Featured
ขณะที่หลายต่อหลายบริษัท พากันทำสมาร์ทโฟนที่หน้าจอใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้น มาวันนี้ คุณพี่ก็เลยอยากจะพาไปรู้จักกับ สมาร์ทโฟนแหวกแนว ที่ทำออกมาหน้าจอเล็กนิดเดียว กับ สมาร์ทโฟนที่มีชื่อว่า “เจลลี่” เจลลี่ เป็นสมาร์ทโฟนของบริษัท ยูนิเฮิร์ตซ์ ที่ทำออกมาหน้าจอแค่ 2.45 นิ้วเท่านั้น ก็เรียกว่า ขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ และสามารถยัดใส่กระเป๋าเสื้อผ้าหรือกระเป๋ากางเกงได้อย่างสบายๆ ที่สำคัญจ้า เจลลี่ ยังมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ตัวล่าสุดในตลอด คือ แอนดรอยด์ 7.0 “นูแกต” ด้วย แต่เห็นเล็กๆแบบนี้ ไม่ใช่สมาร์ทโฟนขี้หมูขี้หมานะจ๊ะ สเปคก็ไม่ได้ย่อยๆเลย มาดูสเปคคร่าวๆกันก่อน นอกเหนือจากหน้าจอขนาด 2.45 นิ้ว TFT LCD ที่มีความละเอียด 240×432 แล้ว ก็ยังรองรับ 4G LTE แบตเตอรี่ขนาด 950 มิลลิแอมป์ ซึ่งถ้าชารก์จแบตเตอรี่เต็มๆ จะใช้งานอยู่ได้ถึง 3 วัน หรือถ้าสแตนด์บาย ก็จะอยู่ได้ถึง 7 วันทีเดียว แถมไม่ต้องกลัวว่า จะไม่มีกล้อง เพราะมีมาพร้อม ทั้งกล้องหน้ากล้องหลัง โดยกล้องหน้าความละเอียดสูงสุด 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลัง ความละเอียดสูงสุดถึง 8 ล้านพิกเซล ไม่ใช่น้อยๆเลย ถ่ายเซลฟี่ได้สบายๆ แถมจับกระชับมืออีกต่า
เปิดตัวเป็นทางการได้ไม่นานนี้เอง สำหรับ Zoota Bistro (ซูต้า บิสโทร) คาเฟ่สัตว์เลี้ยงสไตล์แปลกหายาก หรือที่เรียกติดปากกันทั่วไปว่า Exotic Pet (เอ็กโซติค เพ็ท) สวนสัตว์แปลกติดแอร์แห่งนี้ ตั้งอยู่ภายในบริเวณชั้นจี ของห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ซึ่งเจ้าของกิจการ ได้ให้คำนิยามตัวเองไว้ว่า “ซูต้า บิสโทร เป็นร้านอาหารเครื่องดื่ม เบเกอรี่ขนมหวาน สุดแนว สไตล์ circus พร้อมใกล้ชิดสัตว์แปลกหายาก” คุณวิ-วิรตี ฤาชุตกุล อายุ 28 ปี ตัวแทนกิจการ สละเวลามาให้ข้อมูลด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกันเอง เริ่มต้นเล่าให้ฟัง คาเฟ่แห่งนี้ มีหุ้นส่วน 5 ท่าน แต่ละคนมีธุรกิจหลักของตัวเองแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกัน คือ ความชอบและความรักในสัตว์แปลกๆ ซึ่งตัวเธอเองนั้น มีธุรกิจหลักคือ นำเข้า-เพาะพันธุ์-ขยายพันธุ์ สัตว์แปลกและหายาก มีฟาร์มเพาะพันธุ์ เฟเน็กซ์ฟ็อกซ์ เมียร์แคท และสัตว์เลี้ยงแปลกใหม่อื่นๆ ที่ต่างประเทศนิยมกัน แต่เมืองไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก โดยเป็นผู้จำหน่ายทั้งแบบส่งและปลีก ฮิปโปจิ๋ว “ร้านนี้เป็นการรวมตัวคนมีความชอบเหมือนกัน ที่อยากให้มีสถ
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ส่งเสริมเลี้ยงไก่เบตง พร้อมผลักดันเป็นหมู่บ้านไก่เบตงป้อนสู่ตลาด สร้างอาชีพ เสริมรายได้เกษตรกรในพื้นที่ ครั้งนี้เดินทางลงใต้สุดแดนสยาม ตามหาพันธุ์ไก่ราคาแพงอย่าง “ไก่เบตง” เป็นไก่พื้นเมืองพันธุ์เนื้อที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ เนื้อเยอะ นุ่ม เนื้อเหลือง หนังกรุบกรอบ มันไก่มีน้อย และเมื่อปรุงสุกจะมีกลิ่นหอม เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่นิยมกินไก่ ไก่เบตงถือว่าเป็นไก่ที่สร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ด้วยการเลี้ยงแบบฟาร์มเปิดและให้อาหารแบบคุณภาพ ไก่เบตงพันธุ์แท้ คุณภาพดี ต้องมีหงอนสีแดงสด ขนสีเหลืองทอง บั้นท้ายตัด คอและขาแข็งแรง ไก่โตเต็มที่มีน้ำหนักถึง 3-4 กิโลกรัม ต่อตัว ราคาที่จำหน่ายในท้องตลาด กิโลกรัม 700-800 บาท คุณธนันท์รัฐ อุดมธันยรัตน์ หรือ โกช้าง ผู้มีสายเลือดคนเบตง ที่สานต่อเจตนารมณ์บรรพบุรุษ เลี้ยงไก่เบตงแบบครบวงจร เขาต้องการสร้างหมู่บ้านไก่เบตงในพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ให้เป็นของดีของขึ้นชื่อเหมือนกับเนื้อวากิว ของประเทศที่ญี่ปุ่น ที่อยากเปิดให้เดินทางท่องเที่ยวพร้อมกับสามารถชิมไก่เบตงได้ ถือเป็นการสร้างรา
ชาวอีสานแถบจังหวัดชายแดน เช่น อุบลราชธานี อุดรธานี และหนองคาย ขึ้นชื่อในเรื่องอาหารเวียดนาม เพราะมีชาวเวียดนามอาศัยอยู่มาก จึงมีร้านอาหารเวียดนามชื่อดังหลายร้านที่แขกไปใครมาต้องแวะชิมให้ได้ อาหารที่ขายในร้านดังกล่าวนอกจากจะมีอาหารเวียดนามแบบเวียดนามจริงๆ แต่รสชาติปรับให้ถูกปากคนไทยจนคนไทยส่วนมากกล่าวกันว่ากินอาหารเวียดนามในเมืองไทยนั้นอร่อยกว่าไปกินที่ประเทศต้นตำรับเสียอีก ที่โด่งดังมากคือ แหนมเนือง ข้าวต้มเส้น ปากหม้อเวียดนาม กุ้งพันอ้อย และบั๊นแซ่ว เป็นอาทิ มักจะมีส้มตำขายด้วยซึ่งก็ไม่แปลก แต่มีอาหารชนิดหนึ่งที่ว่ากันว่าเป็นอาหารเวียดนาม ถึงกับเรียกว่า หมี่กะทิญวน หมี่กะทิอีสาน หรือหมี่กะทิอุบล หมี่กะทิที่ว่านี้เอาเข้าจริงๆ ฉันก็จนมุมเหมือนกันว่ามันคืออาหารชื่ออะไรในเวียดนาม เพราะเท่าที่ใช้ชีวิตอยู่เวียดนาม 7 ปี 6 เดือน อย่างคนที่ซอกแซกหาของกินใหม่ๆ ทุกวันก็ยังไม่เคยพบอาหารชนิดนี้ ตำราอาหารเวียดนามทั้งโบราณและสมัยใหม่กองสูงกว่าครึ่งตัวก็ไม่มีเล่มไหนมีอาหารที่ใกล้เคียงหมี่กะทิที่ว่านี้ แถมเพื่อนชาวเวียดนามต่างก็พากันส่ายหัวไม่รู้จักเสียอีก ครั้นหาข้อมูลฝ่ายไทยก็ไม่มีเสียเลย อย่างดีก็บ
คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอ็มเค เรสโตรองค์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือเจ้าของกิจการ “เอ็มเค สุกี้”ที่คนไทยรู้จักกันดี กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนาใหญ่เมื่อไม่นานนี้ว่า เอ็มเค สาขาแรก เปิดที่ห้างฯเซ็นทรัลลาดพร้าว เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว จากการให้โอกาสของคุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการเครือเซ็นทรัล เพราะถ้าให้เริ่มต้นเองคงไม่ทราบว่าจะทำยังไง ฉะนั้นการได้รับโอกาส จากคนที่ให้โอกาสนั้น นับเป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจเหมือนกัน สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ในวันนี้ ล้วนเริ่มมาจากเล็กๆก่อนทั้งนั้น เอสเอ็มอี จึงมีความสำคัญมาก เพียงแต่กว่าจะโตได้ ต้องผ่านเรื่องราวมามากมายก่อน การที่เอสเอ็มอี จะสร้างตัวเองให้มั่นคง การมีแค่มีสินค้าหรือบริการแล้ว จะประสบความสำเร็จเลย แทบจะเป็นไปไม่ได้ คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอ็มเค เรสโตรองค์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อย่างไรก็ตามการแข่งขันในยุคนี้ นับว่าแตกต่างจากสมัยก่อน ที่การแข่งขันน้อยกว่า โลกหมุนช้ากว่า แต่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คำพูดที่ว่าปลาใหญ่กินปลาเล็ก คงใช้ไม่ได้แล้ว น่าจะเปลี
เมื่อเวลา 19.00 น. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหาคร (กทม.) และนายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกทม. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมถนนเยาวราช เพื่อเตรียมยกระดับถนนเยาวราชและถนนข้าวสารให้เป็นพื้นที่นำร่องโครงการอาหารริมทาง (สตรีทฟู้ด) พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า เป็นที่รับทราบกันว่าสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้จัดอันดับให้กทม.เป็นเมืองที่มีอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดในโลกมาเป็น 2 ปีซ้อน ซึ่งทางกทม.พยายามจะสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งในแต่ละปีได้สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยเป็นมูลค่าถึงปีละ 5 แสนบาท ทั้งนี้ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้นโยบายเกี่ยวกับการขอความร่วมมือของผู้ประกอบการ เช่น ในเรื่องของการยกระดับคุณภาพของอาหาร การปรุงอาหารให้สะอาดถูกสุขลักษณะอนามัย ตลอดจนรูปแบบและอัตลักษณ์ต่างๆ ให้ดูสวยงาม โดยเฉพาะในย่านเยาวราชจะพบว่าเป็นย่านของชาวจีนดั้งเดิม หรือเป็นที่รู้จักในย่านไชน่าทาวน์ ซึ่งทางกทม.ก็จะพยายามจัดรูปแบบต่างๆ ให้เป็นระเบียบ เช่น การสวมใส่ผ้ากันเปื้อน กำหนดจ
วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 ที่ตลาดใต้ ตลาดเทศบาล 1 อ.เมืองพิษณุโลก มีร้านขายแกงที่แตกต่างจากร้านอื่นโดยสิ้นเชิง คือร้านขายแกงของนางประกอบ ศรีคง หรือป้านอม วัย 54 ปี ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยการวางหม้อแกงกับพื้น หรือแบกะดินขาย แต่ร้านอื่นๆ จะมีโต๊ะสำหรับวางสินค้า การจัดวางหม้อแกงจะคล้ายกับวงฆ้อง โดยนำหม้อแกง 7-9 ใบ มาตั้งเป็นครึ่งวงกลม ป้านอมจะนั่งอยู่ตรงกลาง คอยเอี้ยวตัวซ้าย-ขวาตักแกงใส่ถุงให้กับลูกค้าได้อย่างสะดวก ป้านอมกล่าวว่า ตนขายแกงที่ตลาดใต้มานับสิบปีแล้ว เริ่มขายเวลาประมาณ 05.00 น. และจะขายหมดในช่วงเวลาประมาณ 09.00-10.00 น. ราคาจำหน่ายเพียงถุงละ 20 บาท ไม่ว่าจะเป็นลาบ แกงเขียวหวาน แกงส้ม แกงเผ็ด ผัดเผ็ดขาหมู ฯลฯ ป้านอมกล่าวอีกว่า ขายแกงถุงละ 20 บาทก็ได้กำไรพอแล้ว เพราะเราทำเอง รู้ว่าต้นทุนเท่าไหร่ ไม่ต้องเอากำไรมาก มีบางอย่างที่ต้องขายแพงกว่า 20 บาท เช่น ต้มเค็มปลาตะเพียน เพราะต้องขายตามต้นทุนปลาตะเพียน ซึ่งขายแกงอย่างนี้มานานแล้ว ขายจนสามารถสร้างบ้าน ซื้อที่นาได้ 8 ไร่ ส่งลูกเรียนจนจบการศึกษา และมีเงินเหลือไปทำบุญ ส่วนที่จัดวางหม้อแกงเป็นรูปครึ่งวงกลมนั้น เนื่องจากไม่มีล็อกเหมือนแ
“อย่าทำตัวเป็นเพียงหมาล่าเนื้อ ที่ต้องวิ่งล่าหาเหยื่อใหม่ตลอดเวลา” อดีตเจ้านายท่านหนึ่งเคยสอนไว้เช่นนั้น สิ่งที่อยากสื่อสารเพื่อสั่งสอน คือ “พึงรักษาฐานลูกค้าเก่าเอาไว้ให้ดี อย่าเอาแต่วิ่งล่าหาลูกค้าใหม่อยู่ร่ำไป” ไม่ใช่การขยันหาลูกค้าใหม่ ไม่ดี แต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และอาจทำให้สูญเสียฐานลูกค้าเก่า ที่เคยเข้าอกเข้าใจกันมานานแล้ว หากเราละเลยไม่ใส่ใจพวกเขา นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งไปแนะนำและช่วยโค้ชทีมผู้บริหารมือใหม่ขององค์กรหนึ่ง ในเรื่องการทำแผนการตลาด มีอยู่ทีมหนึ่ง น่าสนใจมาก เพราะสินค้าที่พวกเขาดูแล เป็นสินค้าแบบ B2B (Business to Business) ขายส่งไปให้ร้านค้า เพื่อนำไปขายต่อ ขณะที่สินค้าของทีมอื่น เป็นการขายตรงสู่ผู้บริโภคตามปกติทั่วไป พวกเขามีจุดแข็ง คือ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีฐานลูกค้าอยู่ในมือในระดับหนึ่ง เรียกว่า ไม่ขี้เหร่ ไม่ได้โนเนมต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่จุดอ่อน คือ ไม่ค่อยได้มีการติดตามลูกค้าเดิมๆ ทำให้ขาดการติดต่อสำหรับบางราย และบางรายยอดขายลดลง พอถึงการนำเสนอกลยุทธ์ สิ่งที่งัดมาเพื่อกู้สถานการณ์ พวกเขาทั้งทีม ภาคภูมิใจในการนำเสนอกลยุทธ์ “เพิ่ม
“ข่าแดง” หรือ ข่าอ่อน เป็นพืชสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้ง ต้านทานโรคได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายโดยเฉพาะด้านสุขภาพ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดสูง การยึดอาชีพปลูกข่าแดงของชาวบ้านที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทำกันมายาวนานกว่า 30 ปี เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกมาก เป็นพืชที่ช่วยกันในครัวเรือน ลงทุนน้อย ปลูกแล้วเก็บผลผลิตได้นานเป็น 10 ปี ที่สำคัญมีรายได้ทุกวัน จึงเป็นพืชที่ชาวบ้านไม่ง้อรายได้จากการปลูกข้าว ฉะนั้น เกือบทั้งหมู่บ้านหันมาปลูกข่าแดงสร้างรายได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าด้วยการปลูกข่าแบบอินทรีย์จนได้ใบรับรองมาตรฐาน จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าหลายพื้นที่ทั่วประเทศและจากที่เคยเป็นรายได้เสริมเมื่อก่อน จึงกลายเป็นรายได้หลักในวันนี้ กระทั่งทำให้ทุกครอบครัวในตำบลห้วยขะยุงที่ปลูกข่าแดงขายมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน คุณนวนศรี พรมมากอง อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ที่ 13 บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
การพัฒนางานชนบท เป็นงานสำคัญและเป็นงานยากที่ต้องทำโดยอาศัยเวลาเป็นเครื่องช่วยในการพัฒนา ภูมิสังคมประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งสภาพอากาศ พื้นที่ สภาพดิน น้ำและคน ทำให้การทำเกษตรของเมืองไทยมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ การทำการเกษตรในแต่ละพื้นที่ จึงต้องมีการศึกษาให้เกิดเข้าใจ และทำความเข้าใจ ให้ความรู้กับเกษตรกรที่เป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย อย่างในพื้นที่หมู่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ แห่งนี้ก็เช่นกัน ด้วยเป็นพื้นที่สูง อยู่บนดอย การเดินทางเข้าถึงค่อนข้างยาก หมู่บ้านตั้งอยู่ในภูเขาสลับซับซ้อน สภาพอากาศเย็น เมื่อครั้งอดีตการเดินทางเข้ามาที่นี่ลำบาก และทุรกันดารมาก ชาวเขาชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ ชนพื้นเมืองที่นี่ก็ทำการเกษตรแบบเลื่อนลอย ปลูกฝิ่นบ้าง ทำนาบ้าง ความเป็นอยู่ยากจน แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาถึงที่นี่ ความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนแปลงไป คุณบุญทา พฤกษาฉิมพลี หมอดินดอยอาสาของชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมอดินโครงการหลวง วัย 53 ปี เล่าให้ฟังว่า “ยุคแรกๆ สมัยก่อนบรรพบุรุษ บนดอยที่นี่
