Featured
ใครจะเชื่อว่า “งานบ้าน” ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นงานพื้นฐานธรรมดา จะกลายเป็นธุรกิจใหม่ที่มีคิวจองยาวข้ามปี และพาให้หญิงสาวคนหนึ่งเติบโตมีรายได้มั่นคง เปลี่ยนชีวิตตัวเองและเปลี่ยนชีวิตลูกค้านับพันราย โอกาสนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับ คุณอิม–อิมยาดา เรือนภู่ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “แมวบิน” ธุรกิจจัดระเบียบบ้านระดับพรีเมียม ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “นักจัดระเบียบบ้านเจ้าแรกของเมืองไทย” ในคอลัมน์ #YoungEntrepreneur “เติบโตมาในครอบครัวผู้รับเหมาก่อสร้าง ทำให้คุ้นชินกับอาคาร บ้าน ห้อง และความเป็นระเบียบตั้งแต่เด็ก และความที่เป็นครอบครัวใหญ่ หลายชีวิต หลานสาวเยอะ และหนึ่งในทรัพยากรสำคัญที่สุดของคนจนในยุคนั้น คือ การสอนงานบ้าน ทุกวันจึงต้องทำงานบ้านเป็นวินัย ฝังเป็นเลือดเนื้อไปแล้ว” คุณอิม เกริ่นบทสนทนา ก่อนเล่าต่อ เมื่อถึงวัยมหาวิทยาลัย เธอเลือกเรียน คณะการโรงแรม ม.รังสิต เพราะหลงใหลสถาปัตยกรรม ความเนี้ยบ ความเรียบร้อยของพื้นที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว หลังเรียนจบ ทำงานในวงการอสังหาริมทรัพย์จนถึงช่วงโควิด ที่ทุกอย่างสั่นคลอน ทั้งงาน การเงิน และอนาคต “ตอนนั้นคิดว่า ต้องมีอาชีพเสริม ทำอะไรก็ได้ที่เป็นต
ในช่วงเวลาเพียง 2 ปี แบรนด์เวชสำอางสัญชาติไทยอย่าง SKINPRO Rx สามารถสร้างยอดขายทะลุ 148 ล้านบาท ได้ด้วยเติบโตจากฐานสูตรเวชสำอางที่ใช้ใน ‘พรเกษม’ มายาวนานกว่า 40 ปี สู่แบรนด์ที่กำลังกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ด้วยจุดยืนที่ชัดเจนว่าเป็น “เวชสำอางที่เข้าใจผิวคนไทยอย่างแท้จริง” เบื้องหลังความสำเร็จนี้ คือการผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของพรเกษม กับกลยุทธ์ธุรกิจที่ทันสมัยโดยทายาทรุ่นสอง คุณหั่ง-สัมมา ศรีปรัชญาอนันต์ จุดเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในคลินิก สู่แบรนด์เวชสำอาง ทายาทรุ่น 2 เล่าว่า จากการรักษาปัญหาผิวหนังมาตลอด 40 ปี ทำให้พรเกษมพัฒนาสกินแคร์ขึ้นมาเพื่อจ่ายให้คนไข้ในคลินิก ซึ่งขายดีชนิดที่ว่าคนไข้รักษาสิวหายแล้ว ก็ยังมาซื้อใช้ต่อ แต่ปัญหาคือ คนอยากซื้อ ต้องมาถึงคลินิกเท่านั้น ในจุดนี้เองทำให้ มองเห็นโอกาสว่า “แล้วทำไมเราไม่เอาของดีที่มีอยู่แล้วในคลินิก มาทำให้ซื้อได้ง่ายขึ้นล่ะ” จึงเป็นที่มาจากโจทย์การนำผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ใช้อยู่ในคลินิก มาทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใช้บริการคลินิกก็หาซื้อได้ โดยหลังจากเรียนจบ MBA
Trip.com Group ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก เปิดข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในงาน Trip.Best Roadshow : Southeast Asia Travel Trends Unpacked โดยข้อมูลชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนักท่องเที่ยวไทย ที่หันมาสนใจท่องเที่ยวไปยังเมืองรองของจีนมากขึ้น พร้อมปรับสไตล์การท่องเที่ยวจากการท่องเที่ยวแบบเข้าชมสถานที่ ไปเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์แทน จากข้อมูลของ Trip.Best ในปี 2568 พบว่า ฉงชิ่ง กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เติบโตเร็วที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวไทย โดยยอดการเข้าชมบน Trip.Best เพิ่มขึ้นถึง 395% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยอดจองพุ่งสูงถึง 828% เมืองบนภูเขาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารรสจัดคล้ายอาหารไทย พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จึงกลายเป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยที่กำลังมองหาประสบการณ์อย่างแท้จริง นอกเหนือจากจุดหมายปลายทางแบบดั้งเดิม การพัฒนาการท่องเที่ยวของไทย นายเอ็ดมันด์ ออง ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้จัดการทั่วไป Trip.com ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า “นักท
The World’s First Premium Authentic Thai Flavour Brand สะท้อนคุณค่าที่ซ่อนอยู่ของประเทศไทยผ่าน ‘กลิ่นรส’ เชียงใหม่ : 6-14 ธันวาคม 2568SILPIN แบรนด์ไทยระดับพรีเมียม ผู้บุกเบิกนวัตกรรม “Flavour” จากพืช ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบการเกษตรของไทยอย่างแท้จริง นำเสนอผลงานสร้างสรรค์ครั้งสำคัญสู่ Chiang Mai Design Week ภายใต้แนวคิด The World’s First Premium Thai Flavours แบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในโลกที่สกัด “กลิ่นรส” (Flavour) ของไทย ให้อยู่ในรูปแบบที่จับต้องได้ พร้อมยกระดับวัตถุดิบไทยให้เปล่งประกายบนเวทีโลก SILPIN เติบโตจากแรงบันดาลใจในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงชี้ให้เห็น “คุณค่าที่ซ่อนอยู่” ในดิน น้ำ พืชพรรณ และผลผลิตของเกษตรกรไทย แบรนด์จึงมุ่งมั่นทำหน้าที่ “เปิดเผยคุณค่าที่คนมองข้าม” ผ่านมิติของ กลิ่นรส ที่ไม่มีประเทศใดสามารถลอกเลียนแบบได้ Thailand’s Hidden Essence, Unveiled. Creative & Innovation Powered by Science and Technology ทุกผลิตภัณฑ์ของ SILPIN เกิดจากการผสานความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์วิทยาศาสตร์การอาหารอย่างลึกซึ้ง ทำให้ Flavour ของไทย สามารถถูกออกแบบ บันทึก และนำเสนอได้อย่า
นักวิชาการธรรมศาสตร์ เห็นด้วยปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม ระบุต้องแยกส่วนระหว่าง “ประสิทธิภาพในการบริหาร-การเพิ่มเงินสมทบ” เพราะ 2 เรื่องพัฒนาไปพร้อมกันได้ แนะรัฐออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ-ลดหย่อนภาษี เพื่อผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง พร้อมพัฒนาสิทธิประโยชน์ได้ดีกว่า “บัตรทอง” ตอบโจทย์ 2 ความกังวลผู้ประกันตน “เจ็บป่วย-เกษียณแล้วไม่มีเงิน” จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยกำหนดให้มีการปรับเพดานค่าจ้างแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป และอัตราเงินสมทบยังคงคิดที่ร้อยละ 5 เช่นเดิม ซึ่งในช่วง 3 ปีแรก ตั้งแต่ปี 2569-2571 เพดานค่าจ้าง 17,500 บาทต่อเดือน ซึ่งเดิมผู้ประกันตน มาตรา 33 เคยส่งเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 750 บาท จะปรับเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน ผศ.ดร.ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการปรับเพดานจ่ายเงินสมทบในระบบประกันสังคมแ
สร้างรายได้เสริมได้ ไม่ต้องจ่ายแฟรนไชส์! จากเริ่มต้นขาย 20 กล่อง สู่ ‘สลัดไฮโซ’ ที่เปิดมานานกว่า 20 ปี พร้อมส่งต่ออาชีพให้คนที่อยากมีรายได้ จากจุดเริ่มต้นน้ำสลัดโฮมเมดที่ทำให้เพื่อนบ้านทดลองชิม สู่ธุรกิจที่เติบโต ‘สลัดไฮโซ’ แบรนด์ที่เป็นทางเลือกของคนรักสุขภาพ อีกทั้งยังสร้างโอกาสสร้างอาชีพให้กับผู้ที่อยากมีอาชีพเสริมสร้างรายได้ โดยไม่ต้องเสียค่าแฟรนไชส์ นี่เป็นเรื่องราวของ คุณหนึ่ง-สิรีสุรีนันท์ จงศิริกุล ผู้บุกเบิกธุรกิจ สลัดไฮโซ โดยเริ่มจากการทำขายวันแรกเพียง 20 กล่อง และได้ส่งต่อให้ทายาทรุ่น 2 คุณแพร-ณัฏฐณิชชญา วงศ์วัชระกุศล จนปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้ 2,000 กล่องต่อวัน และขยายโอกาสให้คนอื่นได้มีอาชีพอย่างแท้จริง วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักถึงจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จของสลัดไฮโซ ที่ยังคงความโฮมเมด และยกระดับแบรนด์ให้มีความเป็นระบบ มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น จุดเริ่มต้นสลัดไฮโซ “ด้วยความที่เรารักในอาชีพนี้ เราก็ทำมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้เวลามีคนมาถามผ่านมา 20 ปีแล้วเหรอกับอาชีพนี้ เหมือนเพิ่งแป๊บเดียวเอง” คุณหนึ่ง เจ้าของร้าน กล่าวด้วยท่าทางยิ้มแย้ม ก่อนจะเล่าต่อถึงจุดเ
กลับมาอีกครั้งกับช่วงสิ้นปี! โดยมีสิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนธรรมเนียมสำคัญในทุกปี โดยไม่ใช่เทศกาลคริสต์มาสหรือการนับถอยหลังเข้าปีใหม่ แต่นั่นคือ “การประกาศสีแห่งปี จาก PANTONE” สถาบันด้านสีที่ทรงอิทธิพลและสร้างมาตรฐานแห่งการใช้สี และเป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางเทรนด์สีของโลกในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่แฟชั่น การออกแบบ ความงาม โดยสีแต่ละปีถือเป็นตัวแทนของอารมณ์และทิศทางของโลกในช่วงเวลานั้นๆ อีกด้วย ล่าสุดทาง PANTONE ได้มีการประกาศสีแห่งปี 2026 โดยให้สี “Cloud Dancer” หรือ PANTONE 11-4201 โทนสีขาวละมุน ที่ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบ ท่ามกลางโลกที่ดูวุ่นวายและเร่งรีบ โดย Leatrice Eiseman ผู้อำนวยการบริหารของ PANTONE กล่าวว่า “ความวุ่นวายที่กำลังรายล้อมเราทุกวันนี้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ยินเสียงภายในจิตใจตัวเองได้ยากขึ้น ทำให้ PANTONE 11-4201 Cloud Dancer คือเฉดสีขาวบริสุทธิ์ที่ให้ความรู้สึกเรียบง่าย สงบ และปลดปล่อยจากสิ่งรบกวนภายนอก” ด้านมุมมองจากนักออกแบบ Uriel Tannen ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Flitch กล่าวว่า “Cloud Dancer เป็นสีขาวที่ใช้งานได้จริง โดยเฉพาะกับบ้านในสหราชอาณาจักรที่แสงธรรมชาติมักจะเปล
เมื่อไม่นานมานี้ จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ชิงรางวัล “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” ปรากฎผลงาน “ทุ่นไล่ปลาหมอคางดำด้วยคลื่นเสียงและคลื่นกระทบ” ของวิทยาลัยการอาชีพอัมพวา จ.สมุทรสงคราม “เข้าตา” กรรมการมากที่สุด สำหรับทีมนักประดิษฐ์ผลงานครั้งนี้ ประกอบด้วย นายธีระเมท หับเผย นักเรียน ปวช.2 ช่างยนต์ นายอาทิวราห์ สลีสองสม นักเรียน ปวช.2 ช่างยนต์ น.ส.พิมลรัตน์ ทับทิม นักเรียน ปวช.2 คอมพ์ มี น.ส.อรรธิกา อยู่เอี่ยม ครูสาขาตัวถังและสีรถยนต์ เป็นครูที่ปรึกษา สำหรับหลักการและเหตุผลของสิ่งประดิษฐ์เจ้าของรางวัล “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” นั้น เริ่มต้นจากที่ว่า ปัจจุบันมีการใช้วิธีการกำจัด “ปลาหมอคางดำ” หลายรูปแบบ เช่น การจับด้วยแห การใช้ไฟฟ้าชอร์ต หรือการใช้สารเคมี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำอื่นๆ ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการพัฒนา “ทุ่นไล่ปลาหมอคางดำด้วยคลื่นเสียงและคลื่นกระทบ” เพื่อเป็นนวัตกรรมเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถขับไล่ปลาหมอคางดำ ออกจากพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งหรือบ่อน้ำ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่น โครงการนี้มีความสำคัญในการช่วยลดปัญหาการรุกรานของปลาหมอคางดำ โดยใช้เทคโนโลยี
หากพูดถึงอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี หลายคนอาจนึกไม่ออกว่าอยู่ตรงไหนของแผนที่ แต่ชายคนหนึ่งกลับมองเห็นอนาคต บนพื้นที่ที่ใครๆ ก็ว่า “ไม่เจริญ” คุณสำรวย แสงตระวัน เจ้าของ “บ่อทองบุรี โฮมสเตย์ แอนด์ รีสอร์ท” คือเกษตรกรบ้านๆ ที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่คิดการใหญ่กว่าที่ใครจะคาดถึง ชีวิตเขาผูกพันกับงานไร่นามาตั้งแต่เด็ก ปลูกอ้อย ปลูกมัน ปลูกยางพารา ทำสวนปาล์มนับร้อยไร่ เพราะเป็น “ลูกชาวสวน” อย่างแท้จริง กระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต คือช่วงที่ได้มีโอกาสไปร่วมงานพระบรมศพรัชกาลที่ 9 และมีโอกาสสนับสนุนอาหาร เช่น มันเทศ ขนุน สับปะรด ให้ประชาชนที่มากราบถวายบังคม และเหตุการณ์ในครั้งนั้น ไม่เพียงทำให้เขา “ให้” มากขึ้น แต่ยังขยายหัวใจให้ “คิดเพื่อส่วนรวม” มากขึ้นด้วย “ผมมีโอกาส เข้าไปชมนิทรรศการของในหลวงรัชกาลที่ 9 ภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปในทุกพื้นที่ที่ไม่เจริญ ทำให้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง แล้วบ้านเกิดของเรา จะทำอะไรให้ดีขึ้นได้บ้าง” คุณสำรวย บอกเสียงเรียบ และคำถามนั้นนำไปสู่คำตอบใหญ่ “เราจะพัฒนาอำเภอบ่อทอง ให้คนทั้งประเทศรู้จัก” เขาจึงวางแผนสร้าง “บ่อทองบุรี” สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ และเป็นเมื
จากร้านซาลาเปาเล็กๆ ที่เริ่มต้นผลิตและขายเองในครอบครัว ต่อยอดกลายเป็นแบรนด์ “แก้มใสเปาจี่” ที่มาพลิกประสบการณ์การกินซาลาเปาแบบเดิมๆ ให้สนุก อร่อย และแตกต่าง ด้วยเอกลักษณ์การจี่ซาลาเปาบนกระทะร้อนๆ กรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นเนยและน้ำมันมะพร้าว โดยการพัฒนาของ คุณดา-จีรนันท์ ทะจันทร์ เจ้าของแบรนด์วัย 51 ปี และลูกสาว แก้มใส–ชุวิชานันท์ ทะจันทร์ ที่คอยเติมไอเดียใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ลูกค้าคนรุ่นใหม่ จนสามารถขายซาลาเปาจี่ได้เดือนละ 150,000 ชิ้น จากร้านเล็กๆ สู่การปั้นแบรนด์ ก่อนมาเป็นแก้มใสเปาจี่ คุณดาผลิตและเปิดหน้าร้านขายซาลาเปามานาน 30 ปี ตั้งแต่ราคาชิ้นละ 5 บาท และได้พัฒนาธุรกิจเล็กๆ นี้ให้เติบโต ทั้งรับผลิต OEM และผลิตซาลาเปา Frozen ส่งร้านขายส่ง แต่ซาลาเปานึ่ง อาจไม่ตอบโจทย์ลูกค้าปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบของทอดและของที่มีความกรอบ ลูกสาวที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นเลยได้ช่วยกันต่อยอดไอเดีย นำซาลาเปาที่มีอยู่มาทดลองจี่บนกระทะเหล็กร้อนๆ และได้เริ่มนำซาลาเปาจี่ไปทดลองตลาดในห้างแห่งหนึ่ง พร้อมกับยืนแนะนำสินค้าหน้าร้านให้ลูกค้าเปิดใจและรู้จักสินค้าตัวนี้มากขึ้น จนมีลูกค้า
