How to
MrBeast (มิสเตอร์บีสต์) หรือ Jimmy Donaldson (จิมมี โดนัลด์สัน) ยูทูบเบอร์อันดับหนึ่งของโลก ผู้ติดตามกว่า 476 ล้านซับ ที่ชื่อเสียงโด่งดังจากการทำคอนเทนต์แจกเงินก้อนโตและภารกิจสุดท้าทาย ล่าสุด ได้ออกมาเปิดเผยชีวิตการทำงานผ่านคอนเทนต์ “How MrBeast Works 18 Hours Per Day” ที่ทำเอาหลายคนต้องอ้าปากค้าง เพราะเขาบอกเองเลยว่าชีวิตนี้อยู่เพื่อทำงาน และไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Work-Life Balance เลยสักนิด จัดตารางชีวิตระดับนาที เพื่อสร้างอาณาจักรแข่งกับ Disney MrBeast เล่าว่า วันไหนที่เขาทำงานน้อยกว่า 15 ชั่วโมง ถือเป็นเรื่องปาฏิหาริย์มาก เพราะเขาวางแผนชีวิตละเอียดเป็นรายนาที แม้กระทั่งตอนถ่ายทำรายการ Beast Games รายการเรียลลิตี้การแข่งขันสุดยิ่งใหญ่ที่ทำร่วมกับ Amazon Prime เขายังต้องจ้างสแตนอิน มายืนทดสอบมุมกล้องและแสงในสตูดิโอ เพื่อที่เมื่อทุกอย่างพร้อม เขาจะได้เดินเข้าไปถ่ายทำได้ทันทีโดยไม่เสียเวลาแม้แต่แต่วินาทีเดียว MrBeast ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่คนทำคลิปอีกต่อไป แต่เขากำลังปั้น Beast Industries บริษัทมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.7 แสนล้านบาท ให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิงระดับโลกเพื่อ
จากอดีตที่คนทำงานจ่ายเงินให้ค่าอินเตอร์เน็ต ซอฟต์แวร์ และสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ทำงาน วันนี้แรงงานยุคใหม่กำลังมี “ต้นทุนดิจิทัลก้อนใหม่” เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นคือ ค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับ AI (Artificial Intelligence) หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สิ่งที่น่าสนใจคือ ค่าใช้จ่ายก้อนนี้ไม่ได้ถูกมองเป็น “ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย” อีกต่อไป แต่กำลังถูกตีความใหม่ว่าเป็น “ต้นทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน” ของคนทำงานยุคดิจิทัล ในเวลาไม่ถึง 2 ปี AI เปลี่ยนสถานะจากของทดลองเล่นของคนสายเทค ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของการทำงานยุคใหม่อย่างรวดเร็ว วันนี้คนทำงานจำนวนมากเริ่มต้นวันด้วย ChatGPT เปิดคู่กับ Google Docs ใช้ Claude ช่วยสรุปรายงาน เปิด Perplexity ค้นข้อมูล และปิดท้ายวันด้วยการสร้างภาพ พรีเซนเทชัน หรือวิดีโอผ่านแพลตฟอร์ม Generate AI อีกหลายตัว คำถามสำคัญของโลกการทำงานจึงไม่ใช่ “คุณใช้ AI หรือยัง” แต่กลายเป็น “คุณใช้ AI ได้เร็ว คุ้ม และปลอดภัยแค่ไหน” มากกว่า ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก งานวิจัยของ PWC (PricewaterhouseCoopers) ประเมินว่า AI อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” คนรู้จักกันเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน อยากเปิดร้านอาหาร ไปเช่าที่แถวพุทธมณฑลมาปรึกษาเรื่องการจัดวางผังร้านและครัว กำลังจะรื้อรีโนเวทห้องอยู่ โดยเฉพาะครัวร้านอาหารซึ่งเขาไม่มีความรู้พอในการวางผัง ครัวร้านอาหารตามตำราเขาให้จัดมีพื้นที่ 1 ใน 3 ของขนาดร้าน เช่น ร้านมีขนาด 100 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่นั่งกินสัก 70 ตารางเมตร อีก 30 ตารางเมตร ต้องเป็นครัว สัดส่วนของครัวควรจะเพิ่มขึ้นตามขนาดของร้าน ถ้าครัวเล็กไปแต่ที่นั่งกินเยอะจะบริการแขกไม่ทัน หลักการง่ายๆ ต่อไปคือ ครัวควรเป็น “ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือจัตุรัส” มีซอกมีมุม หลืบน้อยๆ และยังควรมีที่สำหรับจัดทำ “ห้องสต๊อกของ” มีทางเดินเข้าครัวจากในร้าน และช่องส่งอาหาร ผนังด้านหน้าที่ติดกับห้องอาหารจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ประตูทางเข้า-ออก (แนะนำเป็นบานสวิงคู่ หรือบานผลักง่ายๆ หรือ ม่านพลาสติกหนา เพื่อความสะดวกเวลาถือของ) และช่องส่งอาหาร ตรงช่องส่งอาหารนี้ควรทำเป็นบานปิดเปิดได้ หรือเป็นม่านจากวัสดุที่ไม่ดูดซับฝุ่น ควัน น้ำมัน ไม่ขึ้นราง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ลมเย็นจากเครื่องปรับอ
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเครือข่ายภาคีกว่า 40 องค์กร เปิดตัวแพลตฟอร์ม “Next Learn” พื้นที่การเรียนรู้ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้สามารถ “เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย” และกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่น “Next Learn” คือพื้นที่การเรียนรู้ที่ไม่จำกัดกรอบการศึกษาแบบเดิม ถูกออกแบบเพื่อให้ทุกคนยังมีโอกาสเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และก้าวต่อไปในชีวิต โดยไม่ต้องทิ้งชีวิตจริงไว้ข้างหลัง โดยประเทศไทยยังมีเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษามากกว่า 600,000 คน ขณะที่กรุงเทพมหานคร ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 7 มีนาคม 2569 พบว่า มีเด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี ที่อยู่นอกระบบการศึกษาจำนวน 125,724 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการออกแบบระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้เรียน จากการสำรวจเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ทั่วประเทศกว่า 9,000 คน พบว่า 68% ไม่ต้องการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแบบเดิม แต่ต้องการรูปแบบการเรียนรู้ที่สามา
ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งตัวแรงกว่าเงินเดือน การมีรายได้ทางเดียวอาจจะไม่พออีกต่อไป วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มัดรวม 25 ไอเดียหารายได้เสริม ที่กำลังฮิตในหมู่ชาวทวิตเตี้ยนและคนรุ่นใหม่ ใครถนัดสายไหน รีบจดแล้วไปเริ่มทำกันเลย 1. Affiliate Marketing ใครที่ชอบช้อปปิ้งและมีจิตวิญญาณนักขาย นักป้ายยา แนะนำให้ทำนายหน้า Affiliate เลย เพราะยุคนี้ไม่ต้องสต๊อกของ ไม่ต้องลงทุน ก็สามารถสร้างรายได้ได้ เพียงแค่แชร์ลิงก์สินค้าที่ชอบ หรือที่ใช้อยู่แล้ว ซึ่งรายได้จะมาจากตอนที่มีคนกดซื้อสินค้าก็จะได้รับเป็นค่าคอมมิชชัน โดยปัจจุบันมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลายแห่งที่เปิดให้คนทั่วไปสามารถสมัคร Affiliate พร้อมกับก้อปปี้ลิงก์เพื่อไปรีวิวและสร้างรายได้ ไม่ว่าจะเป็น นอกจากนี้ ยังมีช่องทาง Affiliate อื่นๆ อีกเพียบ ทั้ง Big C และ HomePro ก็มีระบบให้เราช่วยขายเช่นกัน อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง 2. Freelance สำหรับใครที่คิดว่าตัวเองมีทักษะเฉพาะตัว อย่าปล่อยให้เสียเปล่า เพราะตอนนี้มีแพลตฟอร์มที่รวมฟรีแลนซ์หลายอาชีพ สามารถเลือกรับงานได้ตามความถนัด นั่นคือ Fastwork โดยสามารถประกาศหางานได้ตามสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น
ชานมไข่มุก เชื่อว่าต้องเป็นหนึ่งในเมนูเครื่องดื่มที่เป็นขวัญใจทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ด้วยรสชาติที่อร่อย พร้อมกับไข่มุกที่นุ่มนวล จึงเกิดเป็นร้านชานมไข่มุกกระจายไปหลายแห่ง แบรนด์ต่างๆ ลงมาเล่นในสมรภูมินี้กันมากขึ้น จึงทำให้เราเห็นว่ามีแบรนด์ชานมไข่มุกในท้องตลาดให้ได้เลือกซื้อมากมาย โดยมีราคาตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยเลยทีเดียว วันนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 30 เมษายน ในทุกๆ ปีจะถูกเรียกว่าเป็น “วันชานมไข่มุกแห่งชาติ” ฟังดูยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ว่าทำไม? วันที่ 30 เมษายน ถึงถูกจัดให้เป็นวันชานมไข่มุกแห่งชาติ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้รวบรวมข้อมูลมาให้ผู้อ่านทุกท่านแล้ว จุดเริ่มต้น ความบังเอิญที่แสนหวาน ประวัติศาสตร์ของชานมไข่มุกอยู่ในเกาะไต้หวันช่วงยุค 1980 แม้จะมีการถกเถียงกันระหว่างสองร้านดังอย่าง Chun Shui Tang และ Hanlin Tea Room ว่าใครคือผู้ให้กำเนิดที่แท้จริง แต่เรื่องราวที่แพร่หลายที่สุดคือความบังเอิญในห้องประชุม ในปี 1988 ขณะที่ผู้บริหารของร้านชาแห่งหนึ่งกำลังประชุมเคร่งเครียด เธอได้ลองเทขนม “เฟินหยวน” (Fen Yuan) หรือแป้งปั้นหนึบหนับที่เป็นของหวานพื้นเมืองลงในชานมเย็น ผลล
เข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายน ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมืองของจีนเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมของ “ราชาแห่งผลไม้” จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งสัญญาณการเวียนมาของ “ฤดูทุเรียน” โดยระบบโลจิสติกส์ที่พัฒนาดีขึ้น และการขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซได้ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่ไปสู่ตลาดเมืองรอง โม่เจียหมิง พ่อค้าผลไม้ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ให้สัมภาษณ์ว่า การนำเข้าทุเรียนจากไทยและเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปี โดยอัตราการเติบโตของทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงมีปริมาณเกือบเท่าหรือมากกว่าทุเรียนจากไทย แต่ทุเรียนไทยยังค่อนข้างได้เปรียบในแง่ปริมาณการค้าและแบรนด์ คุณภาพและความไว้วางใจที่มีมานาน จึงยังคงเป็นด่านสำคัญสำหรับทุเรียนเวียดนาม ข้อมูลจาก สำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีน ระบุว่า จีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2025 สูงราว 1.86 ล้านตัน ทำให้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าลักษณะการแข่งขันของทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตลาดจีนยังคงปรับเปลี่ยนไม่หยุด เนื่องจากพื้นที่เพาะป
เว็บไซต์ TasteAtlas หรือเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาหารท้องถิ่น วัตถุดิบดั้งเดิม และร้านอาหารยอดนิยมจากทุกมุมโลก ได้จัดอันดับเครื่องดื่มยอดฮิตที่สุดในโลก โดยมีหัวข้อที่ว่า “Best Non-alcoholic Beverage Types in the World” หรือแปลเป็นไทยว่า อันดับเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ยอดเยี่ยมที่สุดจากทั่วโลก โดยเมนู “ชาไทย” จากประเทศไทย ติดโพลอยู่ในอันดับที่ 9 ทาง TasteAtlas ได้อธิบายความเป็นชาไทยไว้ว่า “ชาเย็น” (หรือชาไทย) ขนานแท้ คือส่วนผสมที่ลงตัวของชาดำรสเข้มข้น นมข้นหวานหรือนมข้นจืด น้ำตาล เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งป่น โดยตามธรรมเนียมดั้งเดิมนั้น ตัวชาจะทำจากใบชาดำแบบแห้ง เช่น พันธุ์อัสสัม ซีลอน หรือคีมุน หรือบางสูตรจะมีการเพิ่มส่วนผสมอย่าง มะขามบด โป๊ยกั๊ก หรือกระวาน ลงไปด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งในปัจจุบันที่เป็นแบบรถเข็นข้างทางและในร้านอาหาร มักนิยมใช้ผงชาแบบสำเร็จรูปที่มีการผสมสีผสมอาหาร ซึ่งทำให้ชามีสีส้มที่โดดเด่นและดูไม่เป็นธรรมชาติ ในขณะที่ชาแบบดั้งเดิมควรจะมีสีน้ำตาลอำพันที่เข้มและลึก โดยปกติแล้วจะนำน้ำชาไปทำให้เย็นก่อนนำมาผสมกับน้ำแข็ง ชาไทยนั้นมีจำหน่ายทั่วไปตามร้านรถเข็นข้างทาง และยัง
ถ้าวันนี้คนตัดสินใจระดับสูง ต้องลงมาจับแก้ว ชงชา และเผชิญหน้ากับลูกค้าที่ต่อคิวยาวเหยียดด้วยตัวเองจะเป็นอย่างไร? และแน่นอนว่าเมื่อ คุณไผ่-กชณิชา ฐิติชนาโชติ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Nose Tea ตัดสินใจนำทีมบริหารและ Head ทุกฝ่ายลงจากออฟฟิศไปสวมผ้ากันเปื้อน ยืนขายชาหน้าร้านแบบเต็มตัว 1 วันเต็ม ซึ่งได้ออกมาโพสต์คลิปที่เป็นกระแสไวรัลทันที โดยระบุข้อความว่า “พี่ลองให้ทีมบริหารกับ Head ทุกฝ่ายมาทำงานหน้าร้านโนสทีแบบจริงจังเลย เพื่อที่ทุกคนจะได้รู้ปัญหาและจะได้แก้ไขพัฒนาแบรนด์ให้เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน อะไรใหม่ ๆ ของโนสทีมาก” ในช่วงต้นคลิป แสดงออกให้เห็นเลยว่า หน้าร้านมีแต่ความวุ่นวายและปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ซึ่งในฐานะผู้บริหารหลายๆ ท่าน ก็อาจจะไม่เคยรับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แต่หากผู้อ่านลองย้อนดูคลิปดีๆ เราอาจจะเห็นถึงกลยุทธ์หรือแนวทางการทำธุรกิจอะไรบางอย่างจากการที่พาผู้บริหารมาลงพื้นที่ โดยเนื้อหาในคลิปช่วงหนึ่ง เหล่าผู้บริหารได้กล่าวว่า เมื่อระยะห่างลดลงวิสัยทัศน์จะชัดเจนขึ้น เหตุผลที่ทำไมถึงเอาผู้บริหารและเมเนเจอร์ลงมาทำงานหน้าร้าน คุณไผ่กล่าวในคลิปว่า วันนี้ที่ให้มาไม่ได้ต้องการ
ใครที่เป็นสายช้อปปิ้ง เดินบิ๊กซีบ่อยๆ ต้องรู้ เพราะปัจจุบันเราไม่ต้องเสียแค่เงินซื้อของอย่างเดียวแล้ว แต่สามารถเป็นนายหน้ารับรายได้จากบิ๊กซีได้แบบไม่ยาก จะหยิบผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม หรือของใช้ในบ้านมาป้ายยา ก็รับค่าคอมมิชชันไปแบบเน้นๆ โดยการป้ายยาแบบแปะลิงก์ Affiliate คือการตลาดออนไลน์ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นนายหน้าโปรโมตสินค้าหรือบริการผ่านลิงก์ และเมื่อมีคนคลิกซื้อสินค้าผ่านทางลิงก์นั้น ผู้โปรโมตจะได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชัน วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีช่องทางการหารายได้เสริมมาแนะนำ นั่นคือ Big C Affiliate เป็นการสร้างรายได้เสริมออนไลน์ผ่านแอป Big C PLUS แบบไม่ต้องสต๊อกสินค้าหรือจัดส่งสินค้าเอง เพียงแชร์ลิงก์สินค้าตามช่องทางออนไลน์ที่สะดวก อาทิ Facebook, Instagram, X (Twitter) และช่องทางอื่นๆ อีกมากมาย ขั้นตอนการทำง่ายๆ โดยใช้เวลาสมัครเพียง 1 นาที นอกจากนี้ทางบิ๊กซียังมีสินค้าให้เลือกมากกว่า 30,000 รายการ และสามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย จะทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ขั้นตอนการสมัครง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน 1. สแกน QR CODE หรือคลิก https://affiliate.bigc.co.th/bigc/register เพื่อสมัคร
