How to
มันต้องมีบางวันนะครับ ที่เราอยากกินกับข้าวอะไรที่มันไปทิ่มแทง ทะลุทะลวงปากลิ้น หลอดอาหาร กระเพาะลำไส้ ชนิดที่ว่าสาสมแก่ใจ ตอบสนองอารมณ์ความอยากที่ท่วมท้นนั้นได้เต็มที่เมื่อนั้น อย่างน้อยถ้าไม่นึกถึงกับข้าวเสฉวนของจีน หรือกับข้าวปาดังของอินโดนีเซีย ก็ต้องเป็นกับข้าวไทยเรานี่เองแหละครับ กับข้าวไทยมีที่เผ็ดโดยใช้พริก (chillies) อยู่มาก ทั้งแกง ทั้งผัด ต้มยำรสจี๊ดๆ ไหนจะน้ำพริกนานาชนิดอีก แต่ใครที่กินเผ็ดเก่งๆ ก็ต้องนึกออก ว่ารสเผ็ดและอาการทางร่างกายที่ความเผ็ดกระทำของมนุษย์นั้นล้วนผิดแผกแตกต่างกันไป บางคนกินแกงป่าเผ็ดๆ ของเมืองกาญจนบุรีแล้วก็เผ็ดจี๊ดอยู่ครู่เดียวก็หาย กลายเป็นความโล่งสบายตัว แต่เมื่อมากินแกงป่าเผ็ดร้อนของภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ตราด ที่เข้าหัวสมุนไพรสดหนักๆ แล้วก็พบว่าความเผ็ดนั้นติดปากติดคออยู่นาน ไม่หายไปง่ายๆ แถมรีดเหงื่อรีดน้ำลายไปมากกว่าแกงแบบอื่นๆ ในขณะที่หลายคน เมื่อกินแกงแบบฮินดูหรือมุสลิมที่เข้าเครื่องเทศแห้งรสฉุนร้อนแล้วก็รู้สึกมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าทวีคูณ เนื่องจากเครื่องเทศหลายตัว อย่างเช่น ดีปลี พริกไทย โดยเฉพาะกานพลูนั้นมีความร้อนแรงที่เสริมความเผ็ดของพริกให้มา
นักการตลาดหนุ่มหัวคิดดี ปรับสูตรขนมครกสิงคโปร์ เพิ่มสีสัน จนขายดิบขายดี แม้เปิดได้ไม่ถึงปี แต่ ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์ ก็เป็นที่โด่งดังในหมู่นักชิมไปแล้วโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างแบรนด์ของนักการตลาดเฉพาะทางมากความสามารถ ที่ปรับโฉมขนมไทยธรรมดาๆ ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นโดนใจทั้งไทยและต่างชาตินั่นเอง คุณใบพัด-อธิษฐ์พัชร นิพิษฐาภัทร วัย 36 ปี นักการตลาดเฉพาะทางและเจ้าของร้าน “ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์” เล่าจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ให้ฟังว่า ตนชอบทานขนมหวาน และมีมรดกเป็นสูตรขนมครกสิงคโปร์จากญาติผู้ใหญ่ติดตัว บวกกับช่วงนั้นกระแสละครบุพเพสันนิวาสกำลังมาทำให้อินกับการทานขนม จนนำมาสู่การสร้างแบรนด์ “ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์” เมื่อต้นปี 2561 โดยนำสูตรมาปรับใหม่ให้โมเดิร์นตามแนวคิดคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดครีเอตมากกว่าคนยุคก่อน “เลือกทำเลทองใกล้บ้านเปิดเป็นร้านคีออส ย่านประชาราษฎร์บำเพ็ญ 23 ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านดัง และมากด้วยลูกค้าขาจรหน้าใหม่ทุกวัน” ถามถึงชื่อร้าน คุณใบพัด บอกว่า มีที่มาจากประวัติศาสตร์ยาวนาน ในสมัยก่อนท่าช้างอยู่แถวพระบรมมหาราชวัง คนในวังเมื่อว่างจากการรับใช้เจ้านาย จะนำ
“ผ้าขิด” นับเป็นผ้าทอพื้นเมืองของคนภาคอีสานที่มีสีสันสดใส ถูกนำมาใช้งานหลากหลาย อาทิ ทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน ของฝาก ของที่ระลึก รวมถึงใช้หนุนนอน หรือเป็นเบาะรองนั่ง ปัจจุบันแหล่งผลิต “หมอนขิด” ที่ใหญ่มากๆ อยู่ที่ชุมชนบ้านศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมทำหมอนขิดเพื่อสร้างอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี นางแย้ม จันใด หรือที่คนในชุมชนต่างเรียกขานว่าแม่แย้ม คือ เจ้าของผลิตภัณฑ์ “แม่แย้มหมอนขิด”หมอนขิดที่มีรูปแบบหลากหลาย วัสดุหลักคือนุ่นและฟางข้าว หนุนแล้วไม่ร้อนไม่ยุบตัว ไม่มีเชื้อรา การันตีสินค้าโอท็อป 4 ดาวระดับจังหวัด ปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้ามากกว่า 2 ล้านคน สร้างรายได้แต่ละเดือน5แสนบาท แม่แย้ม เล่าว่า เกิดและเติบโตขึ้นมาที่บ้านศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร เมื่อก่อนเป็นเกษตรกรปลูกข้าว พอว่างจากฤดูทำนาก็ไปรับจ้างเย็บหมอนขิด ทำทุกขั้นตอน ได้ค่าจ้างวันละ 200 บาท ใช้เพื่อเลี้ยงครอบครัว และเก็บเป็นทุนการศึกษาของลูกอีก 2 คน หลังจากแม่แย้มเป็นลูกจ้างเย็บหมอนขิดได้ 5 ปี เธอบอกว่า เห็นโอกาสทำตลาดเอง เพราะจากการสังเกตมีลูกค้ามารับไปจำหน่ายต
คุณณรงค์ หงษ์วิชุลดา อยู่บ้านเลขที่ 122หมู่8 ต.กาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ประกอบอาชีพเป็นช่างทำประตูม้วน และมีอาชีพเสริมคือการรับจ้างเก็บมะพร้าว คุณณรงค์ เล่าว่า ที่บ้านอยู่ติดกับชายแดนเขมร-ช่องจอม เวลาต้องไปเก็บมะพร้าวจะเจอกับปัญหาแรงงานที่หายาก จำเป็นต้องใช้แรงงานเขมร จ้างเก็บในราคาลูกละ 1.50-2 บาท แต่ช่วงหลังๆ มาแรงงานกลับบ้านเริ่มหาคนงานยาก ด้วยความที่ตัวเองเป็นช่างอยู่แล้วจึงคิดดัดแปลงหาวิธีพัฒนามาเป็น จักรยานปีนมะพร้าว ใช้งานสะดวก ใครก็สามารถปีนได้ “จักรยานปีนมะพร้าว” ตั้งมาจากที่ชาวบ้านชอบเรียก เมื่อเอาไปขึ้นที่ไหนชาวบ้านเขาก็จะเรียกว่าจักรยานปีนมะพร้าวเพราะระบบการทำงานคล้ายกัน ปั่นขึ้นไปเรื่อยๆ ในตอนแรกกะว่าจะทำแค่ใช้เอง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกน้องยืมเอาเครื่องนี้ไปใช้แล้วมีคนถ่ายคลิปมาลงเราไปเห็นในเฟซบุ๊กจำได้ว่าเป็นของเรา มีคนเข้าไปดูกดถูกใจกันเยอะแยะ ผมจึงลองโพสขาย ในราคา 1800 บาท ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ วัสดุอุปกรณ์ ทำจากเหล็กหนาอย่างดี ใช้งานได้นานถ้าเก่าให้ทาสีใหม่ อุปกรณ์เราแน่นหนา เพราะการขึ้นที่สูงจะทำเล่นๆ กันไม่ได้ ตกมาแขนขาหักไม่คุ้ม และก่อนที่จะทำขายมีการทดลองใช
วันนี้อิ่มอร่อยพาไปบ้าน ท่าห้วย ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล ไปกินของดีราคาถูก แม้สินค้าบางอย่างราคาแพงหูฉี่ แต่ของดี ของถูกยังมีอยู่จริง อย่างก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกชามละ 10 บาท ข้าวมันไก่ 10 บาท ราดหน้า 10 บาท งานนี้เล่นเอาลูกค้าเด็กเล็ก เด็กโตพากันมาอุดหนุนกันไม่ขาดสาย ชนิดที่พบว่าหลายคนเป็นลูกค้าติดต่อกันมาตั้งแต่เรียนประถมจนเรียนมัธยมก็ยังแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนร้านนี้ จนหลายคนเรียกกันติดปากว่า ร้านก๋วยเตี๋ยว 10 บาทท่าห้วย เพราะก๋วยเตี๋ยวเป็นเมนูขึ้นชื่อสุดของร้าน และตั้งอยู่บ้านท่าห้วย หมู่ที่ 2 ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล เจ้าของร้านคือ คุณดารุณี และคุณอุสมาน หลงเจ๊ะ อายุ 36 และ 38 ปี สองสามีภรรยาที่ตัดสินใจเลิกทำอาชีพสวนยางพารามาเปิดร้านขายของชำ แต่ด้วยภรรยา มีฝีมือในการทำก๋วยเตี๋ยวขายเมื่อเป็นสาวๆ จึงมาเปิดขายคู่ร้านของชำ แต่ขายไปขายมา ต้องตัดสินใจยกเลิกกิจการขายของชำ เนื่องจากบริการลูกค้าไม่ทัน เลยยกกิจการขายของชำให้พี่สาวขายแทน ส่วนตัวเองก็ตั้งหน้าตั้งตาลุยขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาทเป็นต้นมาถึงวันนี้ก็ร่วม 4 ปีแล้ว เหตุผลที่ขายก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกชามละ 10 บาทเพราะต้องการให้นักเรียน นักศึกษาที่มีเงิ
คุณวรรณา วรรณชาติ วัย 64 ปี เจ้าของร้านขนมเบื้องโบราณรัตนะ มีหน้าร้าน อยู่ที่ หน้าสำนักงานเขตหลักสี่ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ คุณวรรณา เล่าให้ฟังว่า ช่วยแม่ขายขนมเบื้องมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ซึ่งก่อนหน้านั้น แม่ก็ช่วยยายมาก่อน รุ่นต่อรุ่น จึงนับว่าเป็นขนมสูตรโบราณอย่างแท้จริง ขนมเบื้องโบราณนี้ ไม่ใส่ครีมขาวๆ แบบที่เห็นทั่วไป แต่น้ำตาลทาหน้าขนมเบื้อง ทำจากน้ำตาลโตนด และไข่แดง ถ้าเป็นครีมขาวๆ จะใส่น้ำตาลทราย และไข่ขาว ที่คุณวรรณ ว่า “ขนมเบื้องไส้ครีม เขาจะทำกลับด้าน กับของเรา” นอกจากนี้ตัวแป้งยังทำจากถั่วทอง ไม่ใช่ถั่วเขียวผ่าซีก และโม่เอง ทำให้ตัวแป้งกรอบ และกรอบนาน เก็บในตู้เย็นได้นาน 1 สัปดาห์โดยที่ยังกรอบอยู่ ส่วนไส้ มีหลักๆ อยู่ 3 ไส้คือ ไส้หวาน ไส้เค็ม และไส้ธัญพืช ที่เพิ่งมาประยุกต์เพิ่มในตอนหลัง เพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ไส้หวานมีฝอยทองเป็นส่วนผสมหลัก ส่วนไส้เค็มมีกุ้งผัด มะพร้าว พริกไทยดำ และผักชี ขายชิ้นละ 12 บาท คุณวรรณา เผยว่า วันหนึ่งขายได้พันกว่าชิ้น ส่วนถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ก็เพิ่มป็นสองเท่า คุณวรรณา ทำขนมเบื้องมากว่า 50 ปีสิ่งที่ทำให้อยู่ได้คือความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ใช้วัตถุด
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะมีร้านข้าวเหนียวมูนเปิดขายมานานเกือบ 80 ปี แต่ข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุช ที่หัวหินสามารถทำได้ และยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจไม่หยุด ลูกค้าต่างชาติรู้จัก ลูกค้าไทยที่ผ่านไปต้องแวะซื้อ ว่ากันว่าความอร่อยของขนมไทยร้านนี้ เคล็ดลับอยู่ที่การนึ่งข้าวเหนียว การันตีได้จากห้องเครื่องเสวยในวัง ยังมาอุดหนุน คุณอัจนิริยา ศิลปสุนทร ทายาทรุ่นหลาน เท้าความว่า “ตั้งแต่จำความได้ เห็นคุณย่า (นงนุช ศิลปสุนทร) ทำข้าวเหนียวมูนขายมาตลอด รวมระยะเวลาจนถึงบัดนี้เกือบ 80 ปีแล้ว เป็นสูตรโบราณ ถึงเครื่องถึงรส โดยมีหน้าสังขยา ปลาแก้ง หน้ากุ้ง และหน้ากระฉีก แต่ในฤดูร้อนจะมีมะม่วงเสิร์ฟคู่ข้าวเหนียว ส่งผลให้ลูกค้าทยอยเดินทางมาอุดหนุน จนกระทั่งเกิดการบอกต่อ กลายเป็นสินค้าดังในอำเภอหัวหิน “ฤดูร้อนคือเวลานาทีทอง ลูกค้าสั่งซื้อข้าวเหนียวมูนมากถึงคนละ 20 – 30 กิโลกรัม ซึ่งถ้านับจำนวนยอดขายข้าวเหนียวมูน ตกวันละ 30 กะละมัง (1 กะละมัง ประมาณ 30 กิโลกรัม) ส่วนราคาขายเริ่มต้นในยุคคุณย่ากิโลกรัมละไม่กี่สิบบาท” ปัจจุบันคุณอัจนิริยา คือ ทายาทธุรกิจรับไม้ต่อกิจการจากคุณย่า เธอยกระดับมาตรฐานขนมไทยและพัฒนาเมนูข้
อาชีพพนักงานบัญชีในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง มีเงินเดือนที่เพียงพอสำหรับครอบครัวและเหลือเก็บเพื่ออนาคต เป็นความฝันที่กลายเป็นความจริง สำหรับ คุณทรงวุฒิ นิ่มนวล และการได้ทำงานบัญชีกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ทำให้เขามีโอกาสได้ดูแลรายรับ-รายจ่าย ของเกษตรกรในโครงการคอนแทรกต์ฟาร์ม หรือโครงการฝากเลี้ยงสุกรขุนกับ ซีพีเอฟ จึงทราบว่าโครงการนี้เป็นการสร้างอาชีพที่มั่นคงและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรทั่วประเทศได้ เมื่อมีการขยายโครงการไปยังพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี คุณทรงวุฒิจึงยื่นขอเข้าร่วมโครงการเพื่อหวังให้อาชีพนี้เป็นอีกหนึ่งรายได้เสริมจากงานประจำที่ตนเองทำอยู่ หลังจากบริษัทพิจารณาให้สามารถเข้าร่วมโครงการฝากเลี้ยงหมูขุนแล้ว ในปี 2556 คุณทรงวุฒิ จึงสร้าง “สุวิทย์ฟาร์ม” ที่ ต.แก่งโดม อ.สว่างวีรวงษ์ จ.อุบลราชธานี เลี้ยงหมูขุน จำนวน 3,600 ตัว ในโรงเรือน 6 หลัง ที่เป็นระบบการเลี้ยงแบบฟาร์มปิด เลี้ยงในโรงเรือนอีแวป พร้อมสร้างระบบบำบัดน้ำด้วยไบโอแก๊สที่สามารถปั่นกระแสไฟฟ้าใช้เองภายในฟาร์ม โดยตอนแรกเขาจ้างให้คนงานดูแลฟาร์ม เนื่องจากตนเองยังคงทำงานประจำ แล
อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมปลูกผักหวาน เนื่องจากดินดีเป็นสีดำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเลย ผักหวานก็งอกงาม สร้างรายได้ให้กับคนในละแวกนี้เป็นอย่างดี ล่าสุดถูกชายหนุ่มไอเดียดีเพิ่มมูลค่านำผักหวานมาทำ “ขนมเปี๊ยะผักหวาน” รสชาติแปลกใหม่ ขายดีลูกค้าชอบ ผักหวาน มีลักษณะเป็นไม้ทรงพุ่มขนาดกลาง ความสูงตั้งแต่ 1-3 เมตร ขึ้นไป เปลือกต้นมีลักษณะขรุขระ กิ่งที่ยังอ่อนจะมีลักษณะเป็นสีเขียวผิวเรียบ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ผิวใบเกลี้ยงเรียบทั้งสองด้าน โดยนิยมนำใบอ่อนมาประกอบอาหารหลากหลายเมนู ซึ่งการขยายพันธุ์ของไม้ชนิดนี้นั้น นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง จากความนิยมของตลาดที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง ทำให้ตลาดยังมีความต้องการไม้ชนิดนี้อย่างมาก เพราะบางฤดูกาลผลผลิตมีน้อย จึงส่งผลให้ราคาแพงตามไปด้วย เป็นโอกาสสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เป็นอย่างดี คุณนิมิตร อุ่นหลำ อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 4 ตำบลสร่างโศก อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ได้ปลูกผักหวานเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้มาหลายสิบปี โดยชาวบ้านในพื้นที่นี้ปลูกผักหวานเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นสินค้าประจำอำเภอเลยก็ว่าได้ โดยในทุกปีจะมีเทศ
ภูมิปัญญาชาวบ้านใช้เศษไม้ไผ่เหลือใช้ ประดิษฐ์เป็นถ้วยใส่กาแฟร้อนเย็น รวมทั้งทำเป็นแก้วน้ำดื่ม ลดการใช้แก้วพลาสติก พร้อมช่วยลดขยะตกค้างย่อยสลายยาก จนกลายเป็นปัญหาในการกำจัดอยู่ในขณะนี้ ตำบลบุ่งหวาย อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นแหล่งผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ โดยชาวบ้านในตำบลนี้คุ้นเคยกับการนำไม้ไผ่มาผลิตเฟอร์นิเจอร์ ทั้งโต๊ะกินข้าว เก้าอี้ไม้ไผ่ แคร่ไม้ไผ่ใช้นอน จนเป็นที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของผู้ต้องการได้เฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียงมาสั่งซื้อไปใช้มานานหลายสิบปี ทำให้แต่ละปี มีเศษไม้ไผ่ที่ถูกนำไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์จำหน่ายถูกทิ้ง และนำไปทำเป็นถ่านจากไม้ไผ่ แต่เนื่องจากเนื้อไม้ของไม้ไผ่มีความเปราะบาง เนื้อไม่แน่นเท่ากับไม้ชนิดที่นำไปทำเป็นถ่าน ถ่านไม้ไผ่จึงไม่เป็นที่นิยมของตลาดเท่าไรนัก กระทั่ง คุณไพร ดาวประสงค์ อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านวังยางนอก ตำบลบุ่งหวาย คิดนำเอาเศษไม้ไผ่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถูกผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ทิ้งมาสร้างมูลค่า โดยประดิษฐ์เป็นถ้วยกาแฟร้อน-เย็น รวมทั้งแก้วน้ำใช้ดื่ม แทนการใช้แก้วพลาสติก หรือแก้วกระเบื้องที่มีราคาแ
