Featured
“ข้าวส้ม” ของชาวไทใหญ่นั้นคือ การหุงข้าวเจ้าให้สุกแล้วนำไปคลุกกับมะเขือเทศลูกเล็กๆ ที่เรียกว่ามะเขือส้ม เพราะมีรสเปรี้ยวกว่ามะเขือเทศพันธุ์อื่นๆ โดยใช้รสเปรี้ยวหวานธรรมชาติจากมะเขือเทศ เพิ่มโปรตีนด้วยการใส่เนื้อปลาแม่น้ำลงไปคลุกให้เข้ากัน หรือจะใส่มันฝรั่งต้มสุกแล้วบดลงไปด้วยกันก็ได้ แล้วปั้นเป็นลูก เป็นข้าวปั้นเวอร์ชั่นไทใหญ่ที่ให้คุณค่าทางอาหารพร้อมสรรพทั้งความเก๋เข้ากับยุคสมัย วิธีทำ เริ่มจากการเจียวกระเทียมให้เหลืองหอม แล้วใส่ผงขมิ้นลงไปผัดให้มีสีสัน ตักเอากระเทียมแยกออกมา แล้วใส่มะเขือเทศและเนื้อปลาหรือหมูสับลงไปผัดในน้ำมันกระเทียมเจียว ตรงนี้ถ้าใครไม่สะดวกในการใช้เนื้อปลาจะใส่กุ้งแห้งป่นแทนก็ได้หรือจะใส่ทุกอย่างก็ยิ่งอร่อย สำหรับคนกินมังสวิรัติยังสามารถพลิกแพลงใส่เห็ดแทนได้ด้วย เติมน้ำนิดหน่อย ปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำปลา ผัดจนมะเขือเทศและเนื้อปลาสุก จึงตักเอาเนื้อปลามาแกะเอาก้างและลอกหนังออก จากนั้นหาชามโคมมา 1 ใบ ตักข้าวสวยใส่แล้วใส่มะเขือเทศและเนื้อปลาลงไปคลุกให้เข้ากัน ถ้าจะใส่มันฝรั่งบดด้วยก็ใส่ลงไปคลุกตอนนี้ พร้อมกับน้ำจากการผัดเครื่อง ปรุงรสด้วยเกลือ ชิมรสตามชอบ เมื่อได้รสชาต
เงินเดือนธนาคารไม่พอใช้ ลาออกมาขายบุฟเฟต์ผลไม้ปั่น 59 บาท กระแสดีเกินคาด ยอดขายโตกว่า 100% ธุรกิจส่วนตัว เรียกได้ว่ากำลังเป็นที่นิยมและคนเริ่มหันมาทำกันเยอะ เพราะได้เป็นนายของตัวเอง สามารถกำหนดเวลาทำงานเองได้ สามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เข้ากับไลฟ์สไตล์และความสนใจส่วนตัวได้ และปัจจัยหลักๆ ที่คนหันมาประกอบธุรกิจส่นตัวกันมากขึ้นคือ รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของ คุณโรส เตชชัยจินดา อายุ 43 ปี ลาออกจากการเป็นพนักงานธนาคาร แล้วมาทำธุรกิจส่วนตัว คือเปิดร้านผลไม้ ร่วม 4 ปี ที่ใช้ชื่อว่า Fruit panda ที่ตลาดสดธนบุรี และต่อยอดทำเป็นบุฟเฟต์ผลไม้ เรียกได้ว่ารับผลตอบรับดีเกินคาดแม้เปิดได้เพียง 1 สัปดาห์ ลาออก เพราะ รายได้ไม่พอใช้ เหตุผลที่คุณโรสตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะ มีลูกที่เล็กมากๆ และส่วนสำคัญอีกหนึ่งอย่างคือ รายได้ต่อเดือนที่จำกัด ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต จึงคิดว่า ตนเองเป็นคนชอบค้าขาย หากออกมาเป็นแม่ค้า รายได้คงมากกว่าเงินเดือน ช่วงแรกที่ลาออกมา ก็มีน้องที่สนิทแนะนำให้ลองขายผลไม้ แต่เจ้าตัวก็หวั่นใจเล็กน้อย เพราะไม่เคยคลุกคลีกับสายอาชีพนี้ และไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเ
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการสนับสนุนของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) เดินหน้าขยายความร่วมมือการจัดการขยะอาหารด้วยแฟลตฟอร์มออนไลน์บนเว็บไซต์ FoodWasteHub.com ผนึกเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษารวม 29 หน่วยงาน เผยแพร่ความรู้และแนวทางการจัดการด้านขยะอาหาร โดยงานวิจัยฝีมือคนไทยและกรณีศึกษาเพื่อการนำขยะอาหารกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อสนับสนุนหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนและนโยบาย BCG อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับแผนการจัดการขยะอาหารของประเทศไทย (พ.ศ. 2566-2573) และแผนปฏิบัติด้านการจัดการขยะอาหาร ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566-2570) ด้วยแนวทางการจัดการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง หวังลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกำจัดขยะ และเพิ่มอัตราการรีไซเคิลของประเทศ สำหรับแพลตฟอร์มการเผยแพร่นวัตกรรมการจัดการขยะอาหาร หรือ Food Waste Platform เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2567 ภายใต้ชื่อเว็บไซต์ www.FoodWasteHub.com เพื่อเป็นศูนย์กลางให้ความรู้และแนว
“ผมใช้เวลา ใช้แรงใจ” กว่าจะได้ พรมแต่งบ้านสุดเท่ ธุรกิจสุดคราฟต์ของหนุ่ม 26 สร้างยอดขายหลักแสน หลายครั้งคนเรามักตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เป้าหมายในอนาคตคืออะไร” เช่นเดียวกับ คุณเชน-ราเชนทร์ จันทรชัย หนุ่มวัย 26 ปี เขาตั้งคำถามนี้ขณะทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน “ผมไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เลยไปลองทำงานประจำเผื่อว่าจะชอบ แต่ทำไปสักพักเหมือนว่าจะไม่ชอบ เลยเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง เป้าหมายของเราคืออะไร คิดอยู่เป็นเดือนจนหาคำตอบเจอ ผมอยากมีรถสวยๆ แพงๆ แต่ถ้าทำงานตรงนี้อยู่คงไปไม่ถึงแน่ ทางเดียวที่จะไปถึงคือต้องมีธุรกิจส่วนตัว” คุณเชนเรียนจบสาขาโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จากนั้นทำงานเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ก่อนตัดสินใจลาออกหลังทำได้เพียง 3 เดือน เพราะมีเป้าหมายที่สำคัญกว่า คือทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งแนวคิดลาออกแบบปุบปับนี้ เขามองว่ามีความเสี่ยงสูง เพราะออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะทำธุรกิจอะไร และมีเงินเก็บติดตัวมา 1 ก้อนประมาณ 30,000 บาท หลังว่างจากงานได้ 2-3 เดือน คุณเชนเริ่มเห็นไอเดียทำพรมจากคลิปของฝรั่ง ทำให้เขาสนใจในสินค้าชนิดนี้ เพราะมันทั้งสวย ทั้งแปลก พอเริ่มศึกษ
เมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอน การวางแผนการเงินอย่างรอบคอบกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรักษาและเพิ่มพูนมูลค่าทรัพย์สินของตนเอง หนึ่งในวิธีการออมที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง คือการลงทุนในทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง เติบโต และสามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทองคำ คือ สินทรัพย์ที่มั่นคงและมีมูลค่าในระยะยาว การออมเงินผ่านการฝากธนาคาร หรือการลงทุนในกองทุนรวม ถือเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงต่ำและสามารถเข้าถึงได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่ได้รับอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับการลงทุนในทองคำ ซึ่งแม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวทองคำมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่อง ในการซื้อทองคำ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญนอกเหนือจากราคาทองคำในแต่ละวัน คือ ค่ากำเหน็จ ซึ่งเป็นค่าบริการในการผลิตทองรูปพรรณ เช่น แหวน กำไล หรือสร้อยคอ โดยปกติค่ากำเหน็จจะเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายพันบาท ขึ้นอยู่กับขนาด ลวดลาย และความประณีตของชิ้นงาน หากซื้อทองคำในรูปแบบการลงทุน เช่น ทองคำแท่ง ค่ากำเหน็จจะน้อยกว่าทองรูปพรรณหรืออาจไม่มีเลย (ทองคำแท่งไม่มีค่ากำเหน็จ แต
สำหรับชาวลาวแล้ว ‘คั่วหมี่’ (ຂົ້ວໝີ່) เป็นก๋วยเตี๋ยวผัดที่เป็นที่นิยมที่สุด มักขายกันตามตลาดและแผงริมถนน เป็นอาหารราคาถูกที่ใครๆ ก็ซื้อกินได้ หน้าตาของคั่วหมี่ คือเส้นเล็กผัดสีเข้ม มีรสหวานนำเค็ม มักผัดเส้นเปล่าๆ กับน้ำซอสโดยไม่ได้ใส่เครื่องอะไร อย่างดีก็มีไข่เจียวหั่นฝอยโรยหน้า และแกล้มกับถั่วงอกดิบ ใบสะระแหน่ ต้นหอม และผักชี อันที่จริงคั่วหมี่ของลาวนั้นก็เหมือนกับคั่วหมี่ของทางอีสานรวมถึงผัดหมี่โคราชที่เน้นความอร่อยของเส้นเป็นหลัก อาจมีไข่เจียวฝอย และสามารถใส่เนื้อหมูลงไปด้วย ส่วนผักที่ใช้นั้นหมี่โคราชนั้นหลากหลายกว่า ได้แก่ ถั่วงอก ต้นหอม ผักกุยช่าย แล้วยังผัดกับผักคะน้าได้ ซอสของผัดหมี่โคราชจะเพิ่มเต้าเจี้ยว น้ำมะขามเปียก และพริกป่นด้วย คั่วหมี่นี้กินเป็นอาหารจานเดียวก็ได้หรือกินแบบวิเศษสุดคือกินกับตำหมากหุ่ง (ส้มตำ) เป็นคู่หูที่เข้ากันได้ลงตัวที่สุด เพราะตำหมากหุ่งอย่างที่ชาวลาวและชาวอีสานนิยมนั้นใส่พริกไม่ยั้งจึงมีรสเผ็ดไฟแลบ เมื่อกินแนมกับคั่วหมี่ที่มีรสหวานนำจึงเป็นการแก้เผ็ดได้อย่างดี และทำให้อิ่มท้อง วิธีทำคั่วหมี่นั้นไม่ยาก ฉันขอแนะนำให้ใช้หมี่ตะคุของปักธงชัยหรือ
ทุกเสียงของลูกค้า คือโอกาสในการเติบโต! เจาะกลยุทธ์ วิธีคิด ‘บ้านหมูหวาน’ จากธุรกิจที่ล้มจนโดนหมายศาล พลิกสู่แบรนด์เนื้อสัตว์แปรรูป รายได้ 7 หลักต่อเดือน “ท่ามกลางธุรกิจเนื้อสัตว์แปรรูปที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง การปรับตัว คือหัวใจของความสำเร็จ บ้านหมูหวาน เติบโตได้ เพราะเราเปิดรับฟังลูกค้า นำทุกเสียงสะท้อนมาพัฒนา และพร้อมเติมสิ่งใหม่อยู่เสมอ นี่คือแนวคิดที่ทำให้เรายืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคง” แนวคิดของ คุณเอก-วงษ์สถิตย์ ดาราผ่อง เจ้าของแบรนด์ ‘บ้านหมูหวาน’ ผู้พลิกธุรกิจที่ล้มจนโดนหมายศาล สู่แบรนด์เนื้อสัตว์แปรรูป สร้างรายได้ทะลุ 7 หลักต่อเดือน จากวิศวกรโรงงาน สู่เจ้าของกิจการ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 หลังจากทำงานประจำมานานกว่า 10 ปี คุณเอก เริ่มรู้สึกอิ่มตัวในอาชีพ เขานำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษาแม่ เจ้าของร้านเจ๊หริง ร้านขายส่งที่มีชื่อเสียงด้านของฝากและหมูแปรรูป จนได้พบจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต “แม่แนะนำให้ลองขายหมูฝอยและหมูสวรรค์ดู จากการรับมาขาย พอเห็นกระแสตอบรับดี เลยตัดสินใจพัฒนาสูตรและผลิตเอง เริ่มต้นจากหมูฝอยและหมูสวรรค์ 2 เมนูยอดนิยมนี่แหละ ถึงจะไม่มีพื้นฐานด้านอาหารหรือการค้าขายมาก่อน แต
ชาวขมุ เป็นชนพื้นเมืองที่นับว่าเก่าแก่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ อยู่อาศัยมากในตอนเหนือของประเทศลาว โดยเฉพาะเมืองหลวงพระบาง คำว่า “ขมุ” อ่านว่า ขะ – มุ ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า “ลาวเทิง” มีความหมายถึงลาวที่อยู่บนที่สูง ในประเทศไทยส่วนมากอยู่ที่จังหวัดน่าน บางจังหวัดในภาคเหนือและภาคกลาง แต่อย่าไปเรียกพวกเขาว่า “ข่า” เชียวนะ เพราะเป็นคำที่มีความหมายว่า ทาส ซึ่งคงไม่มีใครชอบให้เรียกเช่นนี้ เรื่องของขมุ นั้น ถือว่าไกลตัวมาก ยิ่งอาหารขมุ ฉันยิ่งไม่รู้จักเลย ข้อมูลต่างๆ ของชาวขมุก็มีอยู่น้อยนิด จนอยู่มาวันหนึ่ง มิตรผู้พี่ได้สูตรแกงขมุนี้มา ทำเอาฉันต้องเข้าครัวทันที เพราะแค่นึกภาพตามส่วนผสมก็รู้ว่ามันจะต้องอร่อยแน่ๆ ค่ะ “แกงขมุ” อธิบายง่ายๆ ได้ว่า ทำเหมือนต้มยำไก่น้ำใส ใส่ผักกาดดอง โรยด้วยใบโหระพา และพริกแห้งคั่ว ทำให้แกงน้ำใสชามนี้มีความหอมและรสชาติเค็ม เปรี้ยว แปลกไปกว่าเดิมแต่ยังคุ้นลิ้น เมื่อทำเหมือนต้มยำไก่ ดังนั้น จึงต้องมีไก่ จะให้ดีต้องเป็นไก่บ้าน สับทั้งกระดูกนี่แหละอร่อยที่สุด เครื่องต้มยำเตรียมให้พร้อมทั้งหอมแดง ข่า ตะไคร้ บุบใส่ลงไปต้มกับไก่และผักกาดดองแบบเปรี้ยว เมื่
กูรูด้านอาหาร อย่าง อาจารย์ยศพิชา คชาชีวะ เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” มีเรื่องราวน่าสนใจสำหรับ “วงการยำ” มาให้เรียนรู้กัน ดังนี้ … “หนูทำยำไม่เคยอร่อยสักที เดี๋ยวเปรี้ยวไป เดี๋ยวหวานไป อาจารย์มีสูตรไหมคะ ขอหนูหน่อย” คำถามทำนองนี้ผมเจอมาหลายคน หลายครั้ง ทุกครั้งผมเลยให้คาถาสูตรสำเร็จไปท่องให้ขึ้นใจว่า “1-1-ครึ่ง” 1 คือ น้ำปลา 1 ส่วน อีก 1 คือ น้ำมะนาว 1 ส่วน และครึ่ง คือ น้ำตาล ถ้าผสมน้ำยำเริ่มต้นจากสูตรนี้ การปรับเพิ่มเติมอะไรอีกนิดหน่อย ทำให้ลงตัวง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตวงน้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ ก็ตวงน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนน้ำตาลทรายเหลือ 1 ช้อนโต๊ะ หรือยกตัวอย่างเป็นถ้วย น้ำปลา 1 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ถ้วย น้ำตาลครึ่งถ้วย ใช้เป็นชั่งน้ำหนักก็ได้ครับ เช่น น้ำปลา 50 กรัม น้ำมะนาว 50 กรัม น้ำตาลทราย 25 กรัม อาจจะต้องมีการยับยั้งชั่งใจกันเล็กน้อย เช่น ลดน้ำปลาลงนิดหน่อยก่อน เพราะน้ำปลาบางยี่ห้อโคตรเค็ม บางหน้ามะนาวเปรี้ยวมากก็ใส่น้อยลงนิดหนึ่งก่อน แต่ถ้าผสมแล้วเปรี้ยวไปหน่อย เค็มไปนิด ก็เติมส่วนผสมให้พอดีได้ตามใจ น้ำยำ แบบนี้ภาษาการครัวเรียกน้ำยำขาว เป็นยำพื้นฐานของยำไทยๆ เอาไปทำยำหมูยอ
ท่ามกลางความวุ่นวายของการทำงานประจำในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ในปี 2015 Katherine O’Brien ได้จุดประกายไอเดียธุรกิจเล็กๆ จากความต้องการง่ายๆ ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว เธอสังเกตเห็นโอกาสจากผู้คนที่สัญจรไปมา และจินตนาการถึงรถไอศกรีมที่จะดับกระหายคลายร้อน ด้วยงบประมาณที่จำกัด Katherine จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่จินตนาการ แต่ได้มองหาทางเลือกที่เข้าถึงได้มากกว่า และนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Cream Cruiser ธุรกิจขายขนมหวานแช่แข็งทำมือด้วยจักรยาน ที่นำพาเธอไปสู่เส้นทางของผู้ประกอบการอย่างเต็มตัว เรื่องราวของ Katherine ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เธอต้องทำงานประจำควบคู่ไปกับการสร้างธุรกิจด้วยความมุ่งมั่น และเผชิญกับความท้าทายที่ไม่คาดคิด แต่ด้วยการปรับตัวและการมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ในที่สุด เธอก็สามารถสร้างรายได้จาก “อาชีพเสริม” จนเติบโตแซงหน้างานประจำ และยังต่อยอดสู่ Bike Business University หลักสูตรออนไลน์ที่แบ่งปันความรู้และแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบเดียวกัน เรื่องราวของ Katherine O’Brien เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ก
