Featured
วันที่ 22 ธ.ค. น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงกรณีไทยโหวตหนุนร่างข้อมติของสหประชาชาติหรือยูเอ็นให้สหรัฐยกเลิกการรับรองเมืองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอลว่า ท่าทีไทยในการสนับสนุนร่างข้อมติเป็นท่าทีที่ไทยยึดมั่นมาโดยตลอด ตามพื้นฐานของข้อมติสหประชาชาติ และเป็นเรื่องของหลักการ ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และนางนิกกี เฮลลีย์ ทูตสหรัฐอเมริกาประจำยูเอ็น ได้ขู่ว่าสหรัฐอเมริกาอาจตัดเงินช่วยเหลือ ประเทศที่โหวตสนับสนุนข้อมติของยูเอ็นให้สหรัฐยกเลิกการรับรองเมืองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล “ความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐฯครอบคลุมหลายมิติ ประเทศไทยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯมาหลายปีแล้ว เพราะสถานะระดับการพัฒนาของไทย ส่วนใหญ่เป็นความร่วมมือผ่านโครงการระดับภูมิภาค ” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าว ทั้งนี้ ในการลงมติในประเด็นดังกล่าว มีชาติสมาชิกโหวตเห็นชอบ 128 ชาติ โหวตไม่เห็นชอบ 9 ชาติ และอีก 35 ชาติ งดออกเสียง ที่มา ข่าวสดออนไลน์
จากกรณีเฟซบุ๊ก คุณท้าวศรีสุวรรณภิรมย์ภักดี โพสต์ภาพชาย โดยระบุว่าเป็นคนทรงเจ้า แต่งเครื่องแต่งกายและประดับเครื่องหมายยศ คล้ายกับชุดเครื่องราชอิสริยาภรณ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือเสด็จเตี่ย พร้อมระบุข้อความ“มหาบารมี ประดับเครื่องราชฯ ได้สมพระเกียรติมาก แสดงว่าทรงจริงแน่นอนเลยเจ้าค่ะ พระองค์ควรแจ้งให้ราชสกุลอาภากร ไปเฝ้ารับเสด็จนะเจ้าคะ จะได้สมพระเกียรติจริงๆ หน่อเนื้อพระพุทธเจ้าหลวง มิควรไปลงเกย์แก่ กินเงินพานครู นั่งดูดวงนะเจ้าคะ” เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. พล.ต.ต.มานะ อินพิทักษ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร สั่งการให้ พ.ต.อ.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ รองผบก. ติดตามตรวจสอบความคืบหน้าคดีหลังตำรวจ สภ.ย่อยบางน้ำจืด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เข้าตรวจสอบสำนักทรงเจ้าซึ่งใช้ชื่อว่า สำนัก “พุทธะเทวะมงคลสถาน” พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (บางน้ำจืด) เลขที่ 34/7 หมู่ 4 ต.บางน้ำจืด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร แต่ไม่พบร่างทรงตามรูปภาพที่ปรากฎที่โซเซี่ยล พบเพียงเครื่องแต่งกายที่ประดับเครื่องหมายต่างๆ คล้ายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รวมทั้งกระบี่และห
เพจ Architecture & Design ได้โพสต์ภาพการแต่งรถหรูแนวสยองขวัญ เพราะแต่ละคันนั้นมาแนวเลือดสาด ราวกับขับฝ่าฝูงซอมบี้มาเป็นร้อยตัว ใครสายนี้ลองดูเผื่อเป็นแรงบันดาลใจ แต่ระวังโดนเรียกนะ ที่มา ข่าวสดออนไลน์
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานดำเนินโครงการ “ปีใหม่ ข้าวใหม่…อิ่มท้อง อิ่มใจ ช่วยชาวนา” เป็นโครงการที่กระทรวงพลังงาน โดยบมจ.ปตท. จะทำการแจกข้าวใหม่ 1 ถุง (0.5 กิโลกรัม) ให้กับผู้ที่เข้ามาเติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ จำนวนเท่าใดก็ได้ ณ สถานีบริการน้ำมันปตท. เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไปจนกว่าของจะหมด ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดการแจกข้าวประมาณ 2 ล้านถุง หรือ 1 ล้านกิโลกรัม “การจัดหาข้าวจะมาจากเกษตรกรหรือ กลุ่มเกษตรกรโดยตรงไม่เป็นการจัดหาจากคนกลางใดๆ ดังนั้นเกษตรกรสามารถนำข้าวไปขายให้กับปตท. ได้โดยตรง โดยข้าวที่นำมาขายนั้นจะต้องเป็นข้าวใหม่แต่ชนิดไหนก็แล้วแต่พื้นที่”นายศิริกล่าว นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บมจ. กล่าวว่า ปตท. จะเปิดจุดรับซื้อข้าวจากเกษตรกร ที่ปั๊มน้ำมันของปตท. 1,500 สถานีทั่วประเทศ โดยกำหนดให้แต่ละสถานีฯ รับซื้อข้าวจากเกษตรกรสถานีละ 650 กิโลกรัม (ก.ก.) โดยจะแบ่งซื้อจากเกษตรกรรายละ 65 ก.ก. เป็นจำนวน 10 ราย ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 15,000 ราย สำหรับราคารับซื้อจากเกษตรกรอยู่ที่ 35 บาทต่อก.ก.เ
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยในการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและสร้างรายได้ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างเหมาะสม ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพื่อสร้างความสุขให้ประชาชน อย่างยั่งยืน กรมการค้าภายใน ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลปากท้องของประชาชน จึงได้เร่งดูแลให้ความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง โดยการจัดหาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพมาจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาประหยัด ไม่ว่าจะเป็นการจัดงาน ธงฟ้า การจัดตั้งร้านธงฟ้าประชารัฐเพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งถือเป็นผู้มีรายได้น้อยมีทางเลือกในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด รวมทั้งการจัดตั้งร้านอาหารหนูณิชย์และ Food Truck เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้มีรายได้น้อยได้ซื้ออาหารปรุงสำเร็จในราคาประหยัดเพื่อลดค่าครองชีพ ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารปรุงสำเร็จราคาประหยัด รวมทั้ง ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนได้จับจ่ายซื้อสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด
วันที่ 22 ธ.ค. จากกรณี สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “เจ๊ไฝ” หรือ สุภิญญา จันสุตะ เจ้าของร้านอาหารเจ้าดังย่านประตูผี ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้ได้รับมิชลินสตาร์ 1 ดาว การันตีความอร่อยอย่างมีคุณภาพ มีความคิดอยากจะคืนดาวมิชลิน โดยสำนักข่าวต่างประเทศอ้างคำสัมภาษณ์ของเจ๊ไฝระบุว่า การได้รับดาวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับข้อเสียคือเหนื่อยมาก นอกจากนี้รัฐบาลยังอยากให้ตนประชาสัมพันธ์ประเทศไทย ตนรู้สึกว่าไม่มีทางเลือก เวลาต่อมา “ฝ้าย” ยุวดี จันสุตะ ลูกสาวของเจ๊ไฝ เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว ว่าจากกรณีที่มีสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ระบุว่า แม่ของตนมีความคิดที่จะคืนรางวัลมิชลินสตาร์นั้น ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งแม่ของตนไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าวกับสื่อรายใดทั้งสิ้น ทั้งนี้ หลังจากที่เจ๊ไฝได้รับรางวัลดาวมิชลิน ทำให้มีประชาชน นักชิม นักข่าว บล็อกเกอร์ นักรีวิว แห่มาที่ร้านจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่จากกรมสรรพากรเดินทางมาตรวจสอบเกี่ยวกับรายได้ของเจ๊ไฝที่ร้านด้วย โดย เจ๊ไฝ ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับ สำนักข่าวเอเอฟพี ขณะกำลังทำอาหารให้ลูกค้าว่า “ปกติเจ๊ไฝก็ขายดีอยู่แล้วนะ (พอได้รางวัล) มีทั้งดีและไม่ดี ไ
พระครูปลัดมงคล เจ้าอาวาส วัดมหาโพธิ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางวัดมหาโพธิ ได้เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการสอนงาน “แกะสลักพระไม้” ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศที่สนใจ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้การดำเนินงานของชุมชน ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำหรับความเป็นมาของการถ่ายทอดวิชา “แกะสลักพระไม้” จุดเริ่มมาจากที่ว่า พระพุทธรูปเก่าแก่ของวัดมหาโพธินั้น ทำจากไม้ และเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีบุคคลหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการและผู้นำในชุมชน มาร่วมกันทำ “โครงการแกะสลักพระไม้คืนให้เมืองน่าน” จากนั้นได้มีประชาชนจำนวนไม่น้อยมาเข้าร่วมโครงการ ด้วยการมาช่วยกัน “แกะสลักพระ” จากเศษไม้เหลือใช้ เหลือทิ้งตามป่าข้างทาง ซึ่งนับเป็นการ “เพิ่มมูลค่า” ให้กับ “ของไม่มีค่า” ได้ทางหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดมหาโพธิ กล่าวต่อว่า หลังจากที่มีประชาชนมาเรียนรู้การแกะสลักพระไม้กันมากหน้าหลายตาแล้ว บ้างก็นำพระไม้ที่แกะออกมาได้นั้นถวายวัด เพื่อให้คนอื่นได้มีโอกาสมากราบไหว้ ตามความเชื่อที่ว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลอีกทางหนึ่ง และเมื่อมีคนทำและ
เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านหมู่ที่ 12 ต.ห้วยโป่ง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ว่ามีครอบครัวหนึ่ง มีสมาชิกจำนวน 6 ชีวิต อาศัยอยู่กลางป่าท้ายหมู่บ้านน้อยพัฒนา มานานกว่า 10 ปี โดยไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งต้องเดินเท้าเข้าไปในท้ายหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร จึงพบบ้านของนายคำพัน น้อยเจริญ อายุ 50 ปี และนางดำ ภรรยา อายุ 30 ปี ไม่มีเลขที่ สภาพผอมโซ ท่าทางอิดโรย อยู่กลางป่าภายในที่ของทหาร ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ สร้างเป็นกระท่อมประมาณ 4 ตารางเมตร ทำด้วยสังกะสีผุ มีแผ่นผ้าพลาสติกขาดวิ่นจากความเก่ามุงหลังคากันแดด กันฝน กันน้ำค้าง ต้องหาไม้มาค้ำยันกันลมพัดล้ม ภายในบ้านมี 3 ที่นอน ซึ่งมีเพียงที่นอนที่เก็บมาจากกองขยะ และที่ชาวบ้านสงสารให้มาบ้าง โดยมีผู้อาศัยอยู่ที่นี่ถึง 6 ชีวิต และยังมีลูกสาวอายุ 15 ปี ที่พิการทางสมอง ซึ่งครอบครัวนี้อาศัยอยู่ที่นี่นานกว่า 12 ปี โดยปราศจากน้ำและไฟฟ้า สอบถามนางดำ ภรรยานายคำพัน เล่าว่า เมื่อก่อนตนและครอบครัวอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้าน กับน้องชายทั้ง 6 คน โดยมีลูกชายวัย 24 และ 20 ปี ลูกสาววัย 17 ปี และ 15 ปี ซึ่งลูกสาวคนเล
กลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียล หลังจากมีการแชร์ภาพตำรวจชั้นผู้น้อยต้องไปต่อแถวยาวเหยียดเพื่อซื้อปืน พร้อมกันนี้เว็บไซต์ Police News Varieties ได้เผยแพร่บทความระบุว่า ความสง่างามผมหายไปใหน วันนี้ผมต้องขอบคุณตัวเองที่ได้เดินทางไปรับปืนด้วยตัวเองวันนี้ ได้สัมผัสบรรยากาศจริงเจอเหตุการณ์จริง ผมรู้สึกสงสารอาชีพของผมเป็นอย่างมาก ที่ทุกคนยกย่องว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ตำรวจไทยต้องจ่ายเงินเอง เพื่อมีไว้ใช้ชึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับใช้ป้องกันชีวิตและพิทักษ์ทรัพย์สินของประชาชน แต่ทุกท่านรู้ไหมครับ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต้องออกสตางค์ซื้ออาวุธปืนเองเพื่อมาปกป้องพิทักษ์รับใช้ปวงประชาเองมีใครรู้บ้างไหม แถมยังต้องมานอนค้างอ้างแรมตามข้างๆอาคาร เพื่อรอแย่งชิงการต่อคิวแบบทุลักทุเล เหมือนคนแย่งชิงกันอะไรสักอย่าง เห็นเเล้วสมเพชเวทนาตัวเอง ความสง่างาม ความสมเกียรติ และศักดิ์ศรีในการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของตัวผมเองเริ่มมองไม่เห็น เห็นแต่ละคนทุลักทุเล เร่งรีบ รีบร้อน แถมพื้นที่ดำเนินการ แออัดยัดเยียดจนไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรได้แล้ว ผมเดาว่าทุกๆคนก็คงคิดคล้ายๆกับผมเห็นแล้ว ผมรู้สึกอายองค์
เคยโด่งดังมากๆ อายุไม่กี่ขวบก็กลายเป็นตลกเด็กชื่อดัง ไปเล่นที่ไหนก็เรียกเสียงฮา ก่อนห่างหายไปจากวงการ แต่ล่าสุด ตูน บอดี้สแลม ทำให้ตลกลุงหลานได้โคจรมาเจอกัน แถมล่าสุด จตุรงค์ ม๊กจก หรือ ลุงรงค์ โพธาราม ผู้เคยปลุกปั้น น้องพี จนโด่งดัง ก็โพสต์ภาพ น้องพี อดีตตลกเด็กชื่อดัง ที่ตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว นอกจากมาวิ่งก้าวคนละก้าวตามลุงรงค์ไปทุกที่ ล่าสุดยังมาเป็นเด็กเสิร์ฟ ครัวลุงรงค์ ร้านอาหารที่คนแน่นมากๆ ของตลกดังจตุรงค์ด้วย โดย จตุรงค์ โพสต์ไอจี พร้อมข้อความว่า “พนักงานเสิร์ฟคนใหม่..น้องพี มกจ๊ก ใครมาไม่เจอลุง แต่น้องพีเจอได้ทุกวันนะ ถ้ามันไม่เกเรหรือขี้เกียจ ถ่ายรูปได้นะ ขึ้นเคปชั่นว่า ตลกเด็กดังเมื่ออดีต.ปัจจุบันหล่อไม่แพ้ สมจิตร จงจอหอ.. #ครัวลุงรงค์ #จตุรงค์ฟาร์ม จากภาพ..ลาบปลาทับทิม” โดยมีแฟนคลับเข้ามาบอกว่าโตเป็นหนุ่มแล้วหล่อเข้มเลย ที่มา ข่าวสดออนไลน์
