How to
การเลี้ยงปลานิล ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย รสชาติดีและเป็นพันธุ์ปลาพระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งสร้างอาชีพให้เกษตรกรไทย ปลานิลเป็นปลาน้ำจืดที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก โดยสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ทรงจัดส่งมาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงนำมาเลี้ยงภายในสวนจิตรลดา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมง จัดส่งเจ้าหน้าที่วิชาการมาตรวจสอบการเจริญเติบโตเป็นประจำทุกเดือน และพบว่าปลานิล เป็นปลากินพืชที่เลี้ยงง่าย ออกลูกดก เจริญเติบโตได้รวดเร็ว จึงได้มีพระราชประสงค์ที่จะให้ปลาชนิดนี้แพร่ขยายพันธุ์ และส่งให้กรมประมงนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ ที่แผนกทดลองและเพาะเลี้ยงภายในบริเวณเกษตรกลางบางเขนและสถานีประมงต่าง ๆ รวม 15 แห่ง สำหรับวันนี้ จะไปดูบ่อเลี้ยงปลานิลขนาดใหญ่ ที่จังหวัดสมุทรปราการ คุณธีระชัย นาคเกิด หรือ คุณเอ เจ้าของบ่อปลานิล ย่านบางบ่อ จ.สมุทรปราการ เลี้ยงปลานิลมากว่า 10 ปี ซึ่งคุณเอ บอกว่า ปลานิลเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ที่ทำรายได้ให้เรื่อยๆ สำหรับการเลี้ยง คุณเอ บอกว่า ขุดบ่อลึก ราว 1.
บ้านเรายามนี้ แวดวงที่ “คึกคัก” สุดขีด เห็นจะไม่มีใครเกิน “วงการบันเทิง” ท่ามกลางความเคลื่อนไหวหวือหวาดังว่า คงเป็นธรรมดาที่บรรดา หนุ่ม-สาว จำนวนไม่น้อยจะฝันใฝ่ อยากพาตัวเองไปเจิดจรัส ในฐานะ “ดาว” สักครั้ง…ในชีวิต แต่กว่าจะ “ไต่” ไปถึงขั้นนั้น แต่ละคนคงต้องผ่านการฝึกฝน-สร้างสมวิทยายุทธ์กันไว้พอตัวเพราะในยุคที่ตลาดมีการแข่งขันสูงขนาดนี้ การมีดีแค่หน้าตา แล้วจะกลายเป็นซุป’ตาร์เลย คงเป็นเรื่องเป็นไปได้ยากแล้ว ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ล้วนนำไปสู่ “ความต้องการ” ฝึกปรือ ของเหล่าเยาวชนน้อย-ใหญ่ หวังให้มีฝีมือเข้าตา ซึ่งช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ จะพบว่า มีบรรดาสถาบันเปิดสอนเกี่ยวกับการ ร้อง-เล่น-เต้น-แสดง หลายหลากสเกล พากันผุดเบ่งบานราวดอกเห็ดหน้าฝน โรงเรียนดนตรีและศิลปะการแสดง SUPERSTAR ACADEMY (ซุปเปอร์สตาร์ อคาเดมี) นับเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่เอ่ยถึง แต่อาจมีความต่างจากแบรนด์อื่นๆ ตรงมูลค่าการลงทุนที่สูงถึงหลักหลายร้อยล้านบาท…กันเลยทีเดียว คุณภูมิ-พิสิษฎ์พงศ์ วรเศรษฐการกิจ ผู้บริหารโรงเรียนดนตรีและศิลปะการแสดง SUPERSTAR ACADEMY เล่าถึงที่มา ตัวเขาเองจบการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์
เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าบรรดาสาวกคนชอบกินไอศกรีม ด้วยเมนูสตรอว์เบอร์รี่ ชูพรีม ไซซ์บิ๊กบึ้ม หนัก 10 กิโลกรัม สนนราคาขายต่อถ้วย 3,000 บาท เสิร์ฟที่ร้าน MO & Moshi ร้านไอศกรีมสไตล์ญี่ปุ่น ที่ขนไอศกรีม 14 รสชาติมาให้ได้ลิ้มลอง ตั้งอยู่ที่ชั้น 4 สยามเซ็นเตอร์ จะถ้วยใหญ่อลังการน่าทานขนาดไหน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์พาไปดูกัน คุณใจรัก พงษ์ประพัฒน์ ตัวแทนฝ่ายการตลาดของร้าน MO & Moshi กล่าวว่า เจ้าของร้าน MO & Moshi เป็นชาวสิงค์โปร ที่เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ประกอบธุรกิจหลายอย่าง อาทิ ร้านอาหารอิตาเลียน ส่งออกเครื่องประดับ โรงแรมที่ประเทศกัมพูชา รวมถึงร้านไอศกรีมแห่งนี้ สำหรับวัตถุประสงค์ที่เปิดร้านไอศกรีม คุณใจรัก กล่าวว่า มองเห็นโอกาสธุรกิจขนม – เครื่องดื่ม เพราะเมืองไทย เป็นเมืองร้อน เมนูหวานเย็นทานแล้วสดชื่นน่าจะขายดี อีกทั้งในตลาดยังไม่ค่อยมีร้านไอศกรีมสไตล์ญี่ปุ่น เลยทุ่มงบเกือบ 8 หลัก เนรมิตร้านให้มีกลิ่นอายญี่ปุ่น ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้รูปทรงกลมคล้ายก้อนไอศกรีม “ร้าน MO & Moshi เปิดครั้งแรกเมื่อปี 58 ตั้งอยู่ที่ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค จากนั้นเดือนเมษายน 59 ย้ายม
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ คุณผู้อ่าน เฮลท์คิทเช่น ทุกคน เมนูของเราในวันนี้เป็นสลัดค่ะ แต่อย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะ เราจะใส่เนื้อสเต๊ก sirloin กันด้วยค่ะ เป็นการทานสเต๊กแบบรู้สึกดี ไม่มีเฟรนช์ฟรายด์ ไม่มีน้ำมันเยิ้มๆ ปลอบใจตัวเองในวัน cheat day ของสาวๆ กันสักหน่อยนะคะ ขั้นตอนการเตรียมทำก็ไม่ได้ยากอะไรเช่นเคยค่ะ ไปดูส่วนผสมและวิธีทำกันเลยดีกว่าค่ะ ส่วนผสม เนื้อสเต๊ก แล้วแต่เพื่อนๆ เลยนะคะ ใครชอบทานไก่ หมู หรือ เนื้อวัว แต่เลือกที่ติดมันน้อยหน่อยนะคะ เกลือ พริกไทย น้ำมันมะกอก ผักสลัด ไข่ต้ม อะโวกาโด มะเขือเทศ น้ำสลัดแบบใส ซีอิ๊วน้ำมันงาญี่ปุ่น วิธีทำ วิธีทำเนื้อสเต๊ก หมักด้วยเกลือและพริกไทยเล็กน้อย ก่อนนำไปกริลล์บนกระทะ กริลล์จนสุกทั่วแล้วนำมาตั้งพักไว้ หั่นเนื้อสเต๊กเป็นชิ้นพอดีคำ นำไข่ต้ม อะโวกาโด มะเขือเทศ หั่นเป็นชิ้นเต๋าเล็กๆ คลุกน้ำมันมะกอก sprinkle บนผักสลัด ก่อนแล้วนำผักสลัดจัดใส่จาน พร้อมด้วยไข่ต้ม อะโวกาโด มะเขือเทศ วางเนื้อสเต๊กบนจาน ราดด้วยน้ำสลัดญี่ปุ่นแบบใส เสร็จเรียบร้อยค่ะ ก่อนลากันไปในเล่มนี้ เฮลท์คิทเช่น ไม่ได้มาตัวเปล่าเช่นเคย แต่มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากเพื่อนๆ กันอีกเช่นเคยค่ะ ครั้งนี
มีโอกาสได้เดินทางไปสักการะพญานาค ที่คำชะโนด จังหวัดอุดรธานี และได้พบอีกหนึ่งไอเดีย ซึ่งเป็นช่องทางทำมาหากินของชาวบ้านอย่างหนึ่งจากการเดินทางไปสักการะในครั้งนี้ นั่นคือ งานฝีมือทำบายศรีพญานาคในอิริยาบถต่างๆ การทำบายศรีในครั้งนี้ เป็นการทำเพื่อขาย ซึ่งถือเป็นรายได้อีกอย่างหนึ่งของชาวบ้านที่คำชะโนด จากกระแสเจ้าแม่นาคี และชื่อเสียงความโด่งดังของพญานาค ที่มีข่าวว่า หากคนที่ได้มาสักการะและขอให้ได้มีโชคลาภ และก็ได้สมใจ ทำให้คนที่รู้เรื่อง และมีพลังศรัทธาได้เดินทางมาสักการะที่นี่จำนวนมาก ในวันหนึ่งมีจำนวนคนที่เข้ามาสักการะที่นี่ไม่ต่ำกว่า 10,000 คน คุณลัดดา มูลเพ็ญ หรือ พี่น้อย อายุ 45 ปี คนทำบายศรีพญานาคขายริมทาง เล่าว่า “แต่เดิมริมถนนแถวนี้ สร้างเป็นเพิงร้านขายเกลือ มีอาชีพหลักทำนา เมื่อมีคนมาเยี่ยมเยือนคำชะโนดมากขึ้น ก็ได้ทำบายศรีพญานาคในอิริยาบถต่างๆ นำมาวางจำหน่ายขายกันที่หน้าร้านริมถนนหน้าบ้าน เริ่มทำมาขายประมาณ 2 เดือนกว่าแล้ว ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ที่เป็นรายได้เสริมจากการทำงานฝีมือขาย เพราะคนนิยมซื้อเอาพญานาคที่ทำเป็นบายศรี นำไปไหว้สักการะที่คำชะโนด หลังจากนั้นก็จะเอากลับไปไว้บูชาที่บ้
อดีตพนักงานบริษัทเอกชน ทำหน้าที่ดูแลสัตว์น้ำ ที่ประเทศเวียดนาม เงินเดือนเกือบแสน ผันตัวเลี้ยงไก่ ขายไข่ปลอดสารพิษที่จังหวัดราชบุรี บนพื้นที่ 1 ไร่ ปัจจุบันเก็บไข่ขายได้วันละ 100 ฟอง มีรายได้วันละ 500 – 600 บาท ชีวิตแฮปปี้มีความสุข สูดอากาศบริสุทธิ์อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้อยู่กับครอบครัว อนาคตขยายตลาด และเลี้ยงไก่เพิ่ม คุณชวัลวิทย์ สุทธิวรวรรณ์ หรือโดม ชายหนุ่มวัย 31 ปี เป็นตัวแทนให้ข้อมูลของกลุ่มเพื่อนซี้ 3 คน ที่ล้วนเรียนจบสาขาประมงคือ จิ๊ป – ศุภกร ชินบุตร และอ๊อบ – ธีรพงศ์ บรรเลง โดม เล่าว่า หลังเรียนจบ เราทั้ง 3 คน (จิ๊ป และ อ็อบ) ไปทำงานที่ประเทศอินเดีย และเวียดนาม ทำหน้าที่ดูแลสัตว์น้ำ อยู่ต่างประเทศก็สนุกและมีความสุขดี แต่พออายุมากขึ้น เริ่มคิดว่าปั้นปลายชีวิตจะอาศัยอยู่ที่ไหน จะอยู่อย่างไร จะทำงานเป็นลูกจ้างไปถึงเมื่อไหร่ หนที่สุดตัดสินใจลาออกกลับมาอยู่เมืองไทย ไปเป็นเกษตรกรปลูกผัก เลี้ยงไก่ แม้จะยังไม่รวย แต่เชื่อว่าอนาคตต้องดีแน่ “ผมและเพื่อน 3 คนรวมกันเงินเดือนกันก็หลายแสน ถึงแม้เงินเดือนจะดี แต่สุขภาพนับวันแย่ลง เพราะต้องคลุกคลีกับสารเคมี และยังห่างไกลจากครอบครัว ในที่สุดเรา
สับปะรด เป็นผลไม้ที่น่ารับประทาน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างประเทศ ต่างก็ชอบรับประทาน ทั้งแปรรูปและผลสด ถึงแม้ว่าสับปะรดจะไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น ทุเรียน หรือมังคุด แต่ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ผลิตสับปะรดมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หรือราว 12% ของผลผลิตทั้งโลก จากรายงานของกรมศุลกากร ปี 2554 ประเทศไทยส่งออกสับปะรดสดและสับปะรดแปรรูปต่างๆ รวมแล้วประมาณ 0.85 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,279 ล้านบาท อาจกล่าวได้ว่าสับปะรดเป็นสินค้าเกษตรที่มีปริมาณการผลิตและการส่งออกสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก จากปริมาณความต้องการสับปะรดของโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบที่จะป้อนเข้าสู่โรงงานแปรรูปและโรงงานส่งออกสับปะรดในรูปของสับปะรดกระป๋องเป็นประจำ ดังนั้น ภาคเอกชนหรือโรงงานจึงแนะนำให้เกษตรกรหันมาปลูกสับปะรดใหม่ทุกครั้งหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะจะทำให้ผลของสับปะรดที่ได้มีขนาดสม่ำเสมอและขายได้ราคา คุณทวีศักดิ์ แสงอุดม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สับปะรดที่นิยมปลูกเป็นการค้า จะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ พันธุ์ที่สำหรับส่งโรงงาน เรียกสั้นๆ ว่าสับปะรดโรงงาน
ในบรรดาแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตโซนวังน้ำเขียว-ปากช่อง-เขาใหญ่ มีชื่อของ “เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม” อยู่ในนั้นด้วย ซึ่งใครได้ไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งนี้แล้วต่างติดใจกันเป็นแถว เพราะนอกจากจะอิ่มท้องกับเมนูสารพัดเห็ดแล้ว ยังได้ตื่นตาตื่นใจกับเห็ดหลากหลายชนิด ทั้งได้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเห็ดเพียบ สุดท้ายได้ซื้อไปฝากพรรคพวกเพื่อนฝูง “คุณปรเมศวร์ สิทธิวงศ์” กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม จำกัด แจกแจงว่า เปิดฟาร์มเห็ดเชิงท่องเที่ยว เมื่อปี 2554 ตั้งอยู่ที่ ถนนธนะรัชต์ (เขาใหญ่) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ก่อนขยายธุรกิจ เฟส 2 ในนามเขาใหญ่ พาโนราม่า รีสอร์ต เมื่อปี 2557 ภายใต้รูปแบบรีสอร์ตทรงเห็ดแห่งแรกในเมืองไทย และมีจุดเด่นที่สระว่ายน้ำแบบออนเซ็นน้ำอุ่นในหินอ่อนธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่เดียวในประเทศ มีทั้งหมด 16 ห้อง ราคาห้องมีตั้งแต่ 3,000-6,800 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดห้องและจำนวนผู้พัก มีห้องพัก 2 คนจนถึงห้องขนาดครอบครัว กลุ่มลูกค้าเป็นระดับพรีเมี่ยม เมนูสารพัดเห็ด สำหรับการทำเห็ดแปรรูปนั้น คุณปรเมศวร์ ย้อนเล่าความเป็นมาว่า ตอนแรกทำเห็ดสด ปรากฏว่าขายไม่ได้ เพราะคนยั
การเดินทางเข้าไปสัมผัสความอร่อยของไอศกรีมในนครนิวยอร์ก รู้เลยว่า ประเทศไทยยังขาดไอศกรีมระดับซุปเปอร์พรีเมี่ยม ในขณะกลุ่มผู้มีความพร้อมจ่ายยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก กอปรกับไอศกรีมคือสินค้าตอบโจทย์คนไทยมาเป็นเวลาช้านาน เรียกว่าเป็นเมนูคุ้นเคยด้วยเพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ในปี 2557 “อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์” ไอศกรีมสัญชาติอเมริกัน ส่งตรงจากเมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซตส์สหรัฐอเมริกา เข้ามาให้คนไทยได้ลิ้มรส โดยการนำมาของบริษัท เอ็นวายซี–ไทย บีดี จำกัด มั่นใจในคุณภาพ 22 รสชาตินำร่อง คุณวลัยกรณ์ ไลน์เนอร์ ประธานบริษัท เอ็นวายซี–ไทย ดีบี จำกัด เล่าให้ฟังว่า หลังจากแต่งงานกับสามี คุณเบนจามิน ไลน์เนอร์ ซึ่งขณะนั้นประกอบธุรกิจส่งออกเสื้อผ้า โดยเปิดธุรกิจในประเทศไทย “มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวบ้านเกิดของสามีที่นิวยอร์ก ซึ่งตอนนั้นคุณเบน บอกว่าจะพาไปกินไอศกรีมแท้ๆ ซึ่งเขากินมาตั้งแต่เด็กๆ งงเลย ไอศกรีมมันมีของแท้ของปลอมด้วยเหรอ จนกระทั่งได้ไปลิ้มรสจึงเข้าใจว่าที่แท้ๆ นั้นเป็นอย่างไร ไอศกรีมของเขามีความละเอียด เนื้อแน่นเนียน รสชาติเข้มข้น ซึ่งเราไม่เคยกินแบบนี้มาก่อน คุณเบนบอกว่ายังหาไอศกรีมคุณภาพแบบนี้ที่
บริษัท ไทยเปเปอร์โมเดล จำกัด ก่อตั้งขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการสร้างงาน Paper Model หรือแบบจำลองกระดาษ ในรูปแบบสถาปัตยกรรมของไทย เพื่อสื่อถึงความเป็นไทย ให้คนไทย และชาวต่างชาติ ได้รู้จัก เห็นถึงคุณค่า ความงดงาม รวมถึงประวัติความเป็นมา และประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมนั้น มี คุณชลาธิป ทรัพย์มณี เป็นเจ้าของไอเดียสร้างสรรค์ เริ่มต้นให้ฟัง ปัจจุบันอายุ 47 ปี มีงานหลักคือ รับราชการในตำแหน่งหัวหน้าแผนกคอมพิวเตอร์ ประจำโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนธุรกิจส่วนตัวนี้ เริ่มมาจากความชอบงานกระดาษมาตั้งแต่เด็ก เคยทำโมเดลตัวการ์ตูนมาเก็บไว้เป็นของสะสม แต่รู้สึกว่าตัวการ์ตูนแบบเดียวกันคนอื่นก็มีได้ เลยอยากหาโมเดลแบบใหม่ที่ยังไม่มีใครมี จึงเริ่มทำ “โมเดลบ้านเรือนไทย” โดยมีบ้านเรือนไทยที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาของจริงเป็นต้นแบบ จากนั้นใช้ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์กราฟิกเข้ามาช่วย ใช้เวลาไม่นาน สามารถสร้างโมเดลกระดาษรูปทรงบ้านเรือนไทย ออกมาเป็นผลสำเร็จ ต่อมาจึงส่งผลงานโมเดลกระดาษทรงบ้านเรือนไทย เข้าประกวดในโครงการ Flying Geeuse กระทั่งได้รับรางวัลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางแล
