How to
เห็ดนางฟ้าดำ หรือเห็ดนางฟ้าภูฐานดำ เห็ดเศรษฐกิจขายดี คนทั่วๆ ไปรู้จักกันดี ปรุงอาหารได้หลายเมนู มีคุณค่าทางโภชนาการสูง การเพาะเห็ดชนิดนี้ก็ไม่ยุ่งยาก สามารถซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเพาะเองได้ หรือถ้าเก่งแล้วก็สามารถทำก้อนเชื้อเห็ดขายได้ด้วย คุณจิระศักดิ์ นนตะพันธ์ เจ้าของโรงเพาะเห็ด เลขที่ 424 หมู่ 1 ตำบลพนานิคม อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง เขาเพาะเห็ดมานานกว่า 13 ปี ปัจจุบันเพาะเห็ดนางฟ้าดำ 1 ไร่ ขนาดโรงเรือน 4X6 เมตร คุณจิระศักดิ์ บอกว่า คนที่สนใจเพาะเห็ด สามารถซื้อก้อนเชื้อเห็ดที่ขายกันทั่วไป (ราคากลาง ณ เดือนมกราคม 2560) ราคาก้อนละ 10 บาท นำมาเลี้ยงต่อ โดยรดน้ำทุกวัน น้ำต้องเป็นน้ำสะอาด หากเป็นน้ำประปาต้องพักไว้จนไม่มีกลิ่นคลอรีน น้ำคลองรดไม่ได้เพราะมีจุลินทรีย์ น้ำบาดาลใช้รดเห็ดได้ การรดน้ำเห็ด ให้รดวันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น หากอากาศร้อนให้รดน้ำบ่อยขึ้น ควรเก็บก้อนเชื้อเห็ดไว้ที่เย็นและชื้น อุณหภูมิ 24-28 องศาเซลเซียส สำหรับระยะเวลาการออกดอก คุณจิระศักดิ์ บอกว่า 3-7 วัน เห็ดจะเริ่มออกดอก ก้อนเชื้อเห็ด 1 ก้อนจะให้ผลผลิต 3-4 รุ่น ก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า 1,000 ก้อน จะให้ผลผลิต 40 กิโลกรัม
ร้านขายเครื่องประดับผมอย่างกิ๊บติดผม ในท้องตลาดมีมากมายหลายร้าน และหนึ่งในนั้นมี ร้าน “กิ๊บเกศ” ที่ยืนระยะอยู่มายาวนานตั้งแต่ปี 2546 เพราะด้วยฝีมืออันประณีตของกลุ่มแม่บ้านศาลายา จังหวัดนครปฐม ทำให้กิ๊บติดผมตัวเล็กๆ กลายเป็นสินค้าโดนใจชาวต่างชาติ มีออร์เดอร์สั่งไปขายไกลถึงทวีปยุโรป เครื่องประดับกับผู้หญิงถือเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะทรงผม ย่อมต้องมีเครื่องประดับตกแต่งให้สวยงามดูดี ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ธุรกิจที่เกี่ยวกับเครื่องประดับผู้หญิง ยังไงก็ไปได้ เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นแบบใด ทุกคนย่อมต้องการดูดีในสายตาคนอื่น “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไปเจาะธุรกิจร้านขายกิ๊บติดผม มานำเสนอ และที่สำคัญเป็นกิจการที่ยืนยงอยู่ในตลาดมานานนับสิบปี คุณกุ้ง – เบญญาภา สุทธิพันธุ์ อายุ 44 ปี เจ้าของร้าน “กิ๊บเกศ” กิจการขายกิ๊บ และกิ๊ฟต์ช็อป ที่มีสินค้าเครื่องประดับให้เลือกมากมาย ตั้งอยู่ที่แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ ตึกเก่าชั้น 5 ย้อนความเป็นมา เริ่มต้นธุรกิจนี้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว โดยมีคุณแม่ ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่น และเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านที่ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เลยเป็นผู้นำงาน “ทำกิ๊บ” มาจ้างให้ กล
เรื่อง/รูป โดย ข่าวสดออนไลน์ จากจุดเริ่มต้นอาชีพสุจริตทำมาหาเลี้ยงครอบครัวของ “สะเด่น-กานดา นามวงษา” บิดาและมารดาของคุณภัททิรา ชาวอุดรธานี เป็นธุรกิจเล็กๆ ทำกันเองในบ้าน ใช้กรรมวิธีการห่อแบบดั้งเดิมก็คือใช้มือ ห่อกันวันละประมาณ 100-500 ลูก ตกเย็นก็นำซาละเปาใส่รถกระบะไปเร่ขายตามงานวัด ขายดิบขายดีรู้จักกันพอสมควรในจังหวัดอุดรธานีสืบทอดมาจนถึงทายาทก็คือคุณภัททิรา แม้ธุรกิจซาลาเปาจะอยู่ตัว มีลูกค้ารู้จักเยอะ แต่ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ คุณภัททิราจึงพยายามมองหาช่องทางเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ๆ มีการศึกษาหาข้อมูลอยู่ตลอดเวลา กระทั่งได้มีโอกาสไปอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็ไปพบเครื่องจักรสำหรับทำขนมโมจิ เธอจึงได้ไอเดียนำมาดัดแปลงเป็นเครื่องทำซาลาเปา จนเป็นเจ้าแรกของเอสเอ็มอีที่ใช้เครื่องจักรทำซาลาเปาและขนมจีบ ที่สำคัญคุณภัททิรามีความเก่งด้านการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นไส้ของซาลาเปาที่หลากหลาย รวมทั้งเรื่องของช่องทางและการตลาดยุคใหม่ เนื่องจากเครื่องจักรที่มีอยู่นั้นสามารถผลิตซาลาเปาได้ถึงวันละ 100,000 ลูก หลังจากไตร่ตรองอยู่ระยะหนึ่ง คุณภัททิราก็ตัดสินใจย้ายมาลุยธุรกิจซาลาเปาที่กรุงเทพฯ เพราะมั่นใ
ตั้งชื่อแฟรนไชส์ใน 3 วินาที! “ลูกชิ้นจัง” เปิด 7 ปี มี 600 สาขา “นักลงทุนบางคนที่อยากซื้อแฟรนไชส์ลูก ชิ้น จัง อาจมองว่าเราเรื่องเยอะ ก็ไม่ง้อ ไปแบรนด์อื่นได้ ถึงอย่างนั้นเรายังคงนโยบายเดิม คือ คัดเลือกลูกค้าอย่างเข้มข้น เราไม่ใช่แฟรนไชซี ที่ไม่มีความรับผิดชอบ ที่ได้เงินค่าแฟรนไชส์ไปแล้ว ก็ปล่อยปละละเลย ขายได้ไม่ได้ ก็ไม่สน” นี่เป็นคำพูด ของ คุณหน่อย – ภิรมย์นาถ สว่างล้ำ เจ้าของกิจการ ลูก-ชิ้น-จัง ซึ่งให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เกี่ยวกับทิศทางการเติบโตของแฟรนไชส์ ซึ่งล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว มีอยู่ในความดูแลถึง 600 สาขา นั้นว่า ยังอยู่ครบ อยู่ดี และเติบโตขึ้นตามลำดับแบบช้าๆ แต่ว่ามั่นคง โดยปัจจุบันมีจำนวนแฟรนไชซีเพิ่มขึ้นจาก 600 รายจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่ถึง 700 ราย เพราะที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ อาทิ โปรโมตสินค้าในเว็บไซต์ยูทูป เข้าทำสัญญากับทาง “ดีแทค” เพื่อขอส่วนลดให้ลูกค้าวอล์กอิน และล่าสุด เข้าร่วมกับทาง “ไลน์ ประเทศไทย” เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งลูก ชิ้น จัง ไปรับประทานได้ถึงที่ ผ่านแอพพลิเคชั่น “ไลน์ แมน” “การตลาดล่าสุดของ
เรื่อง / รูป โดย ข่าวสดออนไลน์ ชาวบ้านยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ จับหนูนามาเพาะเลี้ยง เริ่มต้น 200 ตัว เพียง 2 เดือนขายได้เงินแล้วกว่า 4 หมื่นบาท เผยหนูนาเป็นอาหารพื้นบ้านหน้าแล้งนับวันจะหายาก จึงหาจับมาเพาะเลี้ยงจำหน่าย ปีใหม่มียอดสั่งซื้อจำนวนมาก นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 5 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านจะพากันหาจับหนูนาตามหัวไร่ปลายนามาประกอบอาหาร นิยมนำมาย่าง ผัดเผ็ด อ่อม ซึ่งรสชาติของเนื้อหนูนาในหน้าแล้งจะนุ่ม มันดี ให้ไขมันและโปรตีนสูง โดยจะออกหาจับด้วยวิธีการต่างๆ เช่น กับดัก แร้ว ใช้พลุหรือหน้าไม้ยิง หาขุดตามรู ตามความถนัด นายชาญชัย กล่าวอีกว่า เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป นับวันหนูนาจะหาจับยากมากขึ้น ตามหมู่บ้านทั่วไปจึงมีธุรกิจซื้อขายหนูนาเกิดขึ้น ราคาตั้งแต่ตัวละ 80-200 บาท ตามขนาด ซึ่งตนเองก็เคยจับหนูนามารับประทานและแบ่งขายให้เพื่อนบ้าน พอมีรายได้เสริมเข้าครัวเรือนในฤดูแล้งเป็นอย่างดี ทั้งนี้ เมื่อเห็นว่ากระแสความนิยมบริโภคหนูนาสูงและราคาดี จึงเกิดไอเดียเลี้ยงหนูนาขาย เริ่มต้นโดยนำอิฐบล็อคและสังกะสีมาทำเป็น
นที่ 28 ธันวาคม 2559 นายอนุชา กาติ๊บ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)อ่างทอง อ.เชียงคำ จ.พะเยา กล่าวว่า ตำบลอ่างทองมีประชาชนชาวไทยอีสานจำนวน 8 หมู่บ้าน ซึ่งมีวิถีชีวิตนิยมทอผ้าข้าวม้าและทำหมอนจากผ้าทอกันทุกครัวเรือน โดยเฉพาะผ้าขาวม้าทอเก็บไว้ในตู้ทุกปี ไว้ใช้สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน ดังนั้นทุกครัวเรือนจะมีผ้าขาวม้ากันทุกหลังคาเรือน เมื่อมีมากก็จึงได้หารือร่วมกันระหว่าง อบต.และกลุ่มแม่บ้าน จนได้แนวคิดเรื่องการเพิ่มมูลค่าผ้าขาวม้าที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวไทยอีสานใน ต.อ่างทอง ด้วยการฝึกอาชีพแปรรูปผ้าขาวม้า ทั้งนี้ อบต.ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้มีการฝึกอาชีพดังกล่าวขึ้น นางเพ็ญศรี ชื่นวงค์ รองนายก อบต.อ่างทอง กล่าวว่า เป็นการฝึกอาชีพเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่กลุ่มแม่บ้าน และที่สำคัญคือการสืบทอดและต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าขาวม้ามิให้สูญหาย เมื่อผ่านการฝึกอาชีพในครั้งนี้แล้ว ยังสามารถผลักดันและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปของตำบลอ่างทองได้ด้วย ด้านนางรุจิรา พิมพ์ประสงค์ ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าตำบลอ่างทอง กล่าวว่า กลุ่มอาชีพที่เกี
คุณจันทร์ที ประทุมภา138 หมู่ที่ 6 บ้านโนนรัง ตำบลตลาดไทร อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา 30270 โทรศัพท์ (089) 948-4737, (081) 074-2843 เดิมคุณจันทร์ที ประกอบอาชีพเป็นช่างซ่อมรถยนต์ ทำอยู่ประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นได้แต่งงานมีครอบครัว สร้างโรงสีข้าวและเลี้ยงหมูแม่พันธุ์ โดยมีหมู 80 ตัว นอกจากนั้นก็ทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว โดยทำนาเพียงอย่างเดียว รายได้จากการทำนาในปีแรกพอมีพอใช้ในครอบครัว ส่วนในปีที่สองจำเป็นต้องเอาหลักทรัพย์ไปจำนองสหกรณ์เพื่อนำเงินที่ได้มาลงทุนและใช้จ่ายในครอบครัว ผลจากการทำนาซึ่งเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ก่อให้เกิดหนี้สินและไม่มีเงินออม ต่อมาคุณจันทร์ทีได้ไปศึกษาดูงานแปลงเกษตรผสมผสานของ พ่อผาย สร้อยสระกลาง ปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์ จึงได้แนวความคิดการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จากนั้นจึงนำมาเผยแพร่ให้กับสมาชิกในครอบครัว และร่วมกันตัดสินใจที่จะเริ่มต้นทำการเกษตรผสมผสานและดำเนินชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา ปัจจุบันได้ทำการเกษตรผสมผสานโดยการลดต้นทุนทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให
ปัจจุบันหากใครมาพะเยา หลายคนเรียกหากล้วยหอมทองยัดเยียด เพราะเคยกินแล้วติดใจในรสชาติที่อร่อยกลมกล่อม ไม่อมน้ำมัน ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองยัดเยียด หลายคนที่ได้ยินชื่อก็ข้องใจว่าชื่อนี้มาได้อย่างไร ติดตามกันต่อไปแล้วท่านจะถึงบางอ้อ คุณอชิรา ปัญญาฟู หรือ พี่ปอนด์ ประธานกลุ่ม เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2544 แม่บ้านเกษตรกรบ้านปางป้อมเหนือ จำนวน 9 คน ได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเพื่อทำกิจกรรมลดปัญหาการว่างงาน และเห็นว่า กล้วยไข่พระตะบอง ที่เป็นกล้วยพันธุ์พื้นเมืองของพื้นที่ทางภาคเหนือ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ได้ปลูกไว้หรือขึ้นเองตามธรรมชาติในที่ของตนเองอยู่แล้ว แต่เป็นกล้วยที่ไม่นิยมกินสุก จึงได้แค่นำไปเป็นอาหารสัตว์เท่านั้น ไม่มีค่าอะไร จึงได้มีความคิดร่วมกันว่า จะนำกล้วยไข่พระตะบองดิบสด มาเป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปเป็น “กล้วยทอดกรอบ” คุณอชิรา ปัญญาฟู ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองยัดเยียด เริ่มแรก ได้ปรึกษาวิธีการผลิตกับทางญาติที่อยู่ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ซึ่งทำอยู่ก่อนแล้ว แต่รสชาติที่ได้ยังไม่คงที่ ต่อมาได้มีส่วนราชการได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือพัฒนาก
ระหว่างวันที่ 25-31 ธันวาคม 2559 วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ ตั้งอยู่ริมถนนเทศบาล 1 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้เปิดพื้นที่บริเวณด้านหน้าวิทยาลัย จำหน่าย”เค้กอาชีวะ”รสชาติอร่อยแต่ราคาถูกกว่าท้องตลาด เพื่อหารายได้ให้กับทางวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ และสร้างรายได้เสริมให้แก่นักศึกษา เพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว อีกทั้งเป็นการสร้างประสบการณ์วิชาชีพได้ในอีกทางหนึ่งด้วย ปรากฏว่าด้วยรสชาติที่อร่อยถูกปาก สนนราคาเพียงปอนด์ละ 150 บาทเท่านั้น ประกอบกับเข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ ทำให้มีลูกค้าทยอยมาสั่งซื้อเค้กผ่านนักเรียน-นักศึกษาของวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้นักศึกษากว่า 100 คน ต้องเร่งมือช่วยกันทำขนมเค้กภายในอาคารภาควิชาคหกรรมศาสตร์ เพื่อให้ทันส่งมอบให้กับลูกค้าที่นิยมนำไปมอบเป็นของขวัญเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2560 “นิวัติ ตังวัฒนา”ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ บอกว่า เทศกาลปีใหม่ของทุกปี ทางวิทยาลัยได้จัดเทศกาลผลิตเค้ก จำหน่ายติดต่อกันมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปีแล้ว โดยมีแนวคิดเพื่อให้คณะครู บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์แห่งนี้
ไข่กระทะนี้ น่าสนใจตรงที่ว่าเป็นการผสมผสานการกินอาหารแบบฝรั่งเศสกับจีนจนออกมาเป็นไข่กระทะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีปาเต บาแก็ต และยังมีซิ้วหม่าย เวลากินก็เหยาะซีอิ้ว และบีบซอสพริกศรีราชาลงไป ไข่กระทะ เป็นอาหารที่ชาวไทยคุ้นเคยกันดี ใครไปภาคอีสานที่จังหวัดอุบลราชธานี อุดรธานี นครพนม หนองคาย ลามไปถึงจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ ในภาคอีสาน แขกไปใครมาก็จะต้องไปกินมื้อเช้าที่ร้านไข่กระทะให้จงได้อย่างน้อยก็ต้องมีหนึ่งมื้อ เรารับรู้กันว่าไข่กระทะนี้เป็นอาหารเวียดนาม แต่หารู้ไม่ว่าไข่กระทะหน้าตาแบบที่เรากินในในประเทศไทยหาได้ยากยิ่งในประเทศเวียดนาม ฉันเองอยู่เวียดนามมา 7 ปี 6 เดือน ยังไม่เคยพบไข่กระทะแบบนี้เลย เพราะร้านขายอาหารคล้ายๆ กันนี้จะเป็นร้านสเต๊ก ชาวเวียดจะเรียกว่าไปกินบีทเต๊ต (Bít Tết) ซึ่งหมายถึง Beef steak โดยจะมีเมนูสเต๊กหลากหลายเป็นสเต๊กเนื้อวัว (Bò Bít Tết) มีทั้งเนื้อเวียดนาม เนื้อออสเตรเลีย เนื้อนิวซีแลนด์ และเนื้อนกกระจอกเทศ (Bít tết đà điểu) ให้เลือกในราคาย่อมเยา โดยทอดใส่กระทะร้อนๆ ที่ทำจากเหล็กหล่อรูปวัว เสิร์ฟมาเดือดๆ น้ำมันเยิ้มกระเด็นกระดอนกันให้วุ่นวาย ในกระทะนี้นอกจากจะมีช
