Exclusive
เคยเป็นแบรนด์น้ำตบที่มาแรงสุดๆ ในตลาด จนทำรายได้แตะ 600 ล้านบาทต่อปี แต่จู่ๆ ก็เงียบหายไป หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แบรนด์สกินแคร์ชื่อดังอย่าง Sewa (เซวา) ที่เคยประสบปัญหาทำรายได้ตกฮวบกว่า 50% จากที่เคยทำได้เกือบ 600 ล้านบาท เหลือเพียง 200 ล้านบาท ล่าสุดได้ประกาศกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งด้วยการ รีแบรนด์ (Rebrand) ครั้งใหญ่ ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย พร้อมเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ Gen Z และ Gen Y ควบคู่ไปกับกลุ่ม Premium Mass โดยตั้งเป้า กู้คืนยอดขายให้กลับไปแตะ 600 ล้านบาทอีกครั้งในปีหน้า เส้นทางเศรษฐี ได้มีโอกาสร่วมวงสนทนากับ คุณปุ๊ก-เบญจกิติ เมฆแสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sewa ได้เผยถึงการรีแบรนด์ครั้งสำคัญในครั้งนี้ว่า “เกือบ 9 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้ว่าความงามเดินเร็วเกินกว่าจะยืนอยู่กับที่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจพา Sewa รีแบรนด์ครั้งใหญ่ เพื่อรีเฟรชทั้งภาพลักษณ์และความหมายของแบรนด์ให้สอดคล้องกับยุคสมัยและผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่ เราอยากให้คนเห็น Sewa เป็นแบรนด์ผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Functional Clean Skincare สกินแคร์ที่พิสูจน์ได้ ใช้ดีจริง และเข้าถึงง่ายสำหรับทุกผิว ทุกวัน ในราคาที
จากพนักงานธนาคาร สู่เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ “ปังก้อนทอง” สร้างรายได้หลักล้านต่อเดือน หากพูดถึงขนมปังปิ้งที่มีราคาไม่แพงมาก หาซื้อกินได้ง่าย ชื่อ “ปังก้อนทอง” ต้องอยู่เป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นแบรนด์ขนมปังปิ้งที่ขายในราคาที่ถูก ชิ้นละ 25 บาท และรสชาติอร่อย อีกทั้งยังต่อยอดมาขายแฟรนไชส์จนทำรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ล้านกว่าบาท คุณกอล์ฟ-กิตติ์กวิน บุญเชย เจ้าของแบรนด์ปังก้อนทอง ได้เปิดเผยเรื่องราวการเดินทางของแบรนด์ กว่าจะมีอย่างทุกวันนี้ได้ ต้องทำอย่างไรบ้าง จุดเริ่มต้นของคุณกอล์ฟ เดิมทีเป็นพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง อยู่ได้ประมาณ 1 ปี จึงตัดสินใจลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัว หลังจากนั้นก็ได้มาทำอีกหลายอาชีพ และสุดท้ายผันตัวมาทำเบเกอรี่ และต่อยอดมาเป็นร้านปังก้อนทอง “กว่าคนที่จะซื้อเค้กก่อนหนึ่งได้ มันนาน หากเราเปลี่ยนเค้กเป็นผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ที่ใกล้เคียงกัน และคนสามารถบริโภคได้ทุกวัน ขนมปังสังขยาเลยผุดขึ้นมาในหัว แต่ว่าเราจะทำขนมปังสังขยาอย่างไรให้มีรูปลักษณ์ที่แปลกไป ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น” คุณกอล์ฟ เล่า จากนั้นเขาจึงเริ่มมีการลองผิดลองถูก นำขนมปังมาสอดไส้ต่างๆ และนำวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นมาใช้ จนเกิด
ย้อนไปกว่า 70 ปีจากร้านยาเล็กๆ ของครอบครัวจีนจากโพ้นทะเล “อั้งง่วนเฮง” มีการส่งต่อจากรุ่นอากง จนมาถึงวันนี้ ในแบรนด์ “สุภาพโอสถ” ธุรกิจของพวกเขา สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยาของไทยได้อย่างสง่างาม “หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2497 อากงและพี่น้องตระกูลแดงประเสริฐ ที่อพยพมาจากจีน เริ่มต้นจากธุรกิจเรือค้าข้าว ก่อนตัดสินใจหันมาปักหลักสร้างร้านขายยา ประกอบกิจการนำเข้ายาจากอังกฤษและญี่ปุ่นมาตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยยุคนั้น และถือเป็นหนึ่งในร้านยาที่มีชื่อเสียงพอสมควร” คุณพิษณุ แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการขายและการตลาด บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ให้ข้อมูลกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” อย่างนั้น ก่อนเล่าให้ฟังต่อ เมื่อธุรกิจขยายตัว ร้านขายยากลายเป็นกิจการค้าส่ง และต่อยอดสู่การตั้งโรงงานผลิตยาเอง ในช่วงปี พ.ศ. 2500 อุตสาหกรรมยาไทยเริ่มก่อตัว “สุภาพโอสถ” จึงกลายเป็นรากฐานสำคัญ ก่อนที่พี่น้องตระกูลแดงประเสริฐจะแยกย้ายไปสร้างโรงงานของตัวเอง คุณพิษณุ เผยต่อว่า การทำธุรกิจในแบบครอบครัวของเขา ทำการตลาด Below the line ไม่เน้นการตล
ปฏิเสธไม่ได้ว่าชื่อของ “รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น” กำลังเป็นไวรัลในระดับอินเตอร์ หลังเข้าร่วมแข่งขันในรายการดังระดับโลก ที่ออกอากาศทาง Netflix อย่าง Physical:Asia คนแกร่งแข่งอึด : ศึกแห่งเอเชีย รวมสุดยอดคนแกร่งจาก 8 ประเทศ มาร่วมแข่งขัน และประลองความอึด สำหรับทีมไทย นำโดย ซุปเปอร์บอน สิงห์มาวิน แชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นเฟเธอร์เวต, ซันนี่-เกิดแก้ว เวโชกิตติกรม นักรักบี้ทีมชาติไทย, อนุชา โยษปัญา นักมวยปล้ำอาชีพ, พลอย-นวรรณรี โอลเซน นักเพาะกายหญิง, อุราชา ธีรวนิษฐาน นักกีฬา CrossFit ระดับนานาชาติ และ เจมส์-รัศมีแข ฟาเกรลุนด์ หรือ รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น นักแสดง พิธีกร ที่เป็นสีสันของทีมไทย รัศมีแข โดดเด่นตั้งแต่เปิดตัว EP. แรก ด้วยสไตล์การแต่งตัวสายแฟชั่น สวมรองเท้าส้นสูง เดินเข้ารายการแบบสับๆ ทำให้ผู้เข้าแข่งขันจากประเทศอื่นหันมองกันเป็นตาเดียว และมีคำถามจากทีมเกาหลีใต้ว่า ผู้ชายใส่รองเท้าส้นสูงได้ด้วยเหรอ ส่วนทีมญี่ปุ่น ก็คิดว่ารัศมีแขร่ายมนต์ หลังเจ้าตัวทำท่าเซเลอร์มูน ในรายการ รัศมีแข ยังสร้างมีมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้รูปร่างอันแข็งแกร่ง แต่เป็นคนยิ้มแย้ม สนุกสนาน ที่ชอบสร้างเสียงหัวเรา
จากกิจการข้าวสารของครอบครัวที่ยืนหยัดมานานกว่า 40 ปี ปัจจุบันใช้แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee ในการพลิกกลยุทธ์ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้นำเรื่องราวความสำเร็จของ คุณปุ๊ก-ศิริรัตน์ อินทร์คล้าย กรรมการบริษัทและทายาทรุ่นที่ 2 เจ้าของ “ข้าวหอมบัวจัสมิน” แบรนด์ SMEs จากกาญจนบุรี ต่อยอดสู่การขายออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้ Shopee Live ที่สามารถทำยอดขายโต 200% สร้างยอดขายพีกสุด 2,000 ออร์เดอร์ต่อวัน และคว้ารางวัล DBD Influencer Award มาครอง พร้อมทั้งกระจายรายได้ให้คนในชุมชนและเติบโตอย่างยั่งยืน “ข้าวหอมบัวจัสมิน” พลิกกลยุทธ์ด้วย Shopee คุณปุ๊ก เล่าถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ว่า กิจการข้าวสารนี้สืบทอดมาจากพ่อแม่ที่ทำมาแล้วกว่า 40 ปี “หลังจากเรียนจบ เราตั้งใจกลับมาช่วยต่อยอด เพราะอยากให้คนไทยได้ทานข้าวหอมคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงได้ แบรนด์ยืนหยัดด้วย ความซื่อสัตย์และคุณภาพ เราไม่เคยบอกเกินจริงว่าข้าวของเราเป็นข้าวหอมมะลินาปี แต่บอกตามจริงว่าเป็นข้าวหอมนาปรัง ที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ไม่หัก ไม่ป่น และไม่ผสมข้าวแข็ง” ก่อนจะเล่าต่อว่า ความท้าทายของแบรนด์ “ข้าวหอมบัวจัสมิน” จะเป็นใน
“เราไม่ได้อยากให้ลูกค้าจดจำอะไรทั้งนั้น ทั้ง ชื่อ เบอร์โทร หรือส่วนประกอบต่างๆ เพราะอยากให้จดจำเฉพาะความอร่อยตรงหน้าเท่านั้น” ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังชามราเมนร้อนๆ ที่ร้าน No Name Noodle BKK นั้น ได้ซ่อนเรื่องราวความผูกพันและความตั้งใจไว้อย่างมากมาย ก่อตั้งโดย เชฟชินจิ อิโนะอุเอะ ซึ่งเชฟชินจิ เล่าให้ฟังว่า แรงบันดาลใจในการทำราเมนมาจากคุณแม่ ย้อนกลับไปประมาณ 40 ปีที่แล้วได้เรียนรู้และซึมซับการทำราเมนมาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต เชฟชินจิ เล่าให้ฟังว่า เส้นราเมนทุกเส้นที่เสิร์ฟในร้าน ผ่านกรรมวิธีการทำที่พิถีพิถัน ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบไปจนถึงการต้มซุป รสชาติของราเมนที่ No Name Noodle BKK นั้นเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร และการันตีความอร่อยด้วยรางวัล LINE MAN Wongnai Users’ Choice 2024 อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง จุดเริ่มต้น เชฟชินจิ เล่าว่า “คุณแม่เปิดร้านยาไต (屋台) เป็นร้านรถเข็นขนาดเล็กในประเทศญี่ปุ่น สำหรับสไตล์ยาไต จะเป็นการเสิร์ฟชามต่อชามให้กับลูกค้า” เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว เชฟชินจิมาประเทศไทย และเขาพบว่าไม่มีร้านอาหารไหนที่มีเชฟเป็นคนญี่ปุ่นเลย “รู้สึกเหงาครับ รู้สึกว่าไม่มีคนบ้านเด
การเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามแบบฉบับที่ตนเองต้องการ ไม่มีคำว่า สายเกินไป เชื่อว่าบางครอบครัวอาจมีความคาดหวังว่า ลูก จะต้องประคองตัวให้อยู่รอด แล้วสิ่งที่จะทำให้ชีวิตมั่นคงได้นั้น คือ การมีงานประจำทำ แต่ความถนัด ความชอบ หรือความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผู้เขียนได้พูดคุยกับ คุณบอย-ศิวดล ระถี เจ้าของร้านนนบุราเมน พูดคุยถึงเรื่องราวในชีวิต กว่าจะก้าวมาเปิดร้านราเมนได้ ต้องผ่านปัญหาที่เรียกได้ว่า สารพัดอย่าง และปัญหาที่ว่านี้ ก็คล้ายๆ จุดเปลี่ยนและกลายเป็นจุดที่ทำให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง แรงกดดัน-ความเครียด-การเปลี่ยนแปลงทางบทบาทและหน้าที่ สาเหตุของการเป็น Midlife Crisis คุณบอย เล่าให้ฟังว่า ก่อนออกจากงานมาทำร้านราเมนได้ทำงานที่หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง แต่ในช่วงที่ทำงานมันเป็นช่วงรอยต่อที่เกิดเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจ คือการสูญเสียคุณพ่อ โดยจังหวะที่คุณพ่อเสียเป็นจังหวะที่จะเริ่มทำงาน พอดี ทำได้ประมาณ 4-5 ปี เรื่องราวของคุณพ่อจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา ต้องเล่าย้อนไปก่อนหน้านั้นว่า คุณพ่อมีความคาดหวังให้ลูกมีอาชีพการงานที่มั่นคง หลังจากเรียนจบในปี 2540
เมื่อร่างกายส่งสัญญาณว่าทำงานหนักเกินไปจนเป็นออฟฟิศซินโดรม ทั้งอาการปวดหัว ปวดหลังรุมเร้า ทำให้อดีตกราฟิกดีไซเนอร์ คุณหลี-ประภาวี ศิวเวทกุล ตัดสินใจหันกลับมาดูแลตัวเอง พร้อมนำสมุนไพรข้างรั้วของแม่ที่เคยใช้บรรเทาอาการเจ็บป่วยในวัยเด็ก มาสร้างแบรนด์ Herbpiness ด้วยความตั้งใจอยากให้คนที่ใช้เครื่องหอมสมุนไพรได้บรรเทาความเหนื่อยล้า คลายความเครียดและเพิ่มความสุข จุดเริ่มต้น Herbpiness เครื่องหอมสมุนไพร “ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจหรอกเวลาที่แม่ใช้สมุนไพรมาบรรเทาอาการเจ็บป่วยแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น เอาใบพญายอมาบดแล้วโปะเวลาโดนยุงกัดหรือเป็นลมพิษ หรือใช้ว่านหางจระเข้เวลาโดนน้ำร้อนลวก รู้ตัวอีกทีอาการก็บรรเทาลงแล้ว และกลายเป็นความผูกพัน ความรักในการใช้สมุนไพรของแม่ที่เป็นนักชีววิทยาและชาวสวน พอมีอาการเจ็บป่วยจากการทำงานก็ทำให้เราตกตะกอนความคิดชวนแม่มาสร้างแบรนด์เครื่องหอมสมุนไพร” คุณหลี เล่าให้ฟัง Herbpiness คือแบรนด์เครื่องหอมสมุนไพรไทยที่ตั้งใจนำความเป็นไทยมาตีความใหม่ให้เข้าใจและเข้าถึงง่าย ด้วยการออกแบบกลิ่นมาเพื่อคลายความเครียด บรรเทาความเหนื่อยล้า และเพิ่มความสุข พร้อมบรรจุในแพ็กเกจจิ
ใครจะคิดว่าการห่อข้าวไปกินที่ออฟฟิศ เพราะเบื่อกับเมนูเดิมๆ ร้านเดิมๆ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจของสาววัย 28 ปี เรื่องราวของ คุณขนม-ไปรดา จันทรภิรมย์ เจ้าของร้านกล่องข้าวแม่ (Mama.box) แบรนด์ที่เริ่มต้นจากการแก้ Pain Point ของตัวเอง สู่การมีหน้าร้าน 4 สาขา และรับทำข้าวกล่องจัดเลี้ยงด้วยเมนูหลากหลาย ดูน่าทาน ราคาจับต้องได้ จึงทำให้มีออร์เดอร์สูงสุด 1,000 กล่องต่อวัน สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน ก่อนมาเป็นเจ้าของแบรนด์ คุณขนม เรียนจบนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบเนติบัณฑิต ก่อนย้ายไปเรียนต่อต่างประเทศอีก 6 เดือน และกลับมาเป็นทนายความที่ Law firm อีก 2 ปี โดยการทำงานส่วนใหญ่อยู่ในออฟฟิศเป็นหลัก และกินข้าวในโรงอาหารเดิมๆ ทุกวัน จนเริ่มรู้สึกเบื่อ ประกอบกับรสชาติไม่ค่อยถูกปาก และการสั่งดีลิเวอรีก็ไม่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ราคาและปริมาณ เธอจึงห่อข้าวฝีมือแม่มากิน อีกทั้งยังแบ่งให้เพื่อนๆ ได้ลิ้มรสชาติ จนติดใจ จึงทำให้เกิดแนวคิด “ทำไมเราไม่ลองขายดู” ในตอนนั้นได้เปิดเป็นร้านขายข้าวแกงแบบพรีเมียม จากวัตถุดิบ อย่าง กุ้งแม่น้ำ หมึกจากชุมพร และขายเมนูที่หาทานได้ยาก ตามจุดออฟฟิศ
ในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง คนไม่กล้าลงทุน “โก๋นักบิน” แฟรนไชส์ปาท่องโก๋ชื่อดัง ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 4 ปี กลับไม่หยุดนิ่ง ล่าสุดเปิดตัวสินค้าใหม่ “แป้งปาท่องโก๋สำเร็จรูปโก๋นักบิน” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อวสานปาท่องโก๋ทำยาก” หวังช่วยต่อยอดให้ทั้งแม่ค้า ร้านอาหาร และโรงแรม สามารถเพิ่มเมนูใหม่ได้โดยไม่ต้องยุ่งยาก “ที่ผ่านมา หลายคนอยากขายปาท่องโก๋ แต่พอเห็นขั้นตอนหมักแป้งข้ามคืนมักถอดใจ เราเลยคิดค้นสูตรแป้งสำเร็จรูปที่ทำง่ายสุดๆ แค่ นวดแป้ง 3 นาที พักแป้งเพียง 1 ชั่วโมง ทอดได้เลย ไม่ต้องใช้แอมโมเนีย แถมกรอบนอกนุ่มใน เหมือนมืออาชีพทำเอง” คุณหนุ่ม-ณัฐธร และขวัญ เจ้าของแบรนด์ “โก๋นักบิน” เผยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ถึงที่มาของสินค้าตัวล่าสุด ที่มาพร้อมแนวคิด “ทำง่าย กำไรดี” แป้งปาท่องโก๋สำเร็จรูป “โก๋นักบิน” จึงถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทุกกลุ่มลูกค้า ตั้งแต่แม่ค้าขายอาหารเช้า ร้านอาหารที่อยากเพิ่มเมนู ไปจนถึงโรงแรมและรีสอร์ตที่ต้องการเสิร์ฟเมนูพื้นบ้านร้อนๆ ในไลน์บุฟเฟต์เช้า เพราะเพียงฉีกถุง เติมน้ำเล็กน้อย แล้วนวด พร้อมทอดขายได้ทันที โดยแป้ง 1 ถุง น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคา 120 บาท หากตัดขนาดม
