์เข้าสู่ยุค E-commerce จำเป็นต้องหาคนที่เข้าใจ Direction ของธุรกิจ
จึงมีการปรับผังองค์กร ทำให้ปัจจุบันทีมงานมีอายุเฉลี่ย 30 กลางๆ
ขายออนไลน์ พาแบรนด์เติบโตก้าวกระโดด
ความน่าสนใจของการขายออนไลน์ คือการเปิดโอกาสให้ธุรกิจค่อยๆ เติบโต จากยอดขายหลักหมื่นบาทสู่หลายล้านบาทต่อเดือน โดยปัจจุบันทำยอดขายได้เกือบ 10 ล้านบาทต่อเดือน
แม้จะเป็นกราฟที่เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะแบรนด์เข้าใจว่า Trigger Point คืออะไร และฐานลูกค้าอายุน้อยลงเรื่อยๆ แต่ถือว่า “ยังไม่เป็นช้างใหญ่” ถ้าเทียบกับโมเดิร์นเทรดหรือการส่งออก
ซึ่งมองว่า E-commerce เป็นช่องที่ทำให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะ ไทยมาร์ท (Thaimart) แพลตฟอร์มแรกที่กล้าทำโดยไม่มีค่า GP ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลมานาน
“อยากให้โครงการที่สนับสนุนคนไทย ช่วยคนไทยไปนานๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่บริหารโดยคนไทย คิดค้นโดยคนไทย ผมรู้สึกว่าไทยมาร์ทมาถูกทางแล้ว” คุณท็อปกล่าว
ไม่ได้แค่รักษาธุรกิจ แต่พาข้ามยุค
คุณท็อปยังแชร์อินไซต์ให้ฟัง แบรนด์แข็งแรงหรือพัฒนาขึ้น ให้มองจาก Target Group ที่เพิ่มขึ้น สมัยก่อนผู้บริโภคอาจอยู่ในกลุ่มอายุ 30-50 ปี จากเดิมเวลาสัมภาษณ์พนักงานคำตอบส่วนใหญ่จะรู้จักแบรนด์จากการเห็นพ่อแม่ใช้ หรือเห็นโปรดักต์วางอยู่ในครัวมาตั้งแต่เด็ก
แต่ปัจจุบันมีกลุ่มน้องๆ นักศึกษาชื่นชอบแบรนด์เพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากการทำแคมเปญ คอนเทนต์ และโปรเจ็กต์ต่างๆ อีกทั้งคนที่มาสมัครงานต่างก็บอกว่ารู้จักแบรนด์จากการดูคอนเทนต์ รวมถึงสั่งซื้อสินค้าจากไลฟ์
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเด็กสมบูรณ์ไม่มี Message ใหม่ๆ ออกมาเลย จนกระทั่งเรามาทำคอนเทนต์ มีพรีเซ็นเตอร์ เริ่มทำโปรดักต์ที่ตอบโจทย์เจเนอเรชันใหม่
ตอนที่ผมเข้ามาทำงานทุกคนบอกเจ๊งแน่ รุ่นที่สามพ่อสร้าง ลูกใช้ ทุกคนพูดเป็นคอนเซ็ปต์นี้ตลอดว่าไม่ผ่านเจเนอเรชันที่สามนี้แน่ๆ
แต่สิ่งที่ผมพยายามทำคือพาธุรกิจให้ผ่านยุคผมไปให้ได้ ไม่ได้ผ่านแบบกระท่อนกระแท่น หรือผ่านไปแบบอะไรก็ไม่รู้
ภาพในอนาคต สักวันผมต้องเป็นคุณพ่อ เป็นอากง ถึงวันที่เกษียณหรือไม่อยู่บนโลกใบนี้ ผมรู้ว่าซีอิ๊วสักขวดก็เอาไปไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมสร้างได้คือ Legacy อากงท็อปเป็นรุ่นแรกที่บุกเบิกอีคอมเมิร์ซ ทำคอนเทนต์ต่างๆ แค่นี้ก็รู้สึกว่าได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับธุรกิจครอบครัวที่อยู่มานาน เป็นเรื่องที่ภูมิใจมาก” ทายาทรุ่นสามกล่าวทิ้งท้าย
