How to
อดีตเซลส์ขายเครื่องสำอาง มองเห็นช่องว่างธุรกิจความงามจากสมุนไพร มุ่งผลิต “สบู่” ขายคุณภาพอย่างต่อเนื่อง จุดเริ่มต้นที่มีเพียงสบู่ผสมสมุนไพรไทยไม่กี่ชนิด ปัจจุบันทายาทธุรกิจ คุณนิพนธ์ วชิรสิทธิเสถียร ต่อ ยอดนำเข้าส่วนผสมอินเทรนด์สุดฮิต อย่าง คอลลาเจน กลูต้า รังนก ซากุระ วิตามินซีและอี มาผสมในสบู่ เกือบ 100 สูตร เป้าหมายคือ ขยายฐานลูกค้าไปสู่ระดับกลาง และกลุ่มวัยรุ่นให้มากขึ้น ล่าสุดขึ้นแท่นติดอันดับสบู่ขายดีในร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ส่งออกต่างประเทศ หวังสร้างยอดขายปีนี้ 100 ล้านบาท ทายาทเจนวาย เติมฟังก์ชั่งสบู่ คัดส่วนผสม เพิ่มความขาวใส คุณนิพนธ์ วชิรสิทธิเสถียร หรือ คุณพีท กรรมการผู้จัดการ บริษัท การอง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด หรือสบู่สมุนไพรการอง เล่าว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจ สืบเนื่องมาจากคุณพ่อและคุณแม่ เดิมทีเป็นพนักงานขายเครื่องสำอาง ด้วยไหวพริบทางธุรกิจท่านมองเห็นโอกาสทำเงินจากสินค้าชนิดนี้ จึงศึกษาตลาดและเก็บข้อมูล จนกระทั่งวันหนึ่งพบว่า “สบู่” คือ ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตที่แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี คนไม่ควักเงินจากกระเป๋า แต่อย่างไรก็ตามยังต้องอาบน้ำ อีกทั้งสบู่ใช้แล้วหมดไป ฉ
ถ้าพูดถึงแบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติไทย ชื่อของอาซาว่า (Asava) อยู่ในอันดับต้น ๆ แน่นอน เป็นเวลา 10 ปีแล้วที่อาซาว่า โดยการก่อตั้งและบริหารของหมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา โลดแล่นอยู่ในวงการแฟชั่น พร้อมกับสร้างความคึกคักในวงการแฟชั่นไทย และมีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้พัฒนากว่าที่เคยเป็น 1 ทศวรรษจากจุดเริ่มต้นในห้องเก็บของเล็ก ๆ กับทีมงานไม่กี่คน ด้วยทัศนคติที่ว่า หากจะทำอะไรสักอย่างให้ได้ดีต้องมีความมุมานะ อุตสาหะ และแพสชั่น ปัจจุบันอาซาว่าเติบโต แตกไลน์ธุรกิจออกมาหลายแบรนด์ นอกจากแบรนด์ Asava แล้วก็มี Asv, Uniform by Asava, White Asava และร้านอาหาร Sava All Day Dining อะไรที่ทำให้ทายาทดีลเลอร์รถยนต์เจ้าใหญ่หันเหเข้าสู่วงการแฟชั่น “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” จะพาท่านผู้อ่านไปล้วงลึกถึงตัวตน ทัศนคติ และวิธีคิดในแบบฉบับ หมู อาซาว่า ที่น่าทำความรู้จักอย่างยิ่ง หมูเล่าว่าเขาสนใจแฟชั่นตั้งแต่อายุ 13-14 ปี ด้วยความที่โตมาในครอบครัวนักธุรกิจ การเลือกเรียนแฟชั่นอาจจะดูสุดโต่งจนเกินไป นิเทศศาสตร์จึงเป็นทางเลือกที่อยู่ตรงกลางระหว่างศิลปะและธุรกิจ “คำว่าแฟชั่นไทยในสมัยก่อน คือ ห้องเสื้อ ตัวเนื้ออุตสาหกรรม
คลุกคลีอยู่ในวงการอาหารจีนและฝึกฝีมือการทำอาหารเหลามาตลอดทั้งชีวิต สำหรับคุณบวร อัศวมงคลไพศาล หรือ เฮียชัยปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านไต๋ตง เลิศรส พุทธมณฑลสาย 2 ตั้งอยู่ บ่อน้ำมันพลาซ่าสาย 2 ที่ใครๆ ก็ต่างขนานนามให้ว่า เขาคือเจ้าของร้านอาหารเหลามือวางลำดับต้นๆ ที่ใส่ใจและพิถีพิถันปรุงอาหารด้วยตัวเองทุกจาน ไม่มีผู้ช่วย นอกจากนั้นยังเป็นเจ้าของสโลแกน “อาหารเหลา รสชาติขั้นเทพ ราคาตลาดนัด” และเมนูหนึ่งเดียวในไทย เมนูฟิวชั่น กระเพาะปลาน้ำแดงต้มยำเจ้าสมุทร หลากเมนู เอาใจทุกวัย วัตถุดิบสุดพรีเมี่ยม คุณบวร อัศวมงคลไพศาล หรือเฮียชัย เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านไต๋ตง สาขาแรกตั้งอยู่ปากซอยเจริญกรุง 46 หรือข้างโรบินสันบางรัก สาขานี้เปิดมา 60 ปี ตั้งแต่รุ่นอากง เมนูเลื่องชื่อที่ใครมาต้องสั่งมีหูฉลาม กระเพาะปลา ข้าวผัดปู ผัดหมี่ฮ่องกง จุดเด่นอยู่ที่รสชาติกลมกล่อม ราคาไม่แพง แต่ด้วยความที่อยากให้ลูกค้าย่านพุทธมณฑล สาย 2 ได้มีอาหารจีนอร่อยๆ รับประทาน อีกทั้งใกล้บ้าน เลยแยกตัวออกมาเปิดอีกสาขาที่พุทธมณฑล สาย 2 ตั้งอยู่ บ่อน้ำมันพลาซ่าสาย 2 สำหรับร้านนี้ เฮียชัยทุ่มทุนเกือบ 5 แสนบาท เพื่อเปิด
“ครัวในบ้าน สร้างรายได้” ไก่อบวุ้นเส้น+น้ำจิ้มแซ่บสามรส ในสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ แค่รายรับแต่ละเดือนก็แทบไม่พอ เรื่องจะขอกินปู-กินกุ้ง ช่วงปลายเดือน เห็นจะอิมพอสซิเบิ้ล เดินตลาดเมื่อวันก่อน เลยนึกถึงเมนูรสชาติใกล้เคียงของหรู แต่ลงทุนไม่มากขึ้นมาได้ “ไก่อบวุ้นเส้น+น้ำจิ้มแซ่บสามรส” วัตถุดิบหลัก ไก่สด ส่วนสะโพก-น่อง 3 ชิ้น, เครื่องในไก่ 3 พวง, วุ้นเส้น 2 ห่อเล็ก, ขิง 3 แง่ง, ผักขึ้นฉ่าย 10 บาท, กระเทียม 1 หัว, พริกไทยเม็ดห่อเล็ก เบ็ดเสร็จจ่ายไปสองร้อยมีเงินทอน เริ่มต้น บุบ ขิง กระเทียม พริกไทยเม็ด พอเบาๆ ก่อนตักใส่กระทะคั่วไปเรื่อยๆ ด้วยไฟอ่อนจนส่งกลิ่นหอม ค่อยใส่เนื้อไก่ที่ทำความสะอาดดีแล้วลงในกระทะ เอาด้านหนังลงไปจี่ให้เสียงดังฉู่ฉ่า เหยาะซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส ซีอิ๊วดำ ก่อนเติมน้ำเปล่าให้ท่วมเนื้อไก่ค่อยปิดฝา เร่งแก๊สเพิ่มอีกนิด รออึดใจเดียว น้ำเดือด เปิดฝาใส่เครื่องในไก่ ปิดฝารอน้ำเดือดอีกครั้ง ใส่วุ้นเส้นแช่น้ำที่หมักด้วยซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส มานิดหน่อย ลงไปในกระทะ เกลี่ยและกดวุ้นเส้นให้จมลงไปน้ำซุป ปิดฝาอีกครั้ง หรี่แก๊ส ใช้ไฟอ่อน ทิ้งไว้ไม่เกิน 10 นาที เปิดฝาเห็นน้ำเหือดแห้งดีแ
จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) เว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลงานทั่วประเทศที่เปิดรับนักศึกษาจบใหม่ระดับปริญญาตรี พบว่ามีจำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15,000 อัตราต่อเดือน โดยประเภทงานที่เปิดรับสมัครมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) งานขาย 2) งานบริการลูกค้า 3) งานธุรการ/จัดซื้อ 4) งานด้านเทคนิค และ 5) งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ นอกจากนี้ข้อมูลยังเผยให้เห็นถึงความสำคัญของทักษะทางด้านภาษาต่างประเทศที่มีต่อโลกการทำงาน โดยจะเห็นได้ว่าหากผู้สมัครมีทักษะด้านภาษาต่างประเทศก็จะทำให้ได้รับโอกาสในการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้น รวมถึงได้รับการเสนอเงินเดือนที่สูงขึ้นตามทักษะที่มี แม้นักศึกษาจบใหม่จะไม่มีประสบการณ์ด้านการทำงานเลยก็ตาม คุณแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) เปิดเผยว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าสำหรับนักศึกษาจบใหม่ การหางานถือเป็นเรื่องใหม่ที่ค่อนข้างมีความน่าตื่นเต้นและท้าทาย เพราะนอกจากจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสมัครงานแล้ว ยังต้องค้นหาว่าองค์กรใดบ้างที่เปิดรับนักศึกษาจบใหม่เข้าทำงาน ด้วยเหตุนี
อาหารขึ้นชื่อลือชา เป็นหน้าเป็นตาของคนหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ อีกอย่าง คือ ขนมจีน หรือ ขนมเส้น ที่นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ทั้งพื้นที่อ.หล่มสัก และ อ.หล่มเก่า ฝีไม้ลายมือการทำเส้นสดไม่เป็นสองรองใคร และสูตรน้ำขนมจีนแบบท้องถิ่นหากินที่อื่นไม่มีเหมือน หากใครได้มาสองอำเภอนี้จะพบว่ามีร้านขนมจีนให้เลือกเพียบ แต่ที่ไว้ใจได้ กินเมื่อไหร่ก็อร่อยเมื่อนั้น ขออนุญาตแนะนำ ร้านขนมจีนเจสัน ตั้งอยู่ซอยวจี 13 ต.หล่มสัก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ร้านนี้เปิดมาร่วม 20 ปีแล้ว อาหารมีการปรับปรุงมาตลอด อาทิ เส้นสดจากเส้นสีขาวทั่วไป ก็เติมสมุนไพรให้มีสีสันชวนรับประทานยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอัญชัน แก้วมังกร ใบเตย ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ส่วนน้ำขนมจีนมีทั้งน้ำยากะทิ น้ำพริก น้ำยาป่า และน้ำสมุนไพร ที่หากินได้ที่นี่เท่านั้น สำหรับขนมจีนนั้นขายเป็นชุดขนมจีนเล็ก-กลาง-ใหญ่ (ราคา 60-120-210 บาท) ผักสดฟรี ผักลวก-ผักกาดดอง หรือส้มผัก ให้ฟรี 1 ชุด สั่งเพิ่มชุดละ 5 บาท ส่วนน้ำยาตักฟรีตามใจชอบ ยังมี ลูกชิ้นปูทอด ราคา 25 บาท ก็เด็ดไม่แพ้กัน กรอบนอกนุ่มใน มาพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด และตบท้ายมื้อด้วย ขนมเทียนแก
มันต้องมีบางวันนะครับ ที่เราอยากกินกับข้าวอะไรที่มันไปทิ่มแทง ทะลุทะลวงปากลิ้น หลอดอาหาร กระเพาะลำไส้ ชนิดที่ว่าสาสมแก่ใจ ตอบสนองอารมณ์ความอยากที่ท่วมท้นนั้นได้เต็มที่เมื่อนั้น อย่างน้อยถ้าไม่นึกถึงกับข้าวเสฉวนของจีน หรือกับข้าวปาดังของอินโดนีเซีย ก็ต้องเป็นกับข้าวไทยเรานี่เองแหละครับ กับข้าวไทยมีที่เผ็ดโดยใช้พริก (chillies) อยู่มาก ทั้งแกง ทั้งผัด ต้มยำรสจี๊ดๆ ไหนจะน้ำพริกนานาชนิดอีก แต่ใครที่กินเผ็ดเก่งๆ ก็ต้องนึกออก ว่ารสเผ็ดและอาการทางร่างกายที่ความเผ็ดกระทำของมนุษย์นั้นล้วนผิดแผกแตกต่างกันไป บางคนกินแกงป่าเผ็ดๆ ของเมืองกาญจนบุรีแล้วก็เผ็ดจี๊ดอยู่ครู่เดียวก็หาย กลายเป็นความโล่งสบายตัว แต่เมื่อมากินแกงป่าเผ็ดร้อนของภาคตะวันออกแถบจันทบุรี ตราด ที่เข้าหัวสมุนไพรสดหนักๆ แล้วก็พบว่าความเผ็ดนั้นติดปากติดคออยู่นาน ไม่หายไปง่ายๆ แถมรีดเหงื่อรีดน้ำลายไปมากกว่าแกงแบบอื่นๆ ในขณะที่หลายคน เมื่อกินแกงแบบฮินดูหรือมุสลิมที่เข้าเครื่องเทศแห้งรสฉุนร้อนแล้วก็รู้สึกมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าทวีคูณ เนื่องจากเครื่องเทศหลายตัว อย่างเช่น ดีปลี พริกไทย โดยเฉพาะกานพลูนั้นมีความร้อนแรงที่เสริมความเผ็ดของพริกให้มา
นักการตลาดหนุ่มหัวคิดดี ปรับสูตรขนมครกสิงคโปร์ เพิ่มสีสัน จนขายดิบขายดี แม้เปิดได้ไม่ถึงปี แต่ ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์ ก็เป็นที่โด่งดังในหมู่นักชิมไปแล้วโดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างแบรนด์ของนักการตลาดเฉพาะทางมากความสามารถ ที่ปรับโฉมขนมไทยธรรมดาๆ ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นโดนใจทั้งไทยและต่างชาตินั่นเอง คุณใบพัด-อธิษฐ์พัชร นิพิษฐาภัทร วัย 36 ปี นักการตลาดเฉพาะทางและเจ้าของร้าน “ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์” เล่าจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ให้ฟังว่า ตนชอบทานขนมหวาน และมีมรดกเป็นสูตรขนมครกสิงคโปร์จากญาติผู้ใหญ่ติดตัว บวกกับช่วงนั้นกระแสละครบุพเพสันนิวาสกำลังมาทำให้อินกับการทานขนม จนนำมาสู่การสร้างแบรนด์ “ท่าช้าง ขนมครกสิงคโปร์” เมื่อต้นปี 2561 โดยนำสูตรมาปรับใหม่ให้โมเดิร์นตามแนวคิดคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดครีเอตมากกว่าคนยุคก่อน “เลือกทำเลทองใกล้บ้านเปิดเป็นร้านคีออส ย่านประชาราษฎร์บำเพ็ญ 23 ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านดัง และมากด้วยลูกค้าขาจรหน้าใหม่ทุกวัน” ถามถึงชื่อร้าน คุณใบพัด บอกว่า มีที่มาจากประวัติศาสตร์ยาวนาน ในสมัยก่อนท่าช้างอยู่แถวพระบรมมหาราชวัง คนในวังเมื่อว่างจากการรับใช้เจ้านาย จะนำ
“ผ้าขิด” นับเป็นผ้าทอพื้นเมืองของคนภาคอีสานที่มีสีสันสดใส ถูกนำมาใช้งานหลากหลาย อาทิ ทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน ของฝาก ของที่ระลึก รวมถึงใช้หนุนนอน หรือเป็นเบาะรองนั่ง ปัจจุบันแหล่งผลิต “หมอนขิด” ที่ใหญ่มากๆ อยู่ที่ชุมชนบ้านศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมทำหมอนขิดเพื่อสร้างอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี นางแย้ม จันใด หรือที่คนในชุมชนต่างเรียกขานว่าแม่แย้ม คือ เจ้าของผลิตภัณฑ์ “แม่แย้มหมอนขิด”หมอนขิดที่มีรูปแบบหลากหลาย วัสดุหลักคือนุ่นและฟางข้าว หนุนแล้วไม่ร้อนไม่ยุบตัว ไม่มีเชื้อรา การันตีสินค้าโอท็อป 4 ดาวระดับจังหวัด ปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้ามากกว่า 2 ล้านคน สร้างรายได้แต่ละเดือน5แสนบาท แม่แย้ม เล่าว่า เกิดและเติบโตขึ้นมาที่บ้านศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร เมื่อก่อนเป็นเกษตรกรปลูกข้าว พอว่างจากฤดูทำนาก็ไปรับจ้างเย็บหมอนขิด ทำทุกขั้นตอน ได้ค่าจ้างวันละ 200 บาท ใช้เพื่อเลี้ยงครอบครัว และเก็บเป็นทุนการศึกษาของลูกอีก 2 คน หลังจากแม่แย้มเป็นลูกจ้างเย็บหมอนขิดได้ 5 ปี เธอบอกว่า เห็นโอกาสทำตลาดเอง เพราะจากการสังเกตมีลูกค้ามารับไปจำหน่ายต
คุณณรงค์ หงษ์วิชุลดา อยู่บ้านเลขที่ 122หมู่8 ต.กาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ประกอบอาชีพเป็นช่างทำประตูม้วน และมีอาชีพเสริมคือการรับจ้างเก็บมะพร้าว คุณณรงค์ เล่าว่า ที่บ้านอยู่ติดกับชายแดนเขมร-ช่องจอม เวลาต้องไปเก็บมะพร้าวจะเจอกับปัญหาแรงงานที่หายาก จำเป็นต้องใช้แรงงานเขมร จ้างเก็บในราคาลูกละ 1.50-2 บาท แต่ช่วงหลังๆ มาแรงงานกลับบ้านเริ่มหาคนงานยาก ด้วยความที่ตัวเองเป็นช่างอยู่แล้วจึงคิดดัดแปลงหาวิธีพัฒนามาเป็น จักรยานปีนมะพร้าว ใช้งานสะดวก ใครก็สามารถปีนได้ “จักรยานปีนมะพร้าว” ตั้งมาจากที่ชาวบ้านชอบเรียก เมื่อเอาไปขึ้นที่ไหนชาวบ้านเขาก็จะเรียกว่าจักรยานปีนมะพร้าวเพราะระบบการทำงานคล้ายกัน ปั่นขึ้นไปเรื่อยๆ ในตอนแรกกะว่าจะทำแค่ใช้เอง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกน้องยืมเอาเครื่องนี้ไปใช้แล้วมีคนถ่ายคลิปมาลงเราไปเห็นในเฟซบุ๊กจำได้ว่าเป็นของเรา มีคนเข้าไปดูกดถูกใจกันเยอะแยะ ผมจึงลองโพสขาย ในราคา 1800 บาท ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ วัสดุอุปกรณ์ ทำจากเหล็กหนาอย่างดี ใช้งานได้นานถ้าเก่าให้ทาสีใหม่ อุปกรณ์เราแน่นหนา เพราะการขึ้นที่สูงจะทำเล่นๆ กันไม่ได้ ตกมาแขนขาหักไม่คุ้ม และก่อนที่จะทำขายมีการทดลองใช
