Exclusive
ไข่ จัดเป็นอาหารหลักพื้นฐานของคนทุกชนชั้นทุกชาติ เพราะมีคุณประโยชน์มากมาย อุดมไปด้วยโปรตีน กระอะมิโน วิตามินดี และแร่ธาตุอีกหลายชนิด ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงกำลัง อีกทั้งยังดีต่อเส้นผม เล็บ ผิวหนัง และดวงตาของคนเรา สำหรับการบริโภคที่เหมาะสมนั้น เด็กอายุ 1 ปี จนถึงวัยเรียน ควรรับประทานวันละ 1 ฟอง ผู้ใหญ่ที่ร่างกายปกติ ควรรับประทาน สัปดาห์ละ 3-4 ฟอง ส่วนกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคที่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคลอเรสเตอรอลสูง ให้รับประทานสัปดาห์ละ 1 ฟอง หรือตามคำแนะนำของแพทย์ ล่าสุด โครงการศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร แจกสูตรการทำ “ไข่ครกสมุนไพร” “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์”เห็นว่า น่าจะเป็นสินค้ามีอนาคต เพราะมีจุดขายน่าสนใจ ทำได้ไม่ยาก ลูกค้ามีหลากหลาย เพราะไม่ว่าเด็ก-ผู้ใหญ่ ต่างชื่นชอบอาหาร “เมนูไข่” กันแทบทุกคน เริ่มต้นจากส่วนประกอบ “ไข่ครกสมุนไพร”ตามสูตรของ “อภัยภูเบศร” ไข่ไก่เบอร์หนึ่ง 1 ฟอง ซีอิ๊วขาว ½ ช้อนชา พริกไทยผง น้ำมันพืชเล็กน้อย สมุนไพรหั่นฝอยตามชอบ เช่น ใบมะกรูด มะเขือเทศ แครอท ขิง บัวบก เป็นต้น วิธีทำ ตอกไข่ใส่ชาม เติมซีอิ๊วขาว พริกไ
นอกจากอาหารถูกจริตคนไทย อย่างสารพัดน้ำพริก หรือทำง่ายอย่างปาท่องโก๋ แล้วนั้น อาจารย์ขนิษฐา ชัยชาญกุล หรือ อาจารย์ตุ๊ก อาจารย์สอนทำอาหาร สร้างอาชีพที่ มติชน อคาเดมี และมีประสบการณ์การสอนอาชีพ ที่สำนักงานส่งเสริมและฝึกอบรมกำแพงแสน แนะนำว่า ถ้าหากจะหาอาชีพขายของที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยที่ไม่ต้องลงทุนมากมายนักและสามารถอาศัยอุปกรณ์พื้นฐานที่มีในบ้านเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นลงทุนครั้งแรกได้ด้วย นั่นคือ การทำเมนูก๋วยเตี๋ยวขาย ซึ่งเป็นอาหารจานเด็ด ตอบโจทย์คนไทย เพราะกินง่าย ทุกเพศทุกวัยสามารถกินได้ ที่สำคัญคือเป็นการลงทุนที่ไม่มาก เพียงแค่ซื้อวัตถุดิบอย่างพวกของสด ก็สามารถทำก๋วยเตี๋ยวขายได้แล้ว และอาศัยเอาพวกหม้อต้ม ชาม ถ้วย ช้อน อุปกรณ์ในครัวเรือนที่มีในบ้านมาประยุกต์ใช้ในการขาย ก็สามารถขายก๋วยเตี๋ยวได้แล้ว จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการไปตระเวนสอนตามที่สถาบันการศึกษาต่างๆ คือมีหลายคนไม่ค่อยเชื่อว่าการขายก๋วยเตี๋ยวจะสามารถขายได้จริงๆ สิ่งที่ดีที่สุดในการสอน คือ ทำให้เขาเห็นจริงๆ ว่าทำได้ สอนโดยใช้อุปกรณ์ครัวเรือนในบ้านมาทำให้ดู ให้เห็นเลยว่าสามารถทำขายได้จริง “สำหรับ เงินทุน หรือกา
หลังจากเรื่องราวชีวิตของสาวออฟฟิศระดับผู้บริหารประจำสถาบันการเงินมีชื่อ ถูกเลิกจ้างในวัยสี่สิบปลาย หันมาจับอาชีพทำการเกษตร ด้วยการเช่าที่ดินแค่ 100 ตารางวาย่านรามอินทรา ตั้งชื่อให้ว่า “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” ปลูกเห็ดและสารพัดผัก จนสามารถเก็บผลผลิตส่งขาย มีรายรับเข้ามาประคองครอบครัว ถ่ายทอดผ่าน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไปเมื่อหลายวันก่อน ปรากฎว่าความสนใจหลั่งไหลเข้ามาอย่างล้นหลามมีผู้คนเข้าถึงโพสต์กว่าหนึ่งล้านเจ็ดแสนราย กดไลก์ให้กว่า 25,000 ไลก์ และกดแชร์ ส่งต่อกันอีกเกือบ 3,500 ครั้ง แถมยังมี “ฟีดแบก”ต่อเนื่องตามมาอีกเป็นระลอก ล่าสุด คุณเอีย-อารีย์ เพ็งสุทธิ์ เจ้าของเรื่องราว เผยว่า หลังจากเธอได้แบ่งปันประสบการณ์ออกไป ปรากฎว่ามีผู้คนให้ความสนใจ โทรศัพท์กันเข้ามาจนรับแทบไม่หวาดไม่ไหว “ไลน์ปกติมี 350 contact ตอนนี้เพิ่มเป็น 600 กว่า หลายคนบอกอยากทำบ้าง บางคนบอกจะขออยู่ช่วยดูแสวน บางคนโทรมาขอยืมตังค์ แต่ที่เด็ดสุด คือ มีคนโทรมาขอเป็นแฟน บอกว่าอยากได้ผู้หญิงแบบนี้ เพราะปกติสาวออฟฟิศจะแต่งตัวสวยๆ ชอบช็อปปิ้ง หายากที่จะทำงานเกษตร”คุณเอีย เล่า ก่อนหัวเราะร่วน และว่า คนที่โทรศัพท์เข้ามาคุยด
พื้นที่ที่มีการปลูก “แห้ว” กันมากที่สุด และปลูกกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ คือ อ.ศรีประจันต์ อ.สามชุก อ.เมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และด้วยคุณค่าสารอาหาร รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว “แห้ว” ถูกนำไปเป็นส่วนประกอบอาหารเมนูต่างๆ ทั้งคาวและหวาน บรรดาร้านอาหารและหลายโรงงานอุตสาหกรรมก็นิยมใช้ ส่งออกต่างประเทศอีกด้วย ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ปลูก และเกษตรกรได้เป็นอย่างดี คุณเวโรจน์ พัฒนะพรหมมาส หรือกอล์ฟ เจนเเนอเรชั่นที่ 3 ที่เข้ามาสืบทอดการทำนาแห้วต่อจากคุณสุรพล พัฒนะพรหมมาส หรือคุณพ่อ เจ้าของนาแห้วและโรงงานคัดเกรดแห้วปลอดสาร ได้ใบรับรองเครื่องหมาย อ.ย. ผ่านการตรวจสอบสารเคมีตกค้างเป็นที่เรียบร้อย ตั้งอยู่เลขที่ 27/1 หมู่ 6 ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี คุณกอล์ฟ เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ที่บ้านทำนาปลูกข้าว สลับกับปลูกแห้ว (ปลูกข้าว 6 เดือน ปลูกแห้ว 6 เดือน) มา 30 ปี ซึ่งรุ่นคุณพ่อท่านใช้วิธีนำพันธุ์แห้วจากจีนมาผสมกับแห้วพันธุ์ไทย จนได้แห้วที่มีขนาดใหญ่ สีขาวสวย น่ารับประทาน ปลูกที่อำเภอศรีประจันต์ ที่อำเภอนี้ปลูกแห้วขายกันตลอดทั้งปี ส่งทั้งลูกค้าในประเทศและต่างประเ
ถูก “รีวิว” จากหลายแหล่ง ยกย่องให้เป็น ร้าน “สเต๊ก” อร่อยหลากหลาย แถมราคาไม่แพง เมนูถูกสุดในร้านแค่ 29 บาทก็มี “แซม สเต๊ก แอนด์ มอร์” ชื่อนี้อาจคุ้นเคยกันดี สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ รังสิต มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองเอก และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ย่านบางเขน เพราะปัจจุบันร้านอาหารแห่งนี้ ได้ยึดทำเลสำคัญ หน้าสถาบันทั้ง 3 แห่ง จนกลายเป็นร้านในดวงใจของใครหลายคนในย่านนั้น…ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณวุฒิ-วรวุฒิ ศิวะพรประเสริฐ เจ้าของกิจการ “แซม สเต๊ก แอนด์ มอร์-SAM Steak And More” วัย 36 ปี กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นจากการแนะนำตัว จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงยังสวมเครื่องแบบนิสิต รู้สึกชื่นชอบเมนู “สเต๊ก” แถวสามย่านเป็นกำลัง ก่อนจบจึงตั้งใจอยากมีกิจการร้านสเต๊ก เป็นของตัวเองสักแห่งหนึ่ง เพราะเห็นว่าวัยรุ่นกำลังนิยมและคงใช้เงินลงทุนไม่มากนัก และด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่ แม้จะได้งานประจำทำที่บริษัทแห่งหนึ่งแล้ว คุณวุฒิยังเชิญ “เชฟ” ซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อน ให้มาช่วยสอนการทำอาหารฝรั่ง อย่าง สเต๊ก
เหนื่อย เบื่อ ล้า ความรู้สึกนี้มักเกิดขึ้นกับมนุษย์เงินเดือนแทบจะทุกคน ถ้าเป็นแล้วหาย กลับมาฮึดตั้งหน้าตั้งตาทำสิ่งตรงหน้าได้ ก็คงไม่ใช่ปัญหาหนักใจ แต่หากความรู้สึกนั้นกัดกินจิตใจ ถึงขั้นตื่นเช้ามาไม่อยากขยับกาย ไม่มีพลังก้าวเดินไป อยู่ในภาพเดิมๆ การ “ลาออก” น่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย รักการอ่าน รักอักษร เปิดห้องสมุดในบ้าน เช่นเดียวกับ คุณชโลมใจ ชยพันธนาการ คุณครูคนขยัน ผู้ปลุกแรงบันดาลใจให้ทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่หันมาสนใจอักษรและรักการอ่าน เหตุผลของการลาออกของคุณครูชโลมใจ คือ ความเบื่อที่เกิดขึ้นในช่วงวันเวลาแห่งการเป็นเรือจ้างที่ก้าวย่างมาราว 30 ปี บรรยากาศ ผู้คน และอีกหลายต่อหลายเรื่องราว ผลักดันให้คิดหาทางสร้างอาชีพใหม่ และคงจะไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก นั่นก็คือ “ห้องสมุด” “ตอนที่ยังเป็นครูจะชอบทำกิจกรรม โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับตัวหนังสือ เขียนหนังสือ หนังสือทำมือ งานวาด จัดค่าย เด็กๆ บางคนกลายเป็นนักเขียนมือรางวัลก็มี ซึ่งตอนนั้นครูสนุกกับงานมาก และด้วยความที่ชอบหนังสือ รักการอ่านนี้เอง เราจึงอยากมีอาณาจักรของตัวเอง นั้นคือห้องสมุด ให้เด็กๆ และผู้สนใจได้มีพื้นที่ในการอ
“ข้าวเงี้ยว” หรือ “ข้าวกั้นจิ้น” นั้นชาวล้านนารู้จักกันดี คำว่า “เงี้ยว” ได้บอกที่มาของอาหารชนิดนี้ไว้ชัดเจนว่ามาจากชาวเงี้ยวที่เรียกตนเองว่า “ไตโหลง” (ไทหลวง) หรือที่ชาวสยามนิยมเรียกว่า “ไทใหญ่” หรือ “เงี้ยว” นั่นเอง ส่วนคำว่า “กั้นจิ้น” เป็นภาษาคำเมือง “กั้น” หมายถึง คั้น บีบนวดคั้น ประมาณนี้ ส่วนคำว่า “จิ้น” หมายถึงเนื้อ เช่น จิ้นงัว จิ้นควาย หมายถึง เนื้อวัว เนื้อควาย จิ้นส้ม หมายถึงแหนม “ข้าวกั้นจิ้น” จึงหมายถึงข้าวที่มีการบีบคั้นกับเนื้อ โดยจะนำเลือดหมูสดไปคั้นกับตะไคร้เพื่อดับคาว แล้วคลุกลงไปในข้าวสวยที่หุงไว้คลายร้อนแล้วพร้อมกับหมูสับ ปรุงรสด้วยเกลือ เหยาะซีอิ๊วสักหน่อยก็หอมดี ใครติดหวานก็ใส่น้ำตาลลงไปนิดหน่อย และที่จะทำให้อร่อย คือ น้ำมันกระเทียมเจียว ใส่ลงไปแล้วคลุกไปนวดไปให้เครื่องทั้งหลายนั้นเข้ากันดี จึงนำมาห่อใส่ใบตองมัดด้วยตอก หรือกลัดด้วยไม้กลัดแล้วนำไปนึ่งให้สุก เปิดห่อใบตองมาควันฉุยหอมฟุ้ง ตักกระเทียมเจียวราด จะให้เด็ดก็มีกากหมูด้วย กินแนมกับพริกแห้งทอดและผักสดที่เข้ากันดี คือ หอมแดง แตงกวา และผักชี อร่อยอย่าบอกใคร นึกภาพตามแล้วน้ำลายปุ๊ ก็มันของโปรดของฉันเลยนี่นา ตาม
“ช่างชุ่ย” แหล่ง “เช็กอิน”สุดคูลล่าสุด ของเหล่าบรรดาศิลปินน้อยใหญjและคนทำมาค้าขายหลากหน้าหลายตา และแม้จะเปิดตัวมาได้ไม่นานเท่าไหร่ แต่เท่าที่สำรวจด้วยสายตา เห็นเลยว่า กระแสตอบรับยังแรงดีไม่มีตก เพราะถึงช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ผู้คนในกทม. จะพากันออกไปทำบุญ-ท่องเที่ยว ต่างจังหวัดกันมากโข แต่จุดพบปะสังสรรค์แห่งใหม่ ย่านฝั่งธนนี้ ก็ยังมีผู้คนพากันไปเยี่ยมเยือน จำนวนไม่น้อยอยู่เหมือนกัน โอกาสนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จึงรวบรวม “ลูกเล่น” ของคนทำมาค้าขาย ใน “ช่างชุ่ย” มาให้ชมกัน พอเป็นการจุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ ให้ใครหลายคนอาจนำไปต่อยอดกันได้ แบบไม่หวงวิชา ร้านเสื้อยืด สไตล์รักษ์โลก นำชักโครกหมดสภาพ มาตั้งเรียงกัน ก่อนนำกระถางต้นไม้หลายชนิดลงไป ก็เขียวไปอีกแบบ ผัดไทย อาหารพื้นๆ หาทานได้ทั่วไป นำมาตั้งชื่อใหม่ ให้ดูหวือหวา บวกกับลีลาการผัดที่เพิ่มความเร้าใจเข้าไปอีกหน่อย เรียกลูกค้ามาต่อคิวได้ดีทีเดียว ฟู้ดทรัก อาจไม่ใช่ของใหม่น่าตื่นเต้นแล้ว หากอยากให้คนมามุง คงต้องมีรูปแบบที่ล้ำมากขึ้นไปอีก อย่าง กาแฟสดรายนี้ นับว่าหน้าตาดี ช่วยให้มีชัยไปกว่าครึ่ง ป้ายสื่อสารบอกแบบตรงไปตรงมา แต่ไม่ทำให้
“การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าให้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนาน หรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าต่อสังคม ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศ ให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แสดงไว้ ณ The First Annual Bangkok Art & Photography Event 2007 ….. ในยามที่ประเทศไทยอยู่ในภาวะสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ยังมีคนในชาติจำนวนไม่น้อย ออกมาแสดงน้ำจิตน้ำใจต่อกันในหลายรูปแบบ รวมถึงบริการรับถ่ายรูปให้กับผู้คนที่เดินทางมายังท้องสนามหลวงห้วงเวลานี้ แบบไม่คิดค่าแรงแม้แต่บาทเดียว โดย คุณแจ๊ค-วีระยุทธ ทองโชติ อายุ 37 ปี หนึ่งในเจ้าของจิตอาสาดังว่า เริ่มต้นแนะนำตัว ปัจจุบันทำงานประจำ เกี่ยวกับการเขียนลายเสื้อผ้า พวกลายไทย ลายกราฟฟิคสำหรับงานสกรีน เป็นพนักงานในโรงงานเล็กๆ เงินเดือนไม่มากนัก แต่อยู่ได้เพราะไม่ใช่คนฟุ้งเฟ้ออะไร ข้าวของที่ใช้ราคาไม่แพง ไม่มีบัตรเครดิต หากอยากซื้ออะไรจะเก็บเงินสดซื้อ นอกจากจะเป็นคนประหยัดแล้ว แม้เงินเดือนจะน้อยก็อยู่ได้สบาย เพราะปั่นจักรยานไปทำงาน ส่วนที
ในยุคที่อะไรก็ขายไม่ค่อยดี บรรยากาศจับจ่ายไม่ค่อยจะคึกคัก หากใครคิดทำสินค้าแบบธรรมดา ชนิดหาจุดที่แตกต่างไม่ได้ เห็นคงต้องมีอันม้วนเสื่อกลับบ้านไปก่อนเวลาอันควร “กับข้าว” เจ้าของแบรนด์เครื่องนอนลวดลายอาหารหน้าตาน่ารับประทานเหมือนจริง นับเป็นหนึ่งในหลายผู้ประกอบการ ที่สามารถสร้าง “จุดขาย”ของตัวให้มีความโดดเด่น กระทั่งขายดิบขายดีมาพักหนึ่งแล้ว มีเจ้าของกิจการสองท่าน คือ คุณบอส – ฐิติรัตน์ ทำนุโรจน์ทวี และ คุณเอ็กซ์ –สุพัชชา มิตรวารีสัมพันธ์ คุณเอ็กซ์ อาสาเป็นคนให้ข้อมูลว่า เจ้าของไอเดียสินค้าผ้าปูที่นอน-หมอน-ผ้าห่ม ลวดลาย เป็นอาหารนานาชนิด อาทิ กุ้งแม่น้ำเผา ผัดไทย ปูนึ่ง ต้มยำทะเล ฯลฯ นี้ เป็นของคุณบอส-ฐิติรัตน์ หุ้นส่วนคนสำคัญ ซึ่งร่วมกันทำธุรกิจ ทำโรงงานรับผลิตสายคล้องคอบัตร และผ้าพันคอเชียร์กีฬา ให้กับหน่วยงานต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2549 โดยก่อนหน้านี้ เคยลงทุนซื้อเครื่องซับพลีเมนชั่น ซึ่งเป็นเครื่องจักรมูลค่าหลักล้านบาท เพื่อนำมาใช้งานในการแยกสีสายคล้องและผ้าพันคอให้เป็น 4 สี เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น ทำอยู่พักใหญ่ เกิดความคิดแตกไลน์สินค้า แบบไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แต่ใช่
