บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังเบอร์ 1 ของไทยอย่าง M-150 เดินหน้าฉลองครบรอบ 135 ปี พร้อมเปิดฐานการผลิตหลักที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชูแนวคิด “System Behind the Growth” ตอกย้ำกลยุทธ์เบื้องหลังการเติบโตที่ผสานการผลิต ซัพพลายเชน เทคโนโลยี บุคลากร และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน ยืนยันเป้าหมายรายได้ปีนี้ยังอยู่ในระดับ Mid-Single Digit หากไม่มีสถานการณ์สงครามรุนแรงเพิ่มเติมในช่วง 4 เดือนที่เหลือ
พอร์ตโฟลิโอ 3 กลุ่มหลัก เครื่องดื่มยังเป็นเสาหลักรายได้ 80%
ปัจจุบันโอสถสภาแบ่งพอร์ตผลิตภัณฑ์ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม (M-150, ลิโพ, ซี-วิท, คาลพิส แลคโตะ, เปปทีน, โสมอินซัม, ฉลามขาว, เอ็ม-สปอร์ต, วันเดย์ วิตามิน, แฮงค์สเตอร์) กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (เบบี้มายด์, ทเวลฟ์ พลัส, เอ็กซิท) และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและลูกอม (โอลตี้, แบนเนอร์, ตรากิเลน) โดยกลุ่มเครื่องดื่มยังคงครองสัดส่วนรายได้ราว 80% ของทั้งบริษัท และสินค้าหลักภายใต้แบรนด์ M-150 ยังคงเป็น Core Product ที่บริษัทให้น้ำหนักการต่อยอดนวัตกรรมใหม่มากที่สุด
ด้านสัดส่วนรายได้ในประเทศต่อต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่ที่ 80:20 ขณะที่ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกต้นทุนการผลิตปรับตัวดีขึ้นชัดเจน ทำให้ Profit Margin มีทิศทางดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์ Premiumization หนุนตลาด Energy Drink พ้นภาวะเติบโตทรงตัว
คุณมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ตลาด Energy Drink ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเติบโตแบบ Stagnant เพียง 1% หรือติดลบ แต่ปีนี้กลุ่มสินค้าราคาพรีเมียมกลับมาเติบโตและช่วยดันทั้งตลาดให้ขยายตัว สะท้อนว่าผู้บริโภคยินดีจ่ายแพงขึ้นสำหรับสินค้าคุณภาพสูงกว่า ซึ่งบริษัทมองเป็นโอกาสต่อยอดกลยุทธ์ Premiumization ควบคู่กับการบริหาร Portfolio ที่ครอบคลุมทุกระดับราคา ตั้งแต่ 10 บาทสำหรับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ไปจนถึงสินค้าราคาสูงถึง 49 บาท เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลาย
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง บริษัทยังคงมี Pipeline นวัตกรรมสินค้าใหม่ต่อเนื่อง และคาดว่าจะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากประสิทธิภาพด้าน Route to Market ที่ต้นทุนดีขึ้น ส่วนมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐถูกประเมินว่ามีส่วนช่วยประคองตลาดโดยรวม แม้ยังไม่เห็นผลกระทบเชิงลบชัดเจนต่อกลุ่มสินค้าพรีเมียม
เปิดฐานผลิตอยุธยา 140 ไร่ ศูนย์กลาง Automation ระดับภูมิภาค
จุดเด่นของงานนี้คือการเปิดฐานการผลิตหลักที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บนพื้นที่รวม 140 ไร่ ซึ่งทำหน้าที่ทั้งผสมและบรรจุเครื่องดื่ม (Mixing & Filling) รวม 11 ไลน์ผลิต ครอบคลุมโรงงานผลิตแก้ว โรงงาน Recycle เศษแก้ว โรงพิมพ์ฉลาก คลังวัตถุดิบ และศูนย์กระจายสินค้า (DC) ที่ใช้ระบบ Automated Storage and Retrieval System (ASRS) หรือคลังสินค้าอัตโนมัติแบบหุ่นยนต์ ซึ่งผู้บริหารระบุว่ามีใช้งานอยู่ไม่กี่แห่งในประเทศไทย
การรวมศูนย์การผลิตแบบ Strategic Production Centralization ให้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม โดยการย้ายและควบรวมไซต์ผลิตจากหัวหมากมารวมที่อยุธยาช่วยประหยัดต้นทุนได้ราว 300 ล้านบาท ขณะที่ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นราว 15% ช่วยชดเชยกำลังการผลิตที่ลดลงจากการปิดไซต์เดิม นอกจากนี้การลงทุนระบบ Automated Warehouse ยังช่วยลดจำนวนแรงงานในกระบวนการขนส่งภายในโรงงานลงจากราว 700 คน เหลือลดลงประมาณ 200-300 คน
ด้านกำลังการผลิตของฐานอยุธยา โรงงานเครื่องดื่มมีกำลังผลิตประมาณ 2,200 ล้านขวดต่อปี โรงงานผลิตแก้วมีกำลังผลิตราว 2,200-2,300 ล้านขวดต่อปี และโรงงาน Cullet หรือรีไซเคิลเศษแก้วรองรับได้ราว 2,000 ล้านขวดต่อปี โดยงบลงทุนสะสมตั้งแต่ก่อตั้งโรงงานอยุธยาจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท
นอกเหนือจากอยุธยา บริษัทยังมีโรงงานผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ Personal Care ที่มีนบุรี กรุงเทพฯ โรงงานรีไซเคิลแก้วที่สระบุรี และโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมติละวา ประเทศเมียนมา ซึ่งใช้นโยบายมาตรฐานสากลเดียวกันกับ Corporate Policy ทั่วโลก
เน้นเพิ่มประสิทธิภาพ-ลดต้นทุน
บริษัทตั้งเป้าลดต้นทุนในระดับ Single Digit ทุกปี โดยเน้นลงทุนครอบคลุมทั้งโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีและ AI รวมถึงโครงการด้านความยั่งยืน ทั้งนี้ยืนยันว่าแผนด้านความยั่งยืนไม่ได้เพิ่มภาระต้นทุนจากงบประมาณปกติ ยกเว้นในอนาคตที่อาจต้องลงทุนเทคโนโลยีใหม่เพิ่มเติม เช่น เทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเตาหลอมแก้ว ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของบริษัทถึงราว 80%
6 Growth Engines และเป้าหมายความยั่งยืนปี 2026-2030
บริษัทวางกรอบยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ได้แก่ Product Portfolio, Route to Market, Manufacturing Efficiency, Supply Chain Resilience, Sustainable Development และ Digital & People Transformation ให้ทำงานเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว
ด้านเป้าหมายความยั่งยืนภายใต้กรอบ OSP Sustainability Framework & Goals 2026-2030 บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 50% จากปีฐาน 2565 เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 17% มุ่งสู่บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ 100% เก็บกลับเศษแก้วสะสมให้ได้ 625,000 ตัน ลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มชูกำลังเหลือ 5 กรัม เพื่อรองรับเกณฑ์ใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero GHG Emissions ภายในปี 2050
เบื้องหลังการเติบโต 135 ปีของโอสถสภาคือระบบและขีดความสามารถขององค์กรที่พัฒนาไปพร้อมกับผลิตภัณฑ์ การสร้าง “System Behind the Growth” ไม่ใช่เพียงการเพิ่มศักยภาพโรงงาน แต่คือการทำให้การผลิต ซัพพลายเชน เทคโนโลยี บุคลากร และความยั่งยืนทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อให้องค์กรมีความคล่องตัวและพร้อมรองรับโอกาสเติบโตในอนาคต
