#MadeinThailand เรื่องราวสินค้าแบรนด์ไทยที่น่าจับตารายนี้ เป็นเรื่องราวจากอาชีพผู้รับเหมาตกแต่งภายในสู่ธุรกิจเกษตรอนาคตไกล ซึ่งฟังดูอาจเป็นเส้นทางที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด
แต่สำหรับ คุณณิชชา สารพุทธิเดชา นี่คือจังหวะที่โชคชะตาและโอกาสเดินเข้ามาพบกันพอดี จุดที่ทำให้เธอก้าวเข้าสู่วงการ “ดอกไม้กินได้” และล่าสุด กลายเป็นแบรนด์เบอร์ต้นๆ ของตลาด โดยใช้เวลาไม่นานนัก
คุณณิชชา เล่าให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ฟังว่า ย้อนไปราว 2 ปีก่อน มีโอกาสไปดูงาน Pitching อาชีพ ที่มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี เป็นงานที่รวมเอาความคิดสร้างสรรค์และอาชีพรูปแบบใหม่จากคนรุ่นใหม่หลายกลุ่มเข้าด้วยกัน และที่นั่นเอง เธอเจอ “น้องๆ 2 คน” ที่ตั้งใจจะปลูกดอกไม้ขายโดยมีนวัตกรรมยืดอายุการจัดเก็บเข้ามาเพิ่มมูลค่า เป็นไอเดียที่ทั้งสดใหม่และน่าจะไปได้ไกล เธอจึงตัดสินใจชวนมาทำบริษัทด้วยกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ แบรนด์ At Flower-Edible Flower Farm
อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าช่วงเวลานั้นแทบไม่รู้จักธุรกิจนี้เลย รู้เพียงว่า “ดอกไม้กินได้” เริ่มเป็นที่นิยมในโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ระดับพรีเมียม แต่หากนำมาผสานกับนวัตกรรมยืดอายุการใช้งาน น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้อีกหลายเท่า
ปีแรกของการเริ่มต้นคือ “ปีแห่งการทดลอง” ทีมงานอาจจะยังไม่เชี่ยวชาญพอ เมล็ดพันธุ์ปลูกแล้วบางครั้งตาย บางครั้งรอด แต่เธอมองว่านั่นคือบทเรียนที่ต้องผ่าน เธอจึงลงทุนปลูกเองก่อน หาความเข้าใจที่ถูกต้องในทุกกระบวนการ เพื่อรู้ว่าต้นไหนต้องดูแลแบบใด ต้องปลูกเมื่อไหร่ ต้องใช้ปุ๋ยแค่ไหน
สถานที่เพาะปลูกแห่งแรกของทีมนั้น ตั้งอยู่ในสวนคลอง 9 บนที่ดินของ “คุณลุงผจญ” ซึ่งเป็นอาสาสมัครของทางมหาวิทยาลัย ที่อยากช่วยชาวบ้านมีอาชีพ ซึ่งต่างฝ่ายมีวิสัยทัศน์ตรงกัน คือเห็นความสำคัญของการสร้างอาชีพให้ชุมชน
จากคนทำงานเพียง 4–5 คนในช่วงแรก โครงการขยายใหญ่ขึ้นเมื่อมีวิสาหกิจชุมชนเข้ามาเสริมทัพ เพราะเมื่อทดลองปลูกแล้วไม่มีกำไร คุณณิชชา มองว่า ชาวบ้านควรได้รายได้ที่มั่นคงมากขึ้น จึงพัฒนาไปสู่รูปแบบ Contract Farming ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีและปราจีนบุรี ปัจจุบันมีชาวบ้านกว่า 30 ครัวเรือน เข้าร่วมโครงการ
สำหรับรูปแบบการทำธุรกิจของ At Flower-Edible Flower Farm นั้น แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ มีสวนของบริษัทปลูกเอง และรับซื้อผลผลิตจากวิสาหกิจชุมชน ที่ต้องผ่านการอบรมมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่า ดอกไม้ที่ผลิตออกมามีคุณภาพเท่าเทียมและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
คุณณิชชา บอกต่อว่า ปัจจุบันแบรนด์ของเธอมีสินค้าเป็น “ดอกไม้กินได้” มากกว่า 40 ชนิด หมุนเวียนปลูกตามความต้องการของตลาด ที่ผ่านมา ทีมงานใช้ความตั้งใจอย่างมากในการทำตลาดและลงพื้นที่ออกหาลูกค้า กลุ่ม โรงแรม คาเฟ่ ร้านอาหาร จนเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไรในแต่ละฤดูกาล ซึ่งล่าสุดได้ส่งสินค้าให้กับการบินไทยแล้ว
ถามถึงความยากในการมัดใจลูกค้า คุณณิชชา ตอบว่า “ไม่ยากเกินไป” เพราะไม่ใช่สินค้าใหม่ มีคนทำธุรกิจแบบนี้มาก่อนแล้ว 6–7 ปี แต่สิ่งที่ทำให้สินค้าแบรนด์ของเธอโดดเด่นคือ ความร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชน ทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกได้ช่วยเหลือชาวบ้านอีกทางหนึ่ง
และอีกหนึ่งจุดแข็งคือ มาตรฐานการผลิต ที่ต้องมีการส่งตัวอย่างเข้าแล็บตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ดอกไม้ที่ส่งไปมีอัตราใช้งานได้สูงถึง 80–90% แม้ราคาจะสูงกว่าคู่แข่ง แต่โรงแรมกว่า 20–30 แห่งทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงแบรนด์ระดับท็อปอย่างเซ็นทารา ก็เลือกใช้ดอกไม้กินได้แบรนด์ของเธอ
เมื่อถามถึงรายได้ คุณณิชชาบอก ในมุมของชาวบ้าน รายได้จากดอกไม้กินได้ถือว่าดีมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ถัดจากรั้วบ้าน หากมีดอกไม้ชนิดหนึ่ง ก็สามารถขายได้ดอกละ 0.20-1.50 บาท หรือดอกอัญชันที่มีอายุการใช้งานนาน ก็สร้างรายได้ประจำได้แบบยาวๆ เป็นอาชีพเสริมที่ทำเงินได้จริง
ส่วนทางธุรกิจเอง แม้ปีแรกจะยังไม่ขายเลย แต่เมื่อเริ่มจับตลาดถูกทาง ยอดขายพุ่งแบบก้าวกระโดด จากเดือนละ 1,200 บาท กลายมาเป็น 800,000–900,000 บาทต่อเดือน ภายในเวลาไม่นาน ทั้งเพราะดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นและการทำตลาดอย่างจริงจังของทีมขาย
และเพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ปลูกที่เข้มแข็งขึ้น ทางแบรนด์จึงเปิดอบรมการปลูกดอกไม้กินได้อย่างเป็นระบบ เริ่มต้นไม่ยาก และไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ใหญ่ แค่พื้นที่เล็กๆ ก็เริ่มได้ แต่ต้องมีความตั้งใจและเข้าใจเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า
สำหรับผู้ที่อยากทำเป็น “อาชีพเสริม” คุณณิชชา ยืนยันว่า เป็นไปได้แน่นอน แต่ต้องมีวินัยในการดูแลต้นไม้ หากมีจำนวนมากพอ ก็จะเริ่มเห็นรายได้จริงจัง แต่หากปลูกเล่นๆ ไว้ตกแต่งบ้าน อาจทำเงินเล็กน้อยพอค่าขนม ซึ่งขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน
ถามส่งท้ายเกี่ยวกับเป้าหมายทางธุรกิจ คุณณิชชา เผยว่า แผนธุรกิจระยะยาว คือ การขยาย Contract Farming ทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้กระจายรายได้ไปทุกภูมิภาค โดยตั้งเป้ารายได้ 2 ล้านบาทต่อเดือน ในอนาคตแม้มีอุปสรรค เช่น สินค้าขาดตลาด หรือผลผลิตไม่ตรงสเปกลูกค้า แต่เชื่อว่าด้วยระบบการผลิตและแรงสนับสนุนจากชุมชน ธุรกิจนี้ยังเติบโตได้อีก และยังมีพื้นที่ให้ดอกไม้กินได้เบ่งบานได้อย่างสวยงามในตลาดของไทย
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568
