Featured
ชวนคู่รัก วางแผนเก็บเงินแต่งงาน ไร้กังวลเรื่องเงินในกระเป๋า การสร้างครอบครัวเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการใช้ชีวิตคู่ของหลายๆ คน แน่นอนว่าปัจจัยเรื่องสถานะทางการเงินของคู่รักย่อมส่งผลต่อทิศทางการดำเนินชีวิตคู่ เพราะการเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการแต่งงานสร้างครอบครัวนั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่ยิบย่อยจนคุณอาจคาดไม่ถึง วันนี้เรามีเคล็ดลับทางการเงินที่จะชวนคู่รักประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับจัดงานแต่งงานที่ต้องเตรียมรับมือ เพื่อให้โอกาสสำคัญในชีวิตคู่ราบรื่นไร้กังวลเรื่องเงินในกระเป๋า และวางแผนการเงินล่วงหน้าได้ดียิ่งขึ้น โดยประเมินจากงบประมาณจำนวนผู้ร่วมงานประมาณ 50-100 คน และค่าใช้จ่ายนี้เป็นเพียงประมาณการข้างต้น คร่าวๆ จะมีค่าใช้จ่าย 8 ส่วนที่ต้องวางแผน ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงน้อยหรือมากขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ และปัจจัยอื่นๆ ตามความเหมาะสม 1. ค่าพรีเวดดิ้ง 8,000-15,000 บาท สำหรับหลายๆ คู่ที่อยากเก็บภาพความทรงจำไว้ เลือกที่จะถ่ายรูปพรีเวดดิ้งเก็บไว้นั้น ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อยู่ระหว่าง 8,000-15,000 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สถานที่ถ่ายภาพ ค่าช่างภาพ เป็นต้น ทั้งนี้ สามารถเลือกประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนน
เปิดงบลงทุน แฟรนไชส์ ตำมั่ว-ลาวญวน อยากเป็นเจ้าของ ต้องใช้เงินกี่บาท ‘ตำมั่ว-ลาวญวน’ ร้านอาหารอีสานขนานแท้ที่มีพื้นเพจากนครพนม เปิดมานานกว่า 33 ปี โดยยังคงคาแร็กเตอร์ของแบรนด์ที่เป็นคนอีสานที่มีความทันสมัยได้อย่างชัดเจน พร้อมกับการต่อยอดสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด ปัจจุบัน ตำมั่ว-ลาวญวน ได้เข้าร่วมหุ้น อยู่ในเครือ เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป เปิดให้บริการทั้งหมด 148 สาขา ซึ่งเปิดโดยบริษัทเอง 16 แห่ง และร้านแฟรนไชส์ 132 แห่ง สร้างรายได้เฉลี่ยต่อสาขาเดือนละ 800,000-1,500,000 บาท คุณศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจแบรนด์ไทย บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทางบริษัทมีความเชี่ยวชาญใน Chain Restaurant และ Food Service เรามีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งทีม Operation ที่แข็งแรง และทีม R&D ที่มีการพัฒนาเมนูใหม่อยู่เสมอ รวมถึงทีมการตลาดที่ดูแลด้านการตลาดและการทำโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง หากนักลงทุนสนใจอยากร่วมเปิดแฟรนไชส์กับเรา บริษัทก็มีธนาคารสนับสนุนในการปล่อยเงินกู้ได้สูงสุดถึง 100% ของตัววงเงินที่จะใช้ลงทุนในธุรกิจร้าน ตำมั่ว-ลาวญวน ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านอาหารของ
บ้าน ไม่แพง สิ่งแวดล้อมดี มีจริง นักธุรกิจหนุ่ม สร้างขายจากแรงบันดาลใจ ภูริ – BHURI (ภูริ บายเดอะพราวด์ หนองแค) คือ หมู่บ้านจัดสรรติดถนนเลียบคลองระพีพัฒน์ เจ้าของโครงการ วัย 27 ปี คุณธาม สมุทรานนท์ เริ่มมีความคิดที่จะสร้างบ้านให้คนอยู่อาศัยแบบราคาไม่แพง แต่มีคุณภาพ และอยู่ในสังคม-สิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยปมในใจในวัยเยาว์ของเขา สมัยเรียนอยู่สาธิตประสานมิตร ประมาณ ประถม 5-6 หรือ ราวๆ ปี 2547-2548 ในทุกๆ วันเขามักจะใช้เวลาหลังเลิกเรียน นั่งคุยกับแม่บ้าน นักการภารโรง รวมถึงคนที่โตกว่า เพราะเป็นคนที่มักจะไม่ชอบคุยกับคนในวัยเดียวกัน พอได้คุยกัน ทำให้รับรู้เรื่องราวว่า แม่บ้านคนหนึ่ง เคยเป็นพนักงานบริษัทไฟแนนซ์ มีเงินเดือนประจำ ไม่ขัดสน มีบ้าน มีรถ มีทรัพย์สิน เป็นของตัวเอง แต่ต้องกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทรัพย์สินทุกอย่างถูกยึด จนต้องมาเป็นพนักงานทำความสะอาด และไม่สามารถกลับเข้าสู่อาชีพเดิมได้อีกเลย ตอนนั้นเขาก็อยากช่วยแต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะยังเด็กเกินไป และนั่นจึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของ ด.ช.ธาม ที่มีความคิดโตเกินตัว ตั้งใจอย่างแน่วแน่ ถ้าโตขึ้นมีโอกาส เขาจะสร้าง
รีบใช้สิทธิ คนละครึ่ง เฟส 5 ก่อนสิ้นสุดโครงการ 31 ต.ค.นี้ วันที่ 25 ตุลาคม 2565 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการใช้สิทธิมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศปี 2565 ระยะที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 5 โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 3 และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 โดยจากข้อมูลสะสม ณ วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม 2565 เวลา 23.00 น. พบว่ามีผู้ใช้สิทธิทุกโครงการรวม 38.24 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายสะสมทั้งสิ้น 41,059.72 ล้านบาท โดยสรุปผลการใช้จ่ายได้ ดังนี้ 1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 5 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 13.15 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายสะสม 5,117.47 ล้านบาท 2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 1.07 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายสะสม 384.54 ล้านบาท 3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 24.02 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายรวม 35,557.71 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินท
20 กว่าปี ไม่ขึ้นราคา ขนมปัง 1 บาท ขายในตลาดนัด 3 ชั่วโมง 2,000 ชิ้น ในยุคค่าครองชีพสูง สินค้าหลายอย่างปรับขึ้นราคาตามต้นทุน แต่ถึงอย่างนั้น ยังมีร้านที่ยึดมั่นขายราคาเดิมมาตั้งแต่ปี 2544 นั่นคือ ร้านขนมปังหนึ่งบาท จากรุ่นพ่อแม่ ปัจจุบันได้ลูกสาวคนเก่งของบ้าน มารับช่วงต่อ นำขนมออกขายตามตลาดนัดแทนคุณแม่วันละ 2,000 ชิ้น และทำการตลาดออนไลน์ จนได้ออร์เดอร์รับเหมาเพิ่ม ราวๆ 4,000 ชิ้นต่อวัน คุณถุงถิง-สิริฤทัย กิมทอง อายุ 24 เล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังว่า พ่อและแม่ของเธอ เปิดร้านขายขนมปังตั้งแต่เธอยังไม่เกิด ขายราคาชิ้นละ 5 บาท แต่ขายไม่ค่อยดี เพราะถือว่าราคาสูงมากในสมัยนั้น คุณแม่จึงเสนอไอเดียปรับราคาลงเหลือชิ้นละ 1 บาท ตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบันยังขายราคาเดิม ส่วนเธอเอง เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ก็กลับจังหวัดชลบุรีมาช่วยงานพ่อแม่ทันที “เราเรียนจบด้านสาธารณสุข มศว. มาค่ะ ไม่ได้สมัครงานที่ไหนเพราะตรงกับช่วงโควิดหนักๆ พอดี จึงกลับมาช่วยพ่อแม่ขายขนมปังตามตลาดนัด และทำการตลาดโซเชียลค่ะ” คุณถุงถิง เล่า ก่อนบอกต่อถึงกระบวนการทำ พ่อกับแม่ ยังเป็นสองกำลังหลักในการผลิตข
หมูปั้นทอด เมนูอร่อย ทำง่าย จับขายคู่ ข้าวเหนียวร้อนๆ ยิ่งขายคล่อง! หากคิดถึงเมนูอาหารเช้าง่ายๆ หนึ่งในคำตอบที่ผุดขึ้นมาในหัวของหลายๆ คนคงมีเมนู ข้าวเหนียวหมูปิ้ง อยู่เป็นแน่ แต่ถ้าได้กินได้เห็นทุกวันคงจะเบื่อกันทั้งคนกินคนขาย ลองเปลี่ยนจาก หมูปิ้ง มาเป็น หมูปั้นทอด สิ โดย ครูตุ๊ก-ขนิษฐา ชัยชาญกุล ได้เผยสูตรให้นำไปทำทานหรือทำขายง่ายๆ ดังนี้ สูตรอาหารต่างๆ จาก ครูตุ๊ก คลิก ส่วนผสม – เนื้อหมูสับ 1 กิโลกรัม – ซีอิ๊วขาว 50 กรัม – น้ำมันหอย 50 กรัม – น้ำตาลทราย 20 กรัม – รากผักชี 50 กรัม – กระเทียม 100 กรัม – พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ – ไข่ไก่ 1 ฟอง – แป้งทอดกรอบ 100 กรัม วิธีทำ 1. ผสมเนื้อหมูบด ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย รากผักชี กระเทียม และพริกไทยโขลกลงไป ผสมให้เข้ากันใส่ไข่ไก่ลงไป แป้งทอดกรอบ ลงไปผสมให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อน ตามขนาดที่ต้องการ วางในซึ้ง นึ่งพอสุก 3. ตั้งน้ำมันให้ร้อน ใช้ไฟปานกลาง ปั้นส่วนผสมเป็นก้อน นำลงทอดให้สุกเหลืองทั้ง 2 ด้าน ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ
ออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิตวัยทำงาน รู้ไหม ไม่ใช่ทุกคน เหมาะกับการ นวด รักษาอาการนะ! ปัจจุบันมนุษย์ออฟฟิศมักจะเป็น ออฟฟิศซินโดรม กันเยอะขึ้น โดยสาเหตุอาการนั้นมีให้สันนิษฐานนับร้อยนับพันสาเหตุ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเฉยๆ จึงไปรักษา-ผ่อนคลายด้วยการ ไปนวด หรือมีการนวดโดยใช้การประคบร้อนด้วยลูกประคบสมุนไพรประกอบ แต่รู้ไหมว่า ไม่ใช่ทุกคนที่ เหมาะกับการนวด เพจ สมุนไพรอภัยภูเบศร ได้เผยข้อมูลว่า นอกจากการนวดรักษาแล้ว ยังมีการจ่ายยาสมุนไพร ที่มีฤทธิ์ช่วยลดการปวด อักเสบ เพิ่มการไหลเวียนเลือด และคลายกล้ามเนื้อ โดยมีผลการวิจัยทางคลินิกของสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยที่ศึกษาทางคลินิกเปรียบเทียบประสิทธิผล ระหว่างยาแก้ปวดแผนปัจจุบัน กับ การใช้ยาตำรับสมุนไพรสามารถลดปวดได้ไม่แตกต่างกัน แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่ามาก และแนะนำให้งดอาหารแสลงที่อาจจะกระตุ้นให้มีอาการของโรคมากขึ้น ได้แก่ ข้าวเหนียว หน่อไม้ เครื่องในสัตว์ งดเหล้า-เบียร์ ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นจนเกิดการตกตะกอน เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการอักเสบและปวดตามข้อได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามและข้อระวังในการนวด ดังนี้
ไม่หลงลืมคนดี “ต่อไปใครไปเมืองคอน ต้องชมพิพิธภัณฑ์บ้านครูน้อม” ผมได้กลับบ้านเกิดที่เมืองคอน (นครศรีธรรมราช) เพื่อไปทำบุญเดือนสิบ นอกจากผมได้ไปทำบุญที่วัดแล้ว ผมยังได้ไปในงานเปิด พิพิธภัณฑ์บ้านครูน้อม ด้วย ครูน้อม อุปรมัย ถือเป็นคนสำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะท่านเคยเป็น ส.ส. ของเมืองคอนมา 4 สมัย ครูน้อม ยังได้เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรถึง 3 สมัย และเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการด้วย ตำแหน่งเหล่านี้ของครูน้อม ยังไม่สำคัญเท่ากับที่ท่านทำประโยชน์ให้กับเมืองคอนมากเหลือเกิน เช่น ครูน้อม เป็นตัวตั้งตัวตี ผลักดันให้กระทรวงศึกษาธิการสถาปนาโรงเรียนฝึกหัดครูนครศรีธรรมราช (มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ในปัจจุบัน) ครูน้อม มีความรู้ด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของเมืองคอนเป็นอย่างดี จึงได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของท้องถิ่นอย่างละเอียด จนทำให้ประวัติศาสตร์ของเมืองคอนชัดเจนขึ้น ครูน้อม จัดรายการวิทยุเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ฟัง อีกทั้งยังใช้เวลาว่างไปช่วยบรรยายวิชาภูมิศาสตร์ให้กับโรงเรียนต่างๆ ท่านยังเขียนประวัติของวัดอีกหลายวัด เช่น วัดท่าโพธิ์วรวิหาร วัดท้าวโคตร วัดเสมาเมือง วัดบูรณาราม
แจกสูตร เปาะเปี๊ยะสดขาหมู ดัดแปลงจากโบราณเล็กน้อย อร่อยไม่แพ้กัน นานมาแล้ว ผมไปกินเปาะเปี๊ยะสดที่เยาวราช เป็นรถเข็นมีตู้กระจก คนขายใส่หมวกจีน กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ข้างท้ายรถมีเตาถ่านตั้งหม้อนึ่งหรือเมื่อก่อนคนไทยเรียก “ลังถึง” ปัจจุบันยังหลงเหลือเรียกกันอยู่บ้างว่า “ซึ้ง” ทั้ง 2 คำมีที่มาจากภาษาจีน “ลัง” มาจากคำว่า “ลั้ง” แปลว่าภาชนะไม้ไผ่ ส่วน “ถึง” มาจาก “ถึ่ง” แปลว่าทำให้ร้อน ส่วน “ซึ้ง” ไม่ได้ไปทำซึ้งจ้องตาใคร แต่มาจากคำว่า “เล่งซึ้ง” แปลว่า หม้อนึ่ง นั่นแหละ ในลังถึงนั้น แยกชามเป็นส่วนๆ มี กุนเชียงหั่นเป็นเส้น ถั่วงอกนึ่ง เต้าหู้ขาวต้มพะโล้ ส่วนในตู้กระจกมีแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะบางๆ คลุมผ้าไว้กันแข็ง แตงกวาหั่นยาว ต้นหอม พริกชี้ฟ้าเขียว ไข่เจียวหั่นฝอย และ “หมูตั้ง” คนคิดชื่อนี้เป็นการให้ชื่อที่ง่ายและเห็นภาพชัดเจน เพราะหมูตั้ง คือ การเอาพวกเศษหัวหมู หูหมูพะโล้ มาสับรวมกันแล้วอัดใส่พิมพ์เป็นก้อนสี่เหลี่ยม พอเย็นตัวก็จะแข็งด้วยเจลาตินที่มีอยู่ในหัวหมู แล้วค่อยตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมตั้งได้ สมแล้วที่ชื่อหมูตั้ง จิ้มกับน้ำส้มเป็นกับข้าวต้ม หรือเป็นกับแกล้มก็ได้ ภาษาจีนเรียก ตือเถ่าจั่ง
คอมบูชา เครื่องดื่มชาหมัก 2,000 ปี อร่อย ดี มีประโยชน์คาดไม่ถึง พท.ป.ปรางทิพย์ เทียนทอง หรือ หมอปุ๊ก แพทย์แผนไทยปฏิบัติการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าให้ฟังว่า คอมบูชา (Kombucha) มีต้นกำเนิดมาจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อราว 220 ปีก่อนคริสตกาล และบริโภคอย่างกว้างขวางในสมัยราชวงศ์ฉิน ต่อมาเครื่องดื่มชาหมักที่คล้ายกัน ก็ได้รับความนิยมในรัสเซีย ยุโรปตะวันออก และแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในกระบวนการหมักจะไม่เกิดสารพิษใดๆ อีกทั้งจุลชีพที่ใช้ในกระบวนการหมักเป็นเชื้อกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นยีสต์และแบคทีเรีย ล้วนแล้วแต่เป็นจุลชีพที่ดี ซึ่งในการหมักคอมบูชาแบบดั้งเดิม เตรียมโดยการหมักชาดำหรือชาเขียวรสหวาน และจุลินทรีย์ โดยใช้อากาศในการเพาะเลี้ยง ส่งผลให้ได้เครื่องดื่มที่มีสีเหมือนชามะนาว มีความเป็นกรด รสหวานอมเปรี้ยวเหมือนน้ำส้มสายชู ดื่มแล้วสดชื่นเหมือนน้ำอัดลม จึงได้รับความสนใจจากผู้คนค่อนข้างมาก หมอปุ๊ก ยังบอกด้วยว่า จากการศึกษาพบว่า ในเครื่องดื่มคอมบูชา มีปริมาณแร่ธาตุ เช่น เหล็ก สังกะสี แมงกานีส ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปริมาณโพลีฟีนอล
