SMEs เกษตร
คุณวรรณนิภา เรืองทัพ บ้านเลขที่ 70/7 หมู่ที่ 4 บ้านหนองสะเดา ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร โทร. (086) 1106387, (084) 868-8474 เจ้าของ “สุดใจ Hydroponics จ.พิจิตร” การปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกส์เบื้องต้น โดยทั่วไปผักสลัดจะมีอายุการปลูกประมาณ 6 สัปดาห์ (42 วัน สามารถกินได้ ผักมีน้ำหนักได้ที่ มีรสชาติอร่อย หากเกิน 50 วัน ผักจะแก่ทำให้มีรสชาติขม ไม่อร่อย) เริ่มจาก การเพาะเมล็ดสลัด นำฟองน้ำสำเร็จรูปที่จะเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าตรงกลางฟองน้ำจะถูกกรีดเป็นกากบาทเพื่อนำเมล็ดมาวางใส่ลงไป ปลูกวางเรียงบนถาดรอง รดน้ำฟองน้ำปลูกให้ชุ่ม พร้อมกับใช้มือกดฟองน้ำให้ซับน้ำให้อิ่มตัว นำไม้ปลายแหลมหรือไม้จิ้มฟันจุ่มน้ำแล้วแต้มแตะไปที่เมล็ดพันธุ์ผักสลัด แล้วนำเมล็ดสลัดที่ติดที่ปลายไม้มาใส่ลงไปในกลางฟองน้ำที่ผ่าไว้ 1 เมล็ด ต่อฟองน้ำ 1 อัน นำแผ่นโฟมเพาะเมล็ดไปไว้ในโต๊ะอนุบาลที่ 1 ประมาณ 2 สัปดาห์ หรือกล้าผักสลัดมี 2 ใบ ช่วงนี้ต้องหมั่นฉีดน้ำด้วยฟ็อกกี้หรือกระบอกฉีดน้ำเพื่อลดความร้อนให้ต้นกล้าทุกๆ วัน วันละ 2-5 ครั้ง ตามสภาพอากาศ ช่วงเพาะเมล็ด (สัปดาห์ที่ 1) ใช้เวลา 7 วัน นำเมล็ดใส่ลงไปในวัสดุยึดราก เช่น ฟอง
ฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดหนองคาย และจังหวัดใกล้เคียง รวมไปถึง สปป.ลาว ส่งผลให้หน่อกล้วยหอมทองขายดี ชาวบ้านทั้งไทยและลาว แห่ซื้อไปปลูกในพื้นที่ของตัวเอง จากการที่มีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดหนองคาย และจังหวัดใกล้เคียง รวมไปถึงใน สปป.ลาว นอกจากจะส่งผลดีกับเกษตรกรที่ทำการเกษตรแล้ว ยังส่งผลดีกับพ่อค้า-แม่ค้า ที่จำหน่ายกล้วย และหน่อกล้วยหอมทอง ริมถนนหนองคาย-โพนพิสัย บริเวณบ้านภูกระแต ต.วัดหลวง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ที่หน่อกล้วยหอมทองขายดีขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว สวนทางกับกล้วยที่มียอดขายลดลงเล็กน้อย ซึ่งลูกค้ามีทั้งลูกค้าในจังหวัดหนองคาย และจากหลายจังหวัดในภาคอีสาน เช่นบึงกาฬ , ชัยภูมิ , โคราช , อุดรฯ และขอนแก่น เป็นต้น รวมไปถึงลูกค้าชาวลาว ที่ส่วนใหญ่จะซื้อไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง เป็นการปลูกไว้เพื่อรับประทานในครอบครัว ไม่ได้ปลูกเพื่อขาย จำนวนที่ซื้อก็จะมีตั้งแต่ไม่กี่ต้น จนถึงหลักร้อยต้น โดยราคาหน่อกล้วยจะอยู่ที่หน่อละ 35 บาท แต่ถ้าซื้อ 3 หน่อจะลดให้เหลือ 100 บาท ถือว่าราคาเท่ากับปีที่ผ่านมา ส่วนราคาจำหน่ายกล้วยนั้น จะมีตั้งแต่หวีละ 25 บาท ถึงหวีละ 80 บาท อยู่ที่ขนาดของกล้วยและหวีกล้วย
เกษตรกรชาว ต.บ้านป่า อ.เมือง จ.พิษณุโลก รับซื้อพันธุ์สับปะรดฉีกตาจากภาคใต้มาปลูก ได้ผลผลิตดี เปิดขายในโลกโซเซียล กลับได้รับความสนใจ คนสั่งจองซื้อจนผลิตส่งให้กับลูกค้าไม่ทัน นายเยี่ยม ตาเห็น อายุ 70 ปี เกษตรกรที่แบ่งผืนนาปลูกข้าว และไร่นาสวนผสม ตามแนวพระราชดำริเกษตรกรพอเพียง ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อไว้รับประทานในครัวเรือน ส่วนที่เหลือ ก็จะนำไปขายเพื่อเป็นรายได้ของครอบครัว แต่ที่น่าสนใจ คือการปลูกสับปะรดพันธุ์ฉีกตาของคุณลุงเยี่ยม ที่ไม่มาก แต่สามารถนำไปขายสร้างรายได้ให้ครอบครัวเป็นอย่างดี คุณลุงเยี่ยม เล่าให้กับผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนเองได้ทำนาและปลูกพืชผักสวนครัว ตามแนวทางพระราชดำริ เมื่อปีที่ผ่านมาตนก็ทดลองซื้อกล้าพันธุ์สับปะรดพันธุ์ฉีกตามาจากภาคใต้เพียง 100 ต้นเท่านั้น และนำมาปลูกในพื้นที่ไร่นาสวนผสมเหตุที่ตนทดลองปลูก ก็เพราะเพื่อนแนะนำมา เนื่องจากมีความหวาน ไม่กัดลิ้น และที่สำคัญเพียงผ่าผลครึ่งลูกแล้วก็สามารถฉีกที่ตานำมารับประทานได้ง่ายดาย ไม่ต้องปลอกผิวให้ยุ่งยาก เหมือนสับปะรดทั่วไป แต่ถ้าหากต้องการปลอกผิวธรรมดาก็สามารถทำได้ คุณลุงเยี่ยม เล่าให้ฟังอีกว่า หลังจากระยะผ่านไป 1ปีสับปะรดออกผล
เกษตรกรหนุ่ม พ่วงตำแหน่งเลขานายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาดิน อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ปิ๊งไอเดียจากนายกลุงตู่ ปลูกกล้วยหอมทองพันธุ์ปทุม แซมในสวนยางพารา ครั้งแรก 1,250 ต้น พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสช่วงยางพาราราคาตก ผลตอบรับดีเกินคาด ส่งขายเซเว่นแทบไม่พอ สร้างรายได้ 2 แสน ติดใจเมื่อเดือนเมษายน ปลูกกล้วยอีกรอบ คราวนี้เพิ่มเป็น 1,600 ต้น คุณจรูญศักดิ์ กลับส่ง หรือคุณศักดิ์ ปัจจุบันอายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 169 ม.8 ต.เขาดิน อ.เขาพนม จ.กระบี่ เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า นอกจากรับราชการแล้ว ยังเป็นเกษตรกร เดิมทีปลูกปาล์มน้ำมัน และยางพารา พื้นที่ 65 ไร่ แต่ละเดือนมีรายได้จากการปลูกพืช 2 ชนิดนี้ ราว 3 หมื่นบาท จนกระทั่งราคาพืชเศรษฐกิจดังกล่าวมีความผันผวนตามสภาพอากาศ ราคาขึ้นลงตามตลาด เลยมองหาพืชทำเงินชนิดอื่น ระหว่างที่มองหาพืชตัวอื่น คุณศักดิ์ บอกว่า ได้ไอเดียจากขณะที่ นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางมาดูสวนกล้วยหอมทองของเพื่อนที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 59 ท่านแนะนำว่า หากยางพารา และปาล์มน้ำมัน ราคาตก ลองหันไปปลูกกล้วยดีไหม ราคาดี ตลาดมีความต้องการสูง จากคำแนะนำของท่านนา
บัณฑิตสาวคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทายาทเจ้าของโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์พรีเมี่ยม ตราปลามังกร จังหวัดกาญจนบุรี ไอเดียเก๋ สร้างโรงเพาะเห็ดไซซ์มินิ ขนาดกว้าง 1.70 เมตร ยาว 1.70 เมตร สูง 2.10 เมตร โครงสร้างทำด้วยเหล็กทาสีกันสนิม หลังคาผ้าใบเต็นท์ ด้านข้างคลุมด้วยสแลนกันแดด โยกย้ายเคลื่อนที่ได้สะดวกสบาย อายุการใช้งาน 4 – 5 ปี 1 โรงสามารถเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานดำได้ 504 ก้อน หลังเห็ดเปิดดอกเพียง 3 วัน ก็สามารถทำเงินได้ยาวๆ สนนราคาโรงละ 10,000 บาท คุณสาธนี สกุลวัฒนะ หรือคุณนุ่น หญิงสาวอัธยาศัยดีวัย 26 ปี พี่สาวคนโตในบบรดาพี่น้อง 3 คน ทายาทเจ้าของบริษัท ปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรไทย หรือเคทีเอฟ จำกัด และเจ้าของออร์แกนิก แลนด์ ริม ถ.กำแพงแสน-พระแท่น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ซึ่งคุณนุ่น คือ เจ้าของไอเดีย โรงเพาะเห็ดมินิ หรือ บ้านเห็ด คุณนุ่น เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า จบคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทางครอบครัว ทำธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์พรีเมี่ยม มานานกว่า 20 ปี จำหน่ายตามสหกรณ์ และร้านค้าทั่วไป จุดเด่น มีแร่ธาตุอาหารสูง ใช้ได้กับทุกพืช ผัก ผลไม้ และต้นไม้ทุกชนิด มีส่วนผสมของไม้ยางยูคาลิปตัส ท
จังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้ว เป็นแหล่งปลูกยางใหม่ที่เกษตรกรหันมาปลูกยางในยุคที่ยางมีราคาแพง มีเนื้อที่ปลูกยางรวมทั้งหมด ประมาณ 30,000 ไร่ ต่อมาเมื่อสถานการณ์ราคายางอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง รายได้จากการขายยางไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย คุณชัยฤทธิ์ บัวแสง ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย สาขาสระแก้ว (กยท. สาขาสระแก้ว) ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ปลูกยางพาราในพื้นที่จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี จึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรแบบผสมผสานในลักษณะปลูกพืชแซมในสวนยาง หรือปลูกพืชร่วมยาง ในช่วงที่ต้นยางยังเล็กเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ คุณชัยฤทธิ์ บัวแสง ผู้อำนวยการ กยท. สาขาสระแก้ว สละเวลาพาผู้เขียนไปเยี่ยมชมกิจการสวนยางผสมผสานของเกษตรกรคนเก่ง คือ คุณลักษณ์-คุณจอม ฤทธิ์ภักดี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 6 ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โทร. (086) 091-9800, (080) 076-7021 คุณชัยฤทธิ์ บัวแสง ผู้อำนวยการ กยท. สาขาสระแก้ว ครอบครัวฤทธิ์ภักดี ทำสวนยางควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสานจนประสบความสำเร็จทางอาชีพและรายได้ กยท. สาขาสระแก้ว จึงประกาศยกย่องให้สวนยางแห่งนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพี
การทำเกษตรกรรมในยุคดิจิตอลดูจะแตกต่างจากยุคเก่าอย่างสิ้นเชิง ความมีอิทธิพลของเทคโนโลยีการสื่อสารที่อยู่เหนือขีดจำกัด จึงทำให้คนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าที่พยายามปรับตัวสามารถทำเกษตรกรรมในรูปแบบที่ทันสมัยได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว เพราะฉะนั้นถึงแม้จะไม่ได้ร่ำเรียนหรือสืบทอดสายเลือดที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรมาแบบแนวคิดสมัยก่อน แต่หากมีใจรักผนวกกับความใส่ใจหาข้อมูลอย่างละเอียด ไปศึกษาดูงานเกษตรตามแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร ความสำเร็จในการทำเกษตรกรรมก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างไม่ยาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดแล้วสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมทันที คงเป็นกรณีของ คุณไพบูลย์ นาคสีหราช บ้านเลขที่ 1233/45 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ บุคคลท่านนี้ยึดอาชีพทนายความมายาวนานอยู่ในจังหวัดบ้านเกิด ชอบงานเกษตรเพราะเคยเรียนที่เชียงใหม่ จากนั้นหันเหชีวิตมาเรียนกฎหมายจนยึดอาชีพทนายความมาจนถึงวันนี้ คุณไพบูลย์ นาคสีหราช ทำเกษตรยุคใหม่ ต้องเน้นผสมผสาน คุณไพบูลย์ ชี้ว่า การทำเกษตรยุคใหม่ต่างจากยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง ทั้งสภาพพื้นที่ปลูก สภาพอากาศ และวัฒนธรรม ดังนั้น การทำเกษตรกรรมยุคให
“มะละกอเป็นพืชที่ต้องการน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำขัง เพราะเสี่ยงต่อการเป็นโรครากเน่า” เป็นข้อมูลที่รู้กันดีอยู่ในกลุ่มชาวบ้านตำบลวังหามแห อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้ที่ผ่านมาในอดีต ไม่มีเกษตรกรรายใดปลูกมะละกอแม้แต่รายเดียว ที่เห็นทั่วไปคือปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง และข้าวโพด มีพื้นที่ทำนาเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มี คุณณฏฐพล นิยมจันทร์ และ คุณปรีชา แสงทอง เริ่มนำร่อง นำมะละกอฮอลแลนด์มาลงปลูก เพราะมองเห็นในศักยภาพของพื้นที่ ทั้งยังมองเห็นว่าผลกำไรจากการทำสวนมะละกอน่าจะเป็นรายได้ที่มากกว่าการปลูกพืชไร่อย่างแน่นอน คุณปรีชา แสงทอง (ซ้าย) และ คุณณฏฐพล นิยมจันทร์ (ขวา) ทั้งคุณณฏฐพลและคุณปรีชา ใช้ความเป็นหนุ่ม กล้าลองผิดลองถูก ไปเรียนรู้การทำสวนมะละกอฮอลแลนด์ เพราะเห็นว่าเป็นสายพันธุ์กินผลสุกที่ตลาดต้องการ แม้จะรู้ว่าสภาพพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองมีแหล่งน้ำน้อย ต้องอาศัยน้ำจากคลองหรือการขุดสระก็ตาม แล้วกลับมาเริ่มทดลองปลูกก่อนเพียง 5 ไร่ การเก็บผลผลิตรอบแรก ก็มองทะลุไปถึงอนาคตได้ว่า ผลไม้ชนิดนี้สร้างรายได้ที่ดีให้อย่างแน่นอน จาก 5 ไร่ เริ่มขยายพื้นที่การปลูกออกไปเรื่อยๆ เมื่อช
ไปเจอ “ มะนาวเว่อ ” พันธุ์ไม้โบราณ ที่สวนตันเจริญ จังหวัดสระแก้ว ของอาจารย์ธงเทพ ตันเจริญ และภรรยา คือ คุณบุญนำ จำปาสุข (โทร. 089-233-7586 , 084-926-6363 ) ชาวสระแก้ว เรียกมะนาวชนิดนี้ว่า “ มะนาวเว่อ” ซึ่งมะนาวชนิดนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ภาคกลางเรียกว่า ส้มมะนาวหรือส้มมะละกอ แถบอีสาน เรียกว่า หมากเว่อ มะโว้ช้าง มะนาวควาย มะนาวริปน ส้มนาวคลาน และส้มละโว้ มะนาวเว่อหรือมะนาวยักษ์ มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย เป็นพืชตระกูลส้มประเภทซิตรอน เติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนปนทราย ไม่ชอบที่ชื้นแฉะ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง โดยทั่วไป ต้นสูงประมาณ 3-10 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนาม ใบใหญ่และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ผลกลมใหญ่ ผิวเรียบเปลือกหนา ดอกมีสีขาวอมม่วง มีกลิ่นหอม ผลสุกมีสีเหลืองมะนาว ขนาดผลใหญ่สุดเท่าผลส้มโอ มีรสเปรี้ยว มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำมะนาว แต่รสอ่อนกว่ามะนาวเล็กน้อย ใช้ปรุงอาหารแทนน้ำมะนาวได้ดี ใบอ่อน นำมาลวกหรือต้มรับประทานเป็นผักเครื่องเคียงร่วมกับน้ำ พริก ลาบได้อย่างอร่อย ส่วนใบแก่นำมาหั่นเป็นฝอย ใส่ลาบเพื่อดับกลิ่นคาวปลา มะนาวเว่อ มีสรรพคุณทางยาช่วยฟอกระดู
“มะละกอเป็นพืชที่ต้องการน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำขัง เพราะเสี่ยงต่อการเป็นโรครากเน่า” เป็นข้อมูลที่รู้กันดีอยู่ในกลุ่มชาวบ้านตำบลวังหามแห อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้ที่ผ่านมาในอดีต ไม่มีเกษตรกรรายใดปลูกมะละกอแม้แต่รายเดียว ที่เห็นทั่วไปคือปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง และข้าวโพด มีพื้นที่ทำนาเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มี คุณณฏฐพล นิยมจันทร์ และ คุณปรีชา แสงทอง เริ่มนำร่อง นำมะละกอฮอลแลนด์มาลงปลูก เพราะมองเห็นในศักยภาพของพื้นที่ ทั้งยังมองเห็นว่าผลกำไรจากการทำสวนมะละกอน่าจะเป็นรายได้ที่มากกว่าการปลูกพืชไร่อย่างแน่นอน คุณปรีชา แสงทอง (ซ้าย) และ คุณณฏฐพล นิยมจันทร์ (ขวา) ทั้งคุณณฏฐพลและคุณปรีชา ใช้ความเป็นหนุ่ม กล้าลองผิดลองถูก ไปเรียนรู้การทำสวนมะละกอฮอลแลนด์ เพราะเห็นว่าเป็นสายพันธุ์กินผลสุกที่ตลาดต้องการ แม้จะรู้ว่าสภาพพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองมีแหล่งน้ำน้อย ต้องอาศัยน้ำจากคลองหรือการขุดสระก็ตาม แล้วกลับมาเริ่มทดลองปลูกก่อนเพียง 5 ไร่ การเก็บผลผลิตรอบแรก ก็มองทะลุไปถึงอนาคตได้ว่า ผลไม้ชนิดนี้สร้างรายได้ที่ดีให้อย่างแน่นอน จาก 5 ไร่ เริ่มขยายพื้นที่การปลูกออกไปเรื่อยๆ เมื่อช
