How to
วันนี้อิ่มอร่อยพาไปบ้าน ท่าห้วย ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล ไปกินของดีราคาถูก แม้สินค้าบางอย่างราคาแพงหูฉี่ แต่ของดี ของถูกยังมีอยู่จริง อย่างก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกชามละ 10 บาท ข้าวมันไก่ 10 บาท ราดหน้า 10 บาท งานนี้เล่นเอาลูกค้าเด็กเล็ก เด็กโตพากันมาอุดหนุนกันไม่ขาดสาย ชนิดที่พบว่าหลายคนเป็นลูกค้าติดต่อกันมาตั้งแต่เรียนประถมจนเรียนมัธยมก็ยังแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนร้านนี้ จนหลายคนเรียกกันติดปากว่า ร้านก๋วยเตี๋ยว 10 บาทท่าห้วย เพราะก๋วยเตี๋ยวเป็นเมนูขึ้นชื่อสุดของร้าน และตั้งอยู่บ้านท่าห้วย หมู่ที่ 2 ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล เจ้าของร้านคือ คุณดารุณี และคุณอุสมาน หลงเจ๊ะ อายุ 36 และ 38 ปี สองสามีภรรยาที่ตัดสินใจเลิกทำอาชีพสวนยางพารามาเปิดร้านขายของชำ แต่ด้วยภรรยา มีฝีมือในการทำก๋วยเตี๋ยวขายเมื่อเป็นสาวๆ จึงมาเปิดขายคู่ร้านของชำ แต่ขายไปขายมา ต้องตัดสินใจยกเลิกกิจการขายของชำ เนื่องจากบริการลูกค้าไม่ทัน เลยยกกิจการขายของชำให้พี่สาวขายแทน ส่วนตัวเองก็ตั้งหน้าตั้งตาลุยขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาทเป็นต้นมาถึงวันนี้ก็ร่วม 4 ปีแล้ว เหตุผลที่ขายก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกชามละ 10 บาทเพราะต้องการให้นักเรียน นักศึกษาที่มีเงิ
คุณวรรณา วรรณชาติ วัย 64 ปี เจ้าของร้านขนมเบื้องโบราณรัตนะ มีหน้าร้าน อยู่ที่ หน้าสำนักงานเขตหลักสี่ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ คุณวรรณา เล่าให้ฟังว่า ช่วยแม่ขายขนมเบื้องมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ซึ่งก่อนหน้านั้น แม่ก็ช่วยยายมาก่อน รุ่นต่อรุ่น จึงนับว่าเป็นขนมสูตรโบราณอย่างแท้จริง ขนมเบื้องโบราณนี้ ไม่ใส่ครีมขาวๆ แบบที่เห็นทั่วไป แต่น้ำตาลทาหน้าขนมเบื้อง ทำจากน้ำตาลโตนด และไข่แดง ถ้าเป็นครีมขาวๆ จะใส่น้ำตาลทราย และไข่ขาว ที่คุณวรรณ ว่า “ขนมเบื้องไส้ครีม เขาจะทำกลับด้าน กับของเรา” นอกจากนี้ตัวแป้งยังทำจากถั่วทอง ไม่ใช่ถั่วเขียวผ่าซีก และโม่เอง ทำให้ตัวแป้งกรอบ และกรอบนาน เก็บในตู้เย็นได้นาน 1 สัปดาห์โดยที่ยังกรอบอยู่ ส่วนไส้ มีหลักๆ อยู่ 3 ไส้คือ ไส้หวาน ไส้เค็ม และไส้ธัญพืช ที่เพิ่งมาประยุกต์เพิ่มในตอนหลัง เพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ไส้หวานมีฝอยทองเป็นส่วนผสมหลัก ส่วนไส้เค็มมีกุ้งผัด มะพร้าว พริกไทยดำ และผักชี ขายชิ้นละ 12 บาท คุณวรรณา เผยว่า วันหนึ่งขายได้พันกว่าชิ้น ส่วนถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ ก็เพิ่มป็นสองเท่า คุณวรรณา ทำขนมเบื้องมากว่า 50 ปีสิ่งที่ทำให้อยู่ได้คือความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ใช้วัตถุด
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะมีร้านข้าวเหนียวมูนเปิดขายมานานเกือบ 80 ปี แต่ข้าวเหนียวมูนเสวยแม่นงนุช ที่หัวหินสามารถทำได้ และยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจไม่หยุด ลูกค้าต่างชาติรู้จัก ลูกค้าไทยที่ผ่านไปต้องแวะซื้อ ว่ากันว่าความอร่อยของขนมไทยร้านนี้ เคล็ดลับอยู่ที่การนึ่งข้าวเหนียว การันตีได้จากห้องเครื่องเสวยในวัง ยังมาอุดหนุน คุณอัจนิริยา ศิลปสุนทร ทายาทรุ่นหลาน เท้าความว่า “ตั้งแต่จำความได้ เห็นคุณย่า (นงนุช ศิลปสุนทร) ทำข้าวเหนียวมูนขายมาตลอด รวมระยะเวลาจนถึงบัดนี้เกือบ 80 ปีแล้ว เป็นสูตรโบราณ ถึงเครื่องถึงรส โดยมีหน้าสังขยา ปลาแก้ง หน้ากุ้ง และหน้ากระฉีก แต่ในฤดูร้อนจะมีมะม่วงเสิร์ฟคู่ข้าวเหนียว ส่งผลให้ลูกค้าทยอยเดินทางมาอุดหนุน จนกระทั่งเกิดการบอกต่อ กลายเป็นสินค้าดังในอำเภอหัวหิน “ฤดูร้อนคือเวลานาทีทอง ลูกค้าสั่งซื้อข้าวเหนียวมูนมากถึงคนละ 20 – 30 กิโลกรัม ซึ่งถ้านับจำนวนยอดขายข้าวเหนียวมูน ตกวันละ 30 กะละมัง (1 กะละมัง ประมาณ 30 กิโลกรัม) ส่วนราคาขายเริ่มต้นในยุคคุณย่ากิโลกรัมละไม่กี่สิบบาท” ปัจจุบันคุณอัจนิริยา คือ ทายาทธุรกิจรับไม้ต่อกิจการจากคุณย่า เธอยกระดับมาตรฐานขนมไทยและพัฒนาเมนูข้
อาชีพพนักงานบัญชีในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง มีเงินเดือนที่เพียงพอสำหรับครอบครัวและเหลือเก็บเพื่ออนาคต เป็นความฝันที่กลายเป็นความจริง สำหรับ คุณทรงวุฒิ นิ่มนวล และการได้ทำงานบัญชีกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ทำให้เขามีโอกาสได้ดูแลรายรับ-รายจ่าย ของเกษตรกรในโครงการคอนแทรกต์ฟาร์ม หรือโครงการฝากเลี้ยงสุกรขุนกับ ซีพีเอฟ จึงทราบว่าโครงการนี้เป็นการสร้างอาชีพที่มั่นคงและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรทั่วประเทศได้ เมื่อมีการขยายโครงการไปยังพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี คุณทรงวุฒิจึงยื่นขอเข้าร่วมโครงการเพื่อหวังให้อาชีพนี้เป็นอีกหนึ่งรายได้เสริมจากงานประจำที่ตนเองทำอยู่ หลังจากบริษัทพิจารณาให้สามารถเข้าร่วมโครงการฝากเลี้ยงหมูขุนแล้ว ในปี 2556 คุณทรงวุฒิ จึงสร้าง “สุวิทย์ฟาร์ม” ที่ ต.แก่งโดม อ.สว่างวีรวงษ์ จ.อุบลราชธานี เลี้ยงหมูขุน จำนวน 3,600 ตัว ในโรงเรือน 6 หลัง ที่เป็นระบบการเลี้ยงแบบฟาร์มปิด เลี้ยงในโรงเรือนอีแวป พร้อมสร้างระบบบำบัดน้ำด้วยไบโอแก๊สที่สามารถปั่นกระแสไฟฟ้าใช้เองภายในฟาร์ม โดยตอนแรกเขาจ้างให้คนงานดูแลฟาร์ม เนื่องจากตนเองยังคงทำงานประจำ แล
อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมปลูกผักหวาน เนื่องจากดินดีเป็นสีดำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเลย ผักหวานก็งอกงาม สร้างรายได้ให้กับคนในละแวกนี้เป็นอย่างดี ล่าสุดถูกชายหนุ่มไอเดียดีเพิ่มมูลค่านำผักหวานมาทำ “ขนมเปี๊ยะผักหวาน” รสชาติแปลกใหม่ ขายดีลูกค้าชอบ ผักหวาน มีลักษณะเป็นไม้ทรงพุ่มขนาดกลาง ความสูงตั้งแต่ 1-3 เมตร ขึ้นไป เปลือกต้นมีลักษณะขรุขระ กิ่งที่ยังอ่อนจะมีลักษณะเป็นสีเขียวผิวเรียบ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ผิวใบเกลี้ยงเรียบทั้งสองด้าน โดยนิยมนำใบอ่อนมาประกอบอาหารหลากหลายเมนู ซึ่งการขยายพันธุ์ของไม้ชนิดนี้นั้น นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง จากความนิยมของตลาดที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง ทำให้ตลาดยังมีความต้องการไม้ชนิดนี้อย่างมาก เพราะบางฤดูกาลผลผลิตมีน้อย จึงส่งผลให้ราคาแพงตามไปด้วย เป็นโอกาสสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เป็นอย่างดี คุณนิมิตร อุ่นหลำ อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 4 ตำบลสร่างโศก อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ได้ปลูกผักหวานเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้มาหลายสิบปี โดยชาวบ้านในพื้นที่นี้ปลูกผักหวานเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นสินค้าประจำอำเภอเลยก็ว่าได้ โดยในทุกปีจะมีเทศ
ภูมิปัญญาชาวบ้านใช้เศษไม้ไผ่เหลือใช้ ประดิษฐ์เป็นถ้วยใส่กาแฟร้อนเย็น รวมทั้งทำเป็นแก้วน้ำดื่ม ลดการใช้แก้วพลาสติก พร้อมช่วยลดขยะตกค้างย่อยสลายยาก จนกลายเป็นปัญหาในการกำจัดอยู่ในขณะนี้ ตำบลบุ่งหวาย อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นแหล่งผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ โดยชาวบ้านในตำบลนี้คุ้นเคยกับการนำไม้ไผ่มาผลิตเฟอร์นิเจอร์ ทั้งโต๊ะกินข้าว เก้าอี้ไม้ไผ่ แคร่ไม้ไผ่ใช้นอน จนเป็นที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของผู้ต้องการได้เฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียงมาสั่งซื้อไปใช้มานานหลายสิบปี ทำให้แต่ละปี มีเศษไม้ไผ่ที่ถูกนำไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์จำหน่ายถูกทิ้ง และนำไปทำเป็นถ่านจากไม้ไผ่ แต่เนื่องจากเนื้อไม้ของไม้ไผ่มีความเปราะบาง เนื้อไม่แน่นเท่ากับไม้ชนิดที่นำไปทำเป็นถ่าน ถ่านไม้ไผ่จึงไม่เป็นที่นิยมของตลาดเท่าไรนัก กระทั่ง คุณไพร ดาวประสงค์ อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านวังยางนอก ตำบลบุ่งหวาย คิดนำเอาเศษไม้ไผ่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถูกผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ทิ้งมาสร้างมูลค่า โดยประดิษฐ์เป็นถ้วยกาแฟร้อน-เย็น รวมทั้งแก้วน้ำใช้ดื่ม แทนการใช้แก้วพลาสติก หรือแก้วกระเบื้องที่มีราคาแ
สวัสดีค่ะเพื่อนคุณผู้อ่าน เฮลท์คิทเช่น ที่น่ารักทุกคน เมนูเค้กช็อกโกแลตลาวา คราวนี้เอาใจสายหวานหน่อยๆ ฝนตกบ่อยๆ อากาศมันหนาวไปบ้าง อยากทานเค้กนุ่มๆ สอดไส้ช็อกโกแลตลาวาร้อนๆ เยิ้มๆ เพิ่มความอบอุ่นให้หัวใจซะหน่อย มีส่วนผสมดังนี้ค่ะ ช็อกโกแลต 240 กรัม เนยเค็ม 225 กรัม ไข่ไก่ 7 ฟอง น้ำตาล 150 กรัม อัลมอนด์มีล 65 กรัม (ปริมาณของสูตรนี้ ทำได้ประมาณ 12 ชิ้นในแม่พิมพ์แบบคัพเค้กนะคะ ตามรูป) เริ่มด้วย นำช็อกโกแลตมาละลายกับเนย โดยใส่ในอ่างซ้อนกับอ่างน้ำร้อน คนจนเนยและช็อกโกแลตละลายเข้ากัน 2. ตีไข่ไก่กับน้ำตาลจนขึ้นฟู ก่อนนำช็อกโกแลตซอสที่ละลายไว้ ค่อยๆ เทลงไปในอ่างผสม ตีให้เข้ากัน 3. ตามด้วยอัลมอนด์มีล เทลงไปและตีผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมไปเทใส่พิมพ์ ที่ฉีดสเปรย์น้ำมันเตรียมไว้ กันเนื้อเค้กติดกับพิมพ์ค่ะ 4. นำพิมพ์ใส่เข้าตู้เย็นเพื่อให้เนื้อส่วนผสมได้เซตตัว อย่างน้อย 2-4 ชั่วโมง ก่อนนำไปเข้าเตาอบด้วยอุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 นาที แค่ให้เนื้อเค้กด้านนอกสุกเป็นเนื้อเค้ก แต่ภายในยังเป็นซอสอยู่นะคะ
ผู้ดูแลใส่ใจเรื่องอาหารการกิน หรือประเภทอาหารคลีน ที่สนใจลองลิ้มอาหารเบาๆ ได้คุณค่าจากธรรมชาติ กับเมนูเก๋ไก๋ที่เรียกว่า “เมี่ยงดอกไม้” ประภาพร ส่อนราช ข่าวสดหนองคาย พาไปชิมเมนูนี้ที่ ร้านเฮือนหาดคำ นงลักษณ์ โคตรจรินทร์ เจ้าของร้าน บอกว่า ทางร้านได้ริเริ่มค้นหาเมนูที่กินได้ง่ายๆ จากสิ่งรอบตัว จึงเป็นที่มาของ เมี่ยงดอกไม้ โดยการหยิบเอาวัตถุดิบรายรอบรั้วร้านไม่ว่าจะเป็น ดอกเข็ม ดอกพวงชมพู ดอกเฟื่องฟ้า ดอกอัญชัน แคร์รอต ผักกาดหอม นำวัตถุดิบเหล่านี้มาล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งลมให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาม้วนพันกับแผ่นเปาะเปี๊ยะ อาจจะเพิ่มหมูสดหั่นเป็นชิ้นเพิ่มเติมเข้าไปได้ กินกับน้ำจิ้มสูตรของเฮือนหาดคำ แนมกับแตงกวา รสชาติจัดว่าเด็ด ส่วนดอกไม้ต่างๆ ที่นำมาทำเมี่ยงดอกไม้ ล้วนมีสรรพคุณทางยา อาทิ ดอกเข็ม ช่วยบำรุงร่างกาย แก้เสมหะ, ดอกเฟื่องฟ้า ช่วยบำรุงหัวใจและระบบขับถ่าย, ดอกอัญชัน ช่วยบำรุงเส้นผม ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น เป็นต้น เมนูเมี่ยงดอกไม้ จึงกลายเป็นอาหารคลีนต่อสุขภาพ สบายท้อง และได้คุณค่าจากธรรมชาติไปเต็มๆ คำ ร้านเฮือนหาดคำ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง มีทิวทัศน์ที่สวยงามของสองฝั่งโขงเป็นฉากป
ในช่วง 10 ปีมานี้ วงการแมลงบ้านเราเติบโตอย่างเห็นได้ชัด เพราะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้เองจึงมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยหันมาเลี้ยงกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ จิ้งหรีด ซึ่งเลี้ยงง่ายและได้ราคาดี มีเงินลงทุนหลักร้อยหลักพันก็สามารถเริ่มต้นเลี้ยงกันได้แล้ว ที่สำคัญหน่วยงานต่างๆ ของรัฐต่างส่งเสริมอย่างจริงจัง อย่างกรณีของ คุณยุวดี ผลาปรีย์ วัย 61 ปี เกษตรกรบ้านเหล่าอ้อย หมู่ที่ 9 ตำบลร่องคำ อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งปัจจุบันเลี้ยงจิ้งหรีดมากถึง 30 คอก โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการเลี้ยงจิ้งหรีดของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ พื้นที่ต้นแบบ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งหมด 44 ราย เป็นรายใหญ่ 4 ราย นอกนั้นเป็นรายเล็กๆ ที่เลี้ยงกันรายละ 2-3 คอก ให้อาหาร เช้า-เย็น คุณยุวดี เล่าว่า เมื่อปี 2558 ได้สมัครเข้าโครงการส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่มาแนะนำให้ความช่วยเหลือในการทำโรงเรือน และจัดหาจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ โดยทางสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกร
ของอร่อยที่หากินได้ค่อนข้างยากในยุคนี้ก็คือ “ตือฮวน-เกี้ยมไฉ่กับข้าวเหนียวยัดไส้” หรือ “จุกบี้” ในภาษาจีน เจ้าอร่อยที่เคยเปิดขายมานานอย่างตือฮวนสามพี่น้อง (คนทั่วไปเรียกสองพี่น้อง แต่ความจริงเขามีพี่น้องสามคน) ปากตรอกอิสรานุภาพ ใกล้วัดคณิกาผล ก็ได้ข่าวว่าปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วนี้เอง คงจะเป็นเพราะว่าไม่มีทายาทสืบต่อ ประกอบกับการทำเครื่องในให้อร่อยและสะอาดนั้นต้องอาศัยความพิถีพิถันใช้เวลาและกำลังวังชาเป็นอันมาก อย่ากระนั้นเลย ปิ่นโตเถาเล็กขอกลับไปทบทวนร้านตือฮวน-เกี้ยมไฉ่ อีกร้านหนึ่งเสียเลย เจ้านี้โชคดีที่มีลูกชายทายาทรุ่น 3 มาช่วยทำร้านควบคู่ไปกับรุ่นแม่แล้ว ร้านนี้มีชื่อว่า “อรุณวรรณ” อยู่ “ปากซอยเอกมัย 15” ถนนสุขุมวิท 63 ผมเคยแนะนำร้านอรุณวรรณไปแล้วทั้งในหนังสืออร่อยริมทาง กับ ปิ่นโตเถาเล็ก ในคอลัมน์ ตามรอยพ่อไปชิม และทางวิทยุคลื่นคูลฟาเรนไฮต์ ในรายการ อิ๊งค์ eat all around ปรากฏว่า เมื่อปี 2018 (พ.ศ. 2561) อรุณวรรณได้รับรางวัลจากมิชลิน ในประเภท “บิบกูร์มองด์ (Bib Gourmand)” หรือร้านอาหารอร่อยคุ้มค่าในราคาย่อมเยา ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ทราบเรื่องเพราะที่ร้านไม่ได้ติดตรามิชลิน
