Featured
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเริ่มต้นปีใหม่มักมาพร้อมคำแนะนำทางการเงินในโทนเดียวกัน คือให้ระมัดระวังการใช้จ่าย ลดความฟุ่มเฟือย และเร่งเก็บเงินออมให้มากขึ้น แม้คำแนะนำเหล่านี้จะตั้งอยู่บนความหวังดี แต่สำหรับ Gen Z จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่ม first jobber หรือผู้ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นสร้างรายได้ คำถามแรกที่ต้องเผชิญไม่ใช่ “จะเก็บเงินอย่างไร” หากแต่คือ “จะเอาเงินจากไหนมาเก็บ” บริบททางการเงินที่ Gen Z เติบโตขึ้นมาแตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ขณะที่ความคาดหวังเรื่องความมั่นคงกลับถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้น รายงานปี 2025 จาก Deloitte และ Ernst & Young (EY) ระบุว่า ค่าครองชีพและความมั่นคงทางการเงินเป็นหนึ่งในความกังวลอันดับต้นๆ ของคนรุ่นนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกนิยามว่า Financial Anxiety Generation ซึ่งหมายถึงคนรุ่นที่ยังอยู่ระหว่างสร้างตัว แต่ต้องรับมือกับโจทย์การเงินในระดับเดียวกับผู้ที่พร้อมแล้ว ภายใต้บริบทนี้ การให้คำแนะนำทางการเงินแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ เคทีซีจึงรวบรวม 3 กรอบคิดทางการเงินที่ Gen Z ไม่อาจมองข้าม เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่อาจสร้างภาระระยะยาว
ท่ามกลางกระแสคราฟต์ช็อกโกแลตที่กำลังเติบโตในไทย คนส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจในงานคราฟต์มากขึ้น ว่าเป็นเหมือนงานศิลปะ ต้องใช้เวลา และมีขั้นตอนการทำที่พิถีพิถัน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้พูดคุยกับหนึ่งแบรนด์น้องใหม่ที่น่าจับตามอง ก่อตั้งโดย คุณนนท์-พลิน กระโทกนอก และ คุณเฟรนด์-ปาวีณา บำรุงบุตร เจ้าของ Mira Chocolate แบรนด์ที่เกิดจากการที่เขาทั้งคู่ตัดสินใจกลับมาสานต่อสวนโกโก้ของคุณพ่อ ให้กลายเป็นคราฟต์ช็อกโกแลตที่เข้าถึงง่าย จุดเริ่มต้น ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ ทำให้คุณพ่อของคุณนนท์ตัดสินใจเลือกปลูกโกโก้แซมในไร่ ชื่อว่า ‘โกโก้ฟาร์มลำตะคอง’ หลังจากนั้นคุณพ่อก็เริ่มต่อยอด นำโกโก้ไปลองแปรรูปในหลายๆ รูปแบบ แต่ก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจ และมีโอกาสได้รู้จักคนมากขึ้น ได้เรียนรู้การทำช็อกโกแลต และเริ่มมีคนสนใจมาซื้อเมล็ด จากตอนแรกที่เริ่มปลูกแค่ในแปลง ปัจจุบันมีประมาณ 20,000 ต้น กระทั่งคุณนนท์ที่เรียนจบด้านดนตรี และได้ไปเรียนต่อด้านภาษาที่เมลเบิร์น จนได้ลองทำร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆ เขาจึงเกิดไอเดียอยากลองทำธุรกิจของตัวเองดู “เราเห็นว่าพ่อทำสวนโกโก้ เลยคิดว่
ในโลกที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเวลาไถฟีดในไทม์ไลน์ตอนนี้ คงหนีไม่พ้นคลิปที่ดูเกินจริง เพราะสร้างจาก AI หรือรูปภาพที่มองแล้วดูแปลกตา สิ่งเหล่านี้เริ่มเข้ามาแทรกซึมมากขึ้น จนบางครั้งแทบจะแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนของจริง อันไหน AI แต่การนำ AI มาใช้ก็มีข้อดีอยู่บ้าง เพราะสามารถช่วยลดต้นทุน และประหยัดเวลาไปได้อย่างมหาศาล ส่วนอีกแง่มุมหนึ่งที่ AI ยังไม่เป็นที่ยอมรับนั่นคือ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ที่หลายคนมองว่านี่เป็นการลดทอนคุณค่าของงานศิลป์หรือเปล่า? AI กับงานศิลปะ ล่าสุดกับเรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ เมื่อมียูทูบเบอร์ชื่อดัง อย่าง ‘จันเรด’ เจ้าของช่อง RedremasteRed และ FE0000 ได้ออกมาพูดถึงหลายแบรนด์ที่มีการนำ Generative AI มาใช้ในเชิงพาณิชย์ ในซีรีส์ “ของฝากนักก็อป AI” หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “เกมการ์ดโอฮาน่า” โดยประเด็นในคลิปได้มีการพูดถึงเรื่องของการนำ AI มาใช้ในผลงาน พร้อมกับตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและราคา โดยจันเรดมองว่าหากใช้ AI เพื่อลดต้นทุนและเวลา แต่ทำไมถึงกลับตั้ง
การถูกเลย์ออฟจากงาน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ ทำให้เราได้ค้นพบสกิลที่ไม่เคยรู้ว่ามี และเติบโตไกลกว่าที่คิด เรื่องราวของ คุณแบม-วศินี อินทรีย์ทอง วัย 25 ปี จากผู้ดูแลนิทรรศการศิลปะ ที่วันหนึ่งต้องออกจากงานประจำ ก่อนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เปิดร้าน Babunok Tea Bar (บาบุนก ที บาร์) ร้านลับย่านบางกรวย ที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้วัดชลอ ด้วยการหยิบ “ชาใต้” จากบ้านเกิดของแม่มาเป็นจุดขาย ผสมไอเดียบาร์อิฐบล็อก ที่ลูกค้าชมว่าเท่ ผ่านคอนเทนต์ที่ทำอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นไวรัล สามารถสร้างยอดขายพีกสุด 150 แก้วในหนึ่งวัน ในคอลัมน์ Young Entrepreneur เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับเจ้าของร้านบาบุนก ที บาร์ ถึงแนวคิดการเปิดร้านนี้ เปิดคาเฟ่หน้าบ้าน หลังถูกเลย์ออฟ คุณแบมเคยทำงานเป็น Project Manager หรือผู้ดูแลนิทรรศการศิลปะให้กับแกลลอรี่แห่งหนึ่งที่เปิดมาได้เพียง 1 ปี ก่อนชีวิตจะสะดุดลงอย่างกะทันหัน เมื่อเธอถูกเลย์ออฟในวัยเพียง 24 ปี แม้จะได้รับเงินชดเชยตามกฎหมาย ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ชีวิตในช่วงนั้น แต่ด้วยความไม่อยากทิ้งเวลาให้ยืดยาวและสูญเปล่า เธอจึงเริ่มต้นสมัครงานใหม่ เพื่อหารายได้มาจุน
จะว่าไป คนยุคนี้เมื่อมีอายุเลย 60 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขเกษียณการทำงานอย่างเป็นทางการ หลายๆ ท่านยังมีเรี่ยวมีแรง และมีความรู้-ความสามารถ ไม่แพ้คนหนุ่มสาวสักเท่าไหร่ ผู้อาวุโส จำนวนไม่น้อย จึงพยายามหางานอดิเรก หรือแม้แต่ “อาชีพหลังเกษียณ” ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะไม่อยากปล่อยเวลาให้นับถอยหลัง ผ่านไปอย่างไร้ค่า “ชื่อ จันทร์เพ็ญ ทรงสวยรูป เป็นข้าราชการบำนาญ เกษียณแล้ว เลยหาช่องทางให้ตัวเองว่าในความรู้ความสามารถของเรา สามารถทำอะไรได้บ้าง” เจ้าของเรื่องราวครั้งนี้ ที่ใช้คำเรียกแทนตัวว่า “ป้าจิ๊ก” เริ่มบทสนทนาอย่างนั้น ก่อนย้อนที่มาของ “อาชีพหลังเกษียณ” ซึ่งเลือกทำมาถึงทุกวันนี้ให้ฟัง มีจุดเริ่มต้นจากปัญหาสุขภาพประจำตัว โดยมีคำแนะนำจากแพทย์ทางเลือก ให้ทานผักใบเขียวเป็นประจำจะทำให้การทำงานของตับดีขึ้น ซึ่งผักที่พอนึกออก เห็นมีแต่คะน้า แต่เธอไม่ชอบลักษณะ “เหม็นเขียว” ของมันมาก กระทั่งราว 7 ปีก่อนหน้า มีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับ “เคล-Kale” ผักใบเขียวที่ไม่เหม็นเขียวมากนัก เลยใช้เวลาว่างทำการศึกษา ก่อนแบ่งพื้นที่ข้างบ้านทำแปลงและลงมือปลูก เมื่อได้ผลผลิตแล้ว นำมาปั่นกับผลไม้ ดื่มเป็นประจำตั้งแต่นั้นม
กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงิน ได้ร่วมกันออกกลไกเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ภายใต้โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถมาแก้ไขปัญหาหนี้เสียในการที่จะกลับมาเริ่มต้นทางการเงินใหม่ได้อีกครั้ง โดยลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ (1) เป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดา และ (2) มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 โครงการดังกล่าว เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ตามเงื่อนไขข้างต้นสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ผ่าน (1) เว็บไซต์ของ ธปท. ( www.bot.or.th/cleardebt ) หรือ (2) ช่องทางของบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ( www.sam.or.th ) หรือ (3) ช่องทางของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ โดยในระยะแรก โครงการฯ จะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ก่อน ทั้งนี้ ในการดำเนินโ
ธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ โดยหัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือต้องมีการวางระบบที่ดี มีมาตรฐาน ทำให้คนที่สนใจซื้อแฟรนไชส์ไปลงทุน ไม่ต้องลองผิดลองถูก ในช่วงปีที่ผ่านมาธุรกิจแฟรนไชส์เป็นเหมือนการเน้นขยายเร็ว ตามเทรนด์ แต่กูรูส่วนใหญ่มองว่า ปี 2026 นี้จะไม่ใช่ช่วงเวลาของการตามกระแสอีกต่อไป แต่ต้องมีการคัดกรองกันอย่างจริงจัง “แฟรนไชส์ที่มีแต่เรื่องเล่า จะเหนื่อยขึ้น และแฟรนไชส์ที่มีระบบชัดเจน จะอยู่ได้อย่างมั่นคง” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ อาจารย์อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูด้านแฟรนไชส์อันดับต้นของเมืองไทย เกี่ยวกับทิศทางธุรกิจแฟรนไชส์ในปี 2026 ตั้งแต่ร้านอาหาร-เครื่องดื่ม ธุรกิจเสือนอนกิน ไปจนถึงบริการเฉพาะทาง อนาคตแฟรนไชส์ในปี 2026 เริ่มกันที่ ‘แฟรนไชส์อาหารและเครื่องดื่มของจีน’ โดยเฉพาะแบรนด์ราคาประหยัด อย่าง Mixue หรือแบรนด์กลุ่มเดียวกันจะยังไม่หายไป แต่จะเข้าสู่กระบวนการคัดกรองตามธรรมชาติ สาขาในทำเลเกรด C ที่ต้องพึ่งพาราคาเป็นหลัก จะเริ่มทยอยปิดตัวลง เพราะโมเดลนี้ต้องพึ่งพาทราฟฟิกมากกว่าความภักดีของลูกค้า สุดท้ายจะเหลือเฉพาะสาขาที่อยู่ในทำเลเกรด A และ B
สิ่งที่ได้ไปต่อในปี 2026 นั่นคือ เทรนด์การทำเล็บเจล ที่อยู่คู่กับแฟชั่นมาอย่างยาวนาน ด้วยกระแสที่ไม่เคยแผ่ว นิยมกันในหมู่วัยรุ่น ทั้งหญิงชาย หรือแม้แต่ใครๆ ก็พากับทำ จนเดี๋ยวนี้มีคนหันมาเปิดร้านทำเล็บเจลกันมากขึ้น มีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน และที่เป็นไวรัลกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง ใครต่อใครก็ต้องอึ้ง แม้แต่ชาวต่างชาติที่ลงบีทีเอสอ่อนนุชมาก็ต้องเจอกับร้านทำเล็บที่เยอะที่สุดในย่านสุขุมวิท มีร้านทำเล็บมากกว่า 16 ร้าน เดินเข้าไปทีไม่รู้เลยว่าจะทำร้านไหนกันดี และพิกัดที่เราพูดถึงกันอยู่นี้คือ บริเวณหน้าห้าง Century The Movie Plaza Sukhumvit ตลาดนัดยามเย็นที่ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรวมร้านอาหารรสเด็ด แต่ยังเป็นแหล่งรวมร้านทำเล็บหลากสไตล์ เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่ชาวต่างชาตินิยมมาเพนต์เล็บกันมากที่สุด วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปตะลุยจุดเช็กอินตลาดทำเล็บยอดฮิตทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ งานประณีตราคาหลักร้อย Soft Power ที่มัดใจต่างชาติ ศูนย์การค้าเซ็นจูรี่ เป็นแหล่งรวมร้านค้ามากมายที่มุ่งเน้นไปขายเสื้อผ้าแฟชั่น และอาหาร เป็นหนึ่งในสถานที่ที่น่าสนใจกับการช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็น เสื้
“เมนูทานง่าย แต่ไม่ธรรมดา” สะท้อนความเป็น “หลุยส์วาณิชย์” ร้านอาหารชื่อดังย่านบรรทัดทองได้เป็นอย่างดี แม้จะเปิดมา 2 ปีกว่า แต่หลุยส์วาณิชย์สามารถครองใจลูกค้าได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่แวะเวียนมาชิมเมนูสตรีตฟู้ดหลากหลาย จนเรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จ ถึงปัจจุบันหลุยส์วาณิชย์เติบโตขึ้นอีกขั้น เมื่อผู้บริหารเจนใหม่ พาร้านตึกแถวไปเปิดสาขาในพารากอน พร้อมยกระดับความพรีเมียมทั้งวัตถุดิบ การบริการ และบรรยากาศยุค 90 ที่มากไปด้วยเสน่ห์ ในคอลัมน์ Young Entrepreneur “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ขอพาไปพูดคุยกับ แจม-ภัณฑิรา ลีฬกาญจนากุล หนึ่งในผู้บริหารวัย 29 ปี ถึงจุดเริ่มต้น และกลยุทธ์ปั้นหลุยส์วาณิชย์เติบโต จุดเริ่มต้นหลุยส์วาณิชย์ แจม เริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง ถึงการปั้นหลุยส์วาณิชย์ เธอและหุ้นส่วนอีก 2 คน เข้าไปเปิดร้านในบรรทัดทองก่อนจะมีกระแสนิยม เพราะอาศัยอยู่ที่นั่น ทำให้เห็นว่าจะเป็นทำเลทองในอนาคต และพอได้เข้าไปเปิดจริงๆ ก็กลายเป็นร้านที่ติดตลาดและเป็นที่จดจำของลูกค้า ซึ่งหลุยส์วาณิชย์ ไม่ใช่ธุรกิจแรกของแจม ก่อนหน้านี้ เธอเปิดร้านอาหารเกาหลีออนไลน์ และขยายสู่หน้าร้านที่สยาม จากนั
ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความผันผวน ค่าครองชีพสูง การแข่งขันในการทำงานรุนแรงขึ้น และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว “สุขภาพ” กลายเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญ ที่กำหนดคุณภาพชีวิตของประชาชนและประสิทธิภาพเศรษฐกิจของประเทศ จากข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในปี 2568 โรงพยาบาลวิมุต ระบุว่า 5 โรคหรือกลุ่มโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ 1. โรคความดันโลหิตสูง 2. โรคเบาหวาน 3. ภาวะไขมันในเลือดสูง 4. โรคหวัดและโรคทางเดินหายใจ และ 5. กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม โดย 3 อันดับแรกเป็นกลุ่มโรค NCDs ซึ่งสะท้อนปัญหาสุขภาพจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต นายแพทย์สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า “ปัจจัยที่ทำให้โรคทั้ง 5 กลุ่มนี้กลายเป็นโรคยอดฮิตในปี 2568 มาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทย คนเมืองต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ทำงานหลายบทบาท มีเวลาพักผ่อนและดูแลตัวเองน้อยลง ขณะเดียวกันพฤติกรรมการกินยังคงพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มหวานเป็นหลัก ซึ่งเป็นตัวเร่งสำคัญของโรค NCDs ส่วนปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ฝนตกสลับร้อน และปัญหาฝุ่น
