การเงิน และการตลาด
รวมธุรกิจติดเทรนด์ รองรับสังคมสูงวัย โอกาสเติบโตสูง (อัปเดต 2025) เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา โลกของเรามีประชากรประมาณ 5,735 ล้านคน โดยประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 540 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 9 ของประชากรโลก จนในปี 2558 ประชากรโลกมีจำนวน 7,349 ล้านคน โดยมีจำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 901 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 12 จึงกล่าวได้ว่า “ประชากรโลกได้กลายเป็นสังคมสูงวัยแล้ว” สำหรับประชากรไทย ข้อมูลจาก กรมกิจการผู้สูงอายุ ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 65,969,270 คน และมีจำนวนผู้สูงอายุประมาณ 13,444,127 คน คิดเป็น 20.69% โดยภาคกลางเป็นอันดับ 1 ของจำนวนผู้สูงอายุที่มากสุด คือ 4,776,960 คน หากเปรียบเทียบจำนวนผู้สูงอายุในไทย เมื่อเดือนธันวาคมปี 2566 มีจำนวนผู้สูงอายุอยู่ที่ 13,064,929 คน จากข้อมูลข้างต้น เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้สูงอายุในประเทศไทย มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการคาดคะเนว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า ประชากรไทยจะลดลง จาก 66 ล้านคน จะเหลือเพียง 60 ล้านคน เพราะอัตราการเกิดมีน้อย แต่ประชากรผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็น 19 ล้านคน ดังนั้
เคล็ด (ไม่) ลับ! แชร์ทริก ‘ผ่อนบ้าน’ ฉบับคู่รัก วางแผนอย่างไร ให้ผ่อนหมดไวไปด้วยกัน เมื่อความรักสุกงอม การวางแผนซื้อเรือนหอร่วมกันถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิตคู่ การมีบ้านเป็นของตัวเอง นอกจากจะสร้างความมั่นคงแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์การเริ่มต้นสร้างครอบครัวอีกด้วย สอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุดของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) พบว่า ผู้บริโภคเกือบ 1 ใน 3 (31%) ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับพ่อแม่และบุตรหลานเมื่อขยายครอบครัว รวมถึงการวางแผนระยะยาวสำหรับผู้ที่มีแผนแต่งงานสร้างครอบครัว ลองมาดูเคล็ด (ไม่) ลับ ช่วยให้คู่รักวางแผนผ่อนบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระดอกเบี้ยให้หมดไว สานฝันให้คู่รักมีเรือนหอในฝันได้อย่างมั่นใจ 1. ตกลงหน้าที่ผ่อนบ้านให้ชัดเจน คู่รักทั้ง 2 ฝ่ายควรปรึกษาและตกลงกันให้ชัดเจน เกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบในการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน เช่น ใครจะเป็นผู้ยื่นกู้ซื้อบ้านหรือจะกู้ร่วมกัน ใครจะรับหน้าที่ผ่อนบ้านเป็นหลัก แบ่งสัดส่วนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนกล
โอกาสและการเติบโตของตลาด ‘Luxury Tourism’ ของไทย จากกระแส “White Lotus” เรียกได้ว่าเป็นการจุดกระแสการท่องเที่ยวที่ทั่วโลกจับตามอง สำหรับซีรีส์ดัง The White Lotus ซีซัน 3 ที่เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำหลัก โดยเน้นไปที่เกาะสมุยเป็นพิเศษ ทำเอาหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ซีรีส์เรื่องนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวระดับหรูของไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง และคาดหวังว่าจะช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกและสร้างโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับหรูของไทย หรือที่เรียกว่า “ไฮเอนด์ ทัวริซึม” ด้านคุณชมพู่ มรุศโชติ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำนิวยอร์ก ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ถึงการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวว่า “เธอเชื่อว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 20% ในฮาวาย และซิซิลี จากซีรีส์ซีซัน 1 และ 2 และคาดว่าความสำเร็จนั้นจะเกิดขึ้นกับไทยเช่นกัน” ถึงแม้คุณชมพู่จะคาดหวังไว้ไม่มากนัก แต่การเพิ่มขึ้น 20% ที่เธอคาดหวังไว้ก็เพียงพอที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมามียอดนักท่องเที่ยวเท่ากับก่อนเกิดโรคระบาดได้ “The White Lotus” ปรากฏการณ์สะเทือนโลก กระตุ้นการท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์
มหากาพย์วงการนางงาม! จับตา มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ยุค ‘บอสณวัฒน์’ ทุ่ม 180 ล้าน คว้าลิขสิทธิ์ 5 ปี ทำสงครามนางงามสะเทือน เรียกได้ว่าเป็นกระแสร้อนแรงในวงการนางงามอย่างมาก หลังจากที่ ‘ณวัฒน์ อิสรไกรศีล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้อำนวยการกองประกวด บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศคว้าลิขสิทธิ์การจัดการประกวด Miss Universe Thailand (MUT) อย่างเป็นทางการต่อจาก TPN โดยทุ่มเงิน 180 ล้านบาท ถือลิขสิทธิ์ เป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่ 2025-2029 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการนางไทย และเราอาจได้เห็นการนำ DNA ของทั้ง 2 เวทีดัง อย่าง MGI มาผสานกับ MUT ในการประกวดนับจากนี้ ที่จะมีความสนุก ความแซ่บ และเป็นที่จับตามองมากขึ้น สำหรับ Miss Universe (มิสยูนิเวิร์ส) หรือ MU จัดการประกวดมาแล้ว 73 ครั้ง เวทีนี้ถูกเปลี่ยนมือมาแล้วหลายครั้ง หนึ่งในนั้น โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบัน เคยเข้าซื้อกิจการและเข้าบริหารองค์กรนี้ เมื่อปี 1996 ส่วนในปี 2022 มิสยูนิเวิร์สได้ตกมาอยู่ภายใต้การบริหารงานของนักธุรกิจไทย อย่าง แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ โดย JKN METAVERSE INC. ซ
ให้ความสำคัญกับอิสรภาพทางการเงิน ใช้ชีวิตแบบที่ต้องการ มากกว่ามีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูก รู้จัก DINK เทรนด์ใหม่ของชีวิตคู่ยุคนี้ ในยุคที่ค่านิยมเกี่ยวกับครอบครัวเปลี่ยนไป คู่รักหลายคู่เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากกว่าการมีลูก ทำให้แนวคิด DINK หรือ Dual Income, No Kids คู่แต่งงานมีรายได้ทั้งคู่ และไม่มีลูก กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น DINK หมายถึง คู่รักที่แต่งงานหรือใช้ชีวิตร่วมกัน โดยที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีรายได้เป็นของตัวเอง และไม่มีลูก ไม่ว่าจะเป็นคู่ชาย-หญิง และ LGBTQ+ ก็สามารถเป็น DINK ได้ทั้งนั้น กลุ่มคนเหล่านี้มักให้ความสำคัญกับอิสรภาพทางการเงิน การใช้ชีวิตแบบที่ต้องการ และการลงทุนเพื่ออนาคต มากกว่าการมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูก เช่น ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูต่างๆ จากผลสำรวจของสถาบัน Brookings พบว่า ครอบครัวที่มีรายได้ปานกลางโดยเฉลี่ยจะต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูบุตรประมาณ 200,000-300,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 6-10 ล้านบาท) จนอายุครบ 17 ปี ทำไม DINK ถึงเป็นคู่รักกระเป๋าหนัก? 1. รายได้สองทาง ไม่มีภาระลูก : ด้วยความที่ทั้งคู่ทำงานและสร้างรายได้ของตั
บอกมาปีนี้ อยากได้กี่ดอก! วาเลนไทน์ บอกรักผ่านกุหลาบ จำนวนดอก มีความหมายว่าอะไร? เข้าสู่เทศกาลแห่งความรักอย่าง วันวาเลนไทน์ แล้ว หลายๆ คน เริ่มมองหาของขวัญ เพื่อมอบเป็นของแทนใจให้คู่รักหรือคนที่แอบชอบแอบปลื้ม โดยหนึ่งในของที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอดและถือเป็นสัญลักษณ์ของความรักเลยก็คือ ดอกกุหลาบสีแดง แล้วรู้ไหมว่า จำนวนดอกกุหลาบ ที่ให้กัน แต่ละจำนวน มีความหมายแฝงด้วยนะ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้รวบรวมความหมายของดอกกุหลาบแต่ละจำนวนมาให้แล้ว ดังนี้ ดอกกุหลาบ 1 ดอก แปลว่า รักแรกพบ ดอกกุหลาบ 2 ดอก แปลว่า ความรู้สึกเราไม่ต่างกัน ดอกกุหลาบ 3 ดอก แปลว่า ฉันรักคุณ ดอกกุหลาบ 5 ดอก แปลว่า ฉันรักคุณมากๆ ดอกกุหลาบ 6 ดอก แปลว่า ฉันรักและคิดถึงคุณมากๆ ดอกกุหลาบ 7 ดอก แปลว่า ฉันหลงเสน่ห์คุณเข้าให้แล้ว ดอกกุหลาบ 8 ดอก แปลว่า ฉันอยากชดเชยวันเวลาที่ขาดหายไปให้กับคุณ ดอกกุหลาบ 9 ดอก แปลว่า รักของเราจะอยู่นานตราบชั่วชีวิต ดอกกุหลาบ 10 ดอก แปลว่า คุณเป็นคนที่น่ารักที่สุด ดอกกุหลาบ 11 ดอก แปลว่า คุณคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต ดอกกุหลาบ 12 ดอก แปลว่า ขอให้เราคู่กันจวบจนนิรันดร์ ดอกกุหลาบ 13 ดอก แปลว่า เพื่อนก
“Lonely Economy” ธุรกิจเพื่อคนโสด ตอบโจทย์คนเหงา ที่ชอบอยู่คนเดียว ในยุคนี้การเป็นโสดไม่ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะมีจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่คนเดียวหรือเลือกใช้ชีวิตโสดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศจีนมีคนโสดอยู่ประมาณ 260 ล้านคน และกลุ่มคนเหล่านี้เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวถึง 92 ล้านคน (มากกว่าประชากรไทยทั้งประเทศอีก) และไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง เมื่อมีคนโสดเป็นจำนวนมาก จึงเกิดแนวคิดและรูปแบบของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป อันเกิดจากค่านิยมของคนโสด เพื่อให้ตอบโจทย์กับตัวเองมากที่สุด และสิ่งนั้นเรียกว่า Lonely Economy Lonely Economy คืออะไร เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เกิดจากค่านิยมและแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงไปของคนโสด จนส่งผลต่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ทำให้สังคมและเศรษฐกิจต้องปรับตัวให้ตอบโจทย์กับความต้องการและการบริโภคของคนโสด เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผู้คนในสังคมได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น มีรายได้ทางการเงินมั่นคง และสบายใจที่จะใช้ชีวิตตัวคนเดียว เทรนด์เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนที่มีไลฟ์สไตล์แบบ “คนโสด” ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นในหลายประเทศ การที่คนโสดหลายคนชอบอยู่คน
รู้จัก Fauxductivity แกล้งทำงานหนัก พฤติกรรมที่เป็นแบบไม่รู้ตัว เพราะอยากให้คนอื่นมองว่าขยัน เมื่อการทำตัว “ยุ่ง” ไม่ได้แปลว่าทำงานมีประสิทธิภาพ ทุกคนคงเคยเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ ที่เพื่อนร่วมงานดูยุ่งตลอดเวลา นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำงานไม่หยุด ยกโทรศัพท์เดินคุยด้วยสีหน้าตึงเครียด หรือแม้กระทั่งขยับเมาส์อยู่ตลอดเวลาราวกับไม่มีเวลาว่าง แต่เมื่อดูผลงานจริงๆ แล้วกลับพบว่า ไม่ได้มีอะไรคืบหน้า พฤติกรรมนี้เรียกว่า “Fauxductivity” หรือการแสร้งทำงานให้ดูหนักหน่วง แต่แท้จริงแล้วไม่มีประสิทธิภาพ Fauxductivity คืออะไร? Fauxductivity (โฟ-ดัค-ติ-วิ-ตี้) มาจากคำว่า Faux (มาจากคำว่า Fake ที่แปลว่า ปลอม) + Productivity (ประสิทธิภาพ) หมายถึง การแสร้งทำเป็นว่ากำลังทำงานหนัก แต่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่ดี หลายคนอาจไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ แต่ด้วยวัฒนธรรมองค์กรความกดดันจากหัวหน้า หรือแม้แต่ความต้องการที่อยากให้คนอื่นมองว่าตัวเองขยัน ทำให้พฤติกรรม Fauxductivity นี้แพร่ระบาดโดยไม่รู้ตัว สาเหตุหลักของพฤติกรรมนี้ เกิดจากหลายปัจจัย อาทิ สภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษ (Toxic workplace) : อาจเกิดจากระบบงานที่มีปัญห
อดีตแอร์โฮสเตส เผยจุดเปลี่ยนชีวิต ทิ้งเงินหลักแสน หันมาต่อยอดร้านอาหารข้างทาง สร้างกำไรสุดปัง อาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอาจจะเป็นความฝันของใครหลายคน ดังเช่นเรื่องราวของ เชอร์รี่ แทน ที่เธอพยายามสมัครเข้าทำงานตำแหน่งนี้ แต่กลับถูกปฏิเสธถึง 9 ครั้ง แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ จนได้ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ หลังจากทำงานมาเป็นเวลา 6 ปี เธอก็ตัดสินใจลาออกจากงานในฝันของเธอ มาขายอาหารแผงลอย จุดเริ่มต้น ตอนที่ เชอร์รี่ แทน อายุได้ 19 ปี เธอได้สมัครเข้าทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ Singapore Airlines แต่แล้วก็ถูกปฏิเสธ เธอจึงเปลี่ยนเส้นทางอาชีพชั่วคราว และไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สาขาธุรกิจการบริการที่ Singapore Institute of Technology แต่ความฝันที่อยากจะเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็ยังไม่เคยหายไป เธอสมัครเข้าทำงานต่อ หลังจากสำเร็จการศึกษา เธอพยายามมาจนถึงครั้งที่ 10 ก็ได้งาน และใช้เวลา 6 ปีในการบินไปทั่วโลก สำรวจประเทศใหม่ๆ ทุกๆ 2 วัน จนปัจจุบัน เธออายุ 29 ปี เธอกล่าวว่า “การเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน” และเ
เป็นคนมีค่า(รถ) 1 ปีของคนมีรถ หมดค่าใช้จ่าย ไปกับอะไรบ้าง คนมีรถคงเข้าใจกันดีว่า เมื่อซื้อรถสักคันแล้ว ค่าใช้จ่ายจะยังไม่จบแค่วันที่ขับรถออกจากศูนย์ เพราะในทุกๆ ปี จะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เจ้าของรถจำเป็นต้องใช้เงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้ขับขี่ทุกคนต้องวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อให้รายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือนอยู่ในสภาพคล่อง ไม่ให้เงินที่ดูแลรถกระทบค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และไม่ให้ค่าใช้จ่ายอื่นๆ กระทบเงินที่ต้องใช้เกี่ยวกับรถ วันนี้จึงชวนมาเช็กลิสต์กันว่าเมื่อมีรถเป็นของตัวเอง 1 คัน ภายใน 1 ปี จะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง 1. ค่าผ่อนรถยนต์และดอกเบี้ย หลายคนเลือกซื้อรถยนต์ด้วยการผ่อน แบ่งชำระเป็นงวดๆ เพราะรถยนต์เป็นทรัพย์สินมูลค่าสูง การควักเงินก้อนใช้ซื้อรถในครั้งเดียว อาจไม่สะดวกต่อใครหลายคน การผ่อนชำระรถยนต์มีการคำนวณดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) ซึ่งเป็นรูปแบบที่เงินต้นลด แต่ดอกเบี้ยไม่ลดตาม ต้องชำระค่าผ่อนรถจำนวนเต็มให้ตรงกำหนดทุกงวด หากไม่ชำระและมียอดค้างหลายๆ งวด อาจถูกยึดรถคันนั้นไปอย่างน่าเสียดาย 2. ค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า เงินที่ใช้ไปกับการเติมน้ำมันถือเป็นค่าใช้จ่ายประจำสำหรับค
