SMEs เกษตร
ผักไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) กับประโยชน์ทางโภชนาการ Hydroponics เป็นการผสมคำภาษากรีก 2 คำ คือ Hydro แปลว่า “น้ำ” Ponos แปลว่า “งาน” เมื่อนำความหมายรวมกันมาใช้กับการปลูกพืช จึงหมายถึง การปลูกพืชลงบนธาตุอาหารพืช โดยให้รากพืชสัมผัสกับสารละลายโดยตรง นั้นหมายความว่า เป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน นอกจากนี้ การผลิตพืชผักบนดินก็ยังได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง พายุ และความเสื่อมของดินที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีมากจนเกินไป ทำให้การปลูกพืชผัก แบบ Hydroponics เป็นเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว จุดเด่นของการปลูกผักในระบบ Hydroponics มีดังนี้ คือผักมีความอุดมสมบูรณ์สูง โตเร็ว เพราะได้รับสารอาหารอย่างสมดุล ผักสะอาดปราศจากยาฆ่าแมลงและเชื้อโรค สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ กำหนดหรือวางแผนการผลิตได้ต่อเนื่อง ปัจจุบัน ผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์ได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะผักปลอดสารพิษ ซึ่งทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอตลอดทั้งปี ผักเหล่านี้มีคุณค่าทางอาหารสูงและมีความปลอดภัยสูง เนื่องด้วยผักอุดมไปด้วยวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ซึ่งให้ไข
ชะอม เป็นไม้ยืนต้นตระกูลถั่ว ที่มีอายุยืนนาน เป็นไม้เถาเลื้อย มีฝักเหมือนกระถิน เมล็ดนำมาปลูกได้ กิ่งอ่อน ยอดอ่อน ใบอ่อน มีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว และมีวิตามินเอสูง ยอดชะอมจัดเป็นอาหารประเภทผักที่มีคุณค่าอาหารสูงยิ่ง ทั้งวิตามินเอ โปรตีน และเยื่อใยที่ร่างกายต้องการ ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมหรือไม่มีหนาม ใบเป็นใบประกอบขนาดเล็ก มีก้านใบแยกเป็นใบอยู่ 2 ทาง ลักษณะคล้ายใบกระถิน หรือใบส้มป่อย ต้นชะอมหากถูกเด็ดยอดจะแตกกิ่งข้างต้นหนาแน่น ชะอมเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ในทุกสภาพดิน ไม่ว่าดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย ยกเว้นดินเค็มและกรดจัด ปลูกง่าย ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย “ชะอม” หลายคนจะต้องนึกถึงเมนูอาหารที่แสนอร่อยจากผักพื้นบ้านชนิดนี้ที่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว อาทิ ชะอมชุบไข่ทอดกับน้ำพริกกะปิ แกงแคไก่อาหารของคนเหนือ แกงลาวของคนอีสาน ฯลฯ ชะอมจึงจัดเป็นผักพื้นบ้านที่มีคนไทยบริโภคเป็นประจำ และมีความต้องการในแต่ละวันไม่น้อยไปกว่าผักพื้นบ้านชนิดอื่น เกษตรกรไทยมักจะมองว่า การปลูกพืชผักสวนครัวจะเป็นเพียงอาชีพเสริม ไม่สามารถสร้างรายได้หลักให้กับครอบครัวได้ ตัวอย่างแหล่งปลูกชะอมพื้นที่ใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดพิจิ
ชะอม ผักพื้นบ้านที่คุ้นเคยกันดี เพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทำให้กลายเป็นพืชยอดนิยมที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกไม่น้อยไปกว่าพืชผักชนิดอื่นๆ ชะอมเป็นไม้ยืนต้นที่สามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศและมีชื่อเรียกต่างกันไป โดยใบอ่อนหรือส่วนยอดของใบสามารถนำมารับประทานได้แตกยอดทั้งปี นิยมปลูกเป็นรั้วบ้านเนื่องจากมีหนามแหลมคม แต่ปัจจุบันมีเกษตรหันมาปลูกชะอมจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมอย่างแปลงที่เห็นนี้เป็นของ คุณเพ็ญ รุจิรัตน์ ที่อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี คุณเพ็ญ เล่าให้ฟังว่า หลังจากตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ก็หันกลับมาสู่อาชีพเกษตรกรรม เพราะเป็นอาชีพที่คุ้นเคยดี อีกทั้งทางบ้านมีที่นาเป็นของตัวเอง แต่การทำนาข้าวพื้นที่ไม่มากพอ ผลได้ไม่คุ้มต้นทุน จึงหันมาปลูกพืชที่ใช้พื้นที่และลงทุนน้อยแต่ได้ผลผลิตดีอย่างชะอม โดยเนรมิตพื้นที่นาจำนวน 4 ไร่ กลายเป็นสวนชะอมที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว มานานกว่า 5 ปี สำหรับขั้นตอนการปลูก คุณเพ็ญบอกว่า จะไถพรวนและยกเป็นร่อง โดยรอบแปลงจะมีร่องระบายน้ำรอบๆป้องกันน้ำในช่วงฤดูฝน จากนั้นโรยปุ๋ยคอกและไถกลบอีกรอบ รดน้ำให้ชุ่มก่อนนำกิ่งตอนขนาดสูง 40 เซนติเมต
อาชีพโดยอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อใคร ของชาวบ้านโพนธาตุ ตำบลบ้านว่าน อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย คือ การทำนา เมื่อว่างเว้นจากการทำนา ซึ่งเป็นระยะเวลาไม่น้อย หากใช้เวลาที่มีอยู่สร้างรายได้เสริม คุณวิสันต์ อินทะปัญญา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะเห็ดฟางบ้านโพนธาตุ ผู้นำวิธีการเพาะเห็ดฟางเผยแพร่สู่ชุมชนเพื่อสร้างรายได้เสริม เล่าว่า อดีตชาวบ้านทำนาเพียงอย่างเดียว มีระยะเวลาไม่น้อยที่ว่างเว้นจากการทำนาในแต่ละปี จึงมองหารายได้เสริม ซึ่งตนได้ออกไปศึกษาและสมัครเข้ารับการอบรมการเพาะเห็ดฟางในจังหวัดใกล้เคียง เมื่อได้ความรู้ จึงนำมาเผยแพร่ต่อภายในชุมชน ปี 2553 เกษตรกรบ้านโพนธาตุ เริ่มก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะเห็ดฟางบ้านโพนธาตุขึ้น มีคุณวิสันต์ เป็นประธานกลุ่ม มีสามาชิก 13 คน มีโรงเพาะเห็ดฟางทั้งสิ้นเกือบ 50 โรง โรงเรือนเพาะเห็ด จำเป็นสำหรับผู้เพาะ เริ่มแรกสร้างโรงเรือน ขนาด 6X10 เมตร ใช้เงินลงทุน 17,000 บาทต่อโรงเรือน ใน 1 โรงเรือน เพาะเห็ดได้ 30 ก้อน ใช้เวลาเพียง 20 วัน เก็บขายครั้งแรกได้ และเก็บได้เรื่อยๆ จนกว่าเห็ดจะหยุดออก จึงรื้อทิ้งแล้วลงใหม่ ต้นทุนก้อนเชื้อเห็ด ก้อนละ 13 บาท และต้องสั
นับเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมขนาดใหญ่ของประเทศ สำหรับพื้นที่อำเภอ “หนองเสือ” จังหวัดปทุมธานี ซึ่งกล้วยหอมจากแหล่งที่ปลูกบริเวณนี้ มีทั้งส่งขายห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ร้านสะดวกซื้อ และเสิร์ฟบนสายการบิน คุณสมชาย วาเพ็ชร อดีตข้าราชการ กรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัดกาญจบุรี วัย 46 ปี ปัจจุบันลาออกจากงานประจำ มาสวมบทบาทเจ้าของสวนกล้วยหอม 90 ไร่ และมอบหมายให้น้องชายคุณอิงครัต วาเพ็ชรเด็กหนุ่มไฟแรงวัย 22 ปี ดูแลเรื่องการขายหน่อกล้วย สองพี่น้องขยันขันแข็ง ขายทั้งกล้วย ขายทั้งหน่อกล้วย รายได้ยังไม่หักรายจ่ายทั้งปีราว 5 ล้านบาท คุณสมชาย เผยว่า เรียนจบปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีการเกษตร จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก่อนหน้านี้ทำงานที่กรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัดกาญจบุรี นาน 10 ปี หลังจากนั้นลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว คือ โรงเหล้ากลั่นสุราชุมชน ที่จังหวัดเชียงราย ผลิตเหล้าขาวซึ่งทำจากข้าวเหนียวหมัก ราวปี 2555 เริ่มสนใจอยากปลูกกล้วยหอม เลยยกกิจการทั้งหมดให้น้องสาวดูแล คุณสมชาย บอกต่อว่า บ้านที่อาศัยอยู่แถวปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมขนาดใหญ่ มองเห็นศักยภาพผลไม้ชนิดนี้ว่าราคาดีไม่มีตก ตามร้
เมื่อปี 2551 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้ลงบทสัมภาษณ์ คุณกิตติ จันทวิสูตร เรื่องการปลูกตะเคียนแซมในสวนสะละ ว่างเว้นไม่ได้ข่าวคุณกิตติหรือปลัดแก้วมานาน จนกระทั่งปลายปี 2559 มีงานเกษตรมหัศจรรย์ ที่จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีชายหนุ่มวัยรุ่นมาออกร้านจำหน่ายต้นกล้าทุเรียน ชื่อแปลกๆ อย่าง “มูซังคิงส์” หรือ “เหมาซานหวัง” สอบถามแล้วชื่อ รัฐ จันทวิสูตร เขาเป็นลูกชายปลัดแก้วนั่นเอง คุณรัฐ จันทวิสูตร บอกว่า พื้นที่ปลูกตะเคียนลดลง เริ่มตัดจำหน่าย ต้นขนาดใหญ่อายุ 20 ปีขึ้น จำหน่ายต้นละ 8,000 บาท ปัจจุบันเหลืออยู่กว่า 1,000 ต้น สิ่งที่มาทดแทนคือ ทุเรียนพันธุ์ทรงคุณค่า ที่เคยปลูกในบ้านเรามาก่อนแล้ว รวมทั้งพันธุ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศมาเลเซีย พื้นที่การเกษตร กว่า 300 ไร่ เกริ่นกับคุณรัฐไว้ว่า อยากไปเยี่ยมชมงานใหม่ของ ปลัดแก้ว เมื่อถึงเวลาโทรศัพท์ไปทาบทาม ถึงแม้งานจะชุก แต่ปลัดแก้วก็ยินดีให้ไปถ่ายภาพและสัมภาษณ์ ทางเข้าสวนปลัดแก้ว เริ่มต้นกันที่สี่แยกเขาไร่ยา สี่แยกนี้หากตรงไป สามารถไปตราดและสระแก้วได้ เลี้ยวขวาเข้าตัวเมืองจันท์ เลี้ยวซ้ายไปน้ำตกกระทิง, พระบาทเขาคิชฌกูฏ, มทร. ตะวันออก วิทยาเขต
ผมมีโอกาสได้เดินทางไปกับการท่องเที่ยวภาคตะวันออก ไปสำรวจเส้นทางท่องเที่ยว โครงการเที่ยววันธรรมดา ที่ระยองและจันทบุรี การเดินทางครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้พาผมกับคณะสื่อมวลชนไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ หลายแห่ง แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจกลายเป็นชุมชนทะเลน้อย อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ที่น่าสนใจก็เพราะได้ไปเห็นการประกอบอาชีพของคนในชุมชน ที่มีชื่อเสียงหลายอย่างมาก เช่น ปลูกกล้วยน้ำว้า 3 น้ำ ที่มีรสชาติหวานมันยังกับไม่ใช่กล้วย นอกจากนี้ก็มีการทำปลาเค็ม กะปิ น้ำปลา และผลิตภัณฑ์งานฝีมือพวกจักสาน แต่ที่น่าสนใจกว่าใครเพื่อนก็เห็นจะเป็นการปลูกผักกระชับ ซึ่งมีแห่งเดียวในประเทศไทย แค่ชื่อของผักว่ากระชับก็น่าสนใจแล้ว หลังจากชมและดูงานอย่างอื่นๆ ครบถ้วน เจ้าภาพได้เลี้ยงอาหารกลางวัน โดยมีผักกระชับเป็นหลัก เช่น แกงส้มผักกระชับ ยำผักกระชับ ผักกระชับผัดน้ำมันหอย และผักกระชับสดจิ้มน้ำพริกกะปิ ทุกคนกินผักกระชับกันอย่างเอร็ดอร่อยโดยเฉพาะผมชอบเป็นพิเศษเพราะรสชาติดีเหลือเกิน ลักษณะของผักกระชับ ถ้าดูเผินๆ จะเหมือนกับผักที่เพาะจากเมล็ดทานตะวัน รสชาติและคุณค่าของผักทั้งสองชนิดนี้อาจใกล้เคียงกัน เช่น ลดความดัน
เห็ดโคน หรือ เห็ดปลวก คนละชนิดกับเห็ดโคนน้อย ความจริงเห็ดโคนน้อยคือเห็ดถั่ว โดยทั่วไปมักพบขึ้นอยู่ตามกองซากถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว ส่วนเห็ดโคนหรือเห็ดปลวกนั้น วงจรชีวิตของมันต้องพึ่งพาปลวกเข้ามาช่วย จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า ปลวกงานจะนำเอาสปอร์ ซึ่งเป็นหน่วยขยายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กมาก ทำหน้าที่เช่นเดียวกับเมล็ดพืชอื่นๆ ไปปลูกในรังให้เป็นอาหารของปลวกวัยอ่อน ส่วนสปอร์ที่หลงเหลือ เมื่อได้รับความชื้นในฤดูฝนก็จะเติบโตโผล่พ้นผิวดินขึ้นมาปรากฏให้เห็น และเป็นอาหารอันโอชะของมนุษย์เรา วิธีเพาะหรือปลูกเห็ดโคน ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน เริ่มจากนำจาวปลวก ที่อยู่ภายในจอมปลวก มีขนาดใกล้เคียงกับกะลามะพร้าวผ่าซีก จอมปลวกหนึ่งรังจะมีจาวปลวกหลายอัน มีลักษณะเบา โปร่ง ซุย มีรอยทางเดิน ซอกแซก ทะลุถึงกันได้ จาวปลวกน่าจะเป็นสวนปลูกเห็ดอ่อน เพราะมีเส้นใยขาวเต็มไปหมด สามารถพัฒนาเป็นดอกเห็ดต่อไป เกษตรกรจะนำส่วนนี้ออกมาถู หรือขยี้ ให้เป็นฝุ่นโปรยลงบนข้าวเหนียวนึ่งสุก ทิ้งให้เย็น เติมน้ำเล็กน้อยแล้วคลุกให้เข้ากัน คล้ายกับการทำสาโท นำไปหมักในถังพลาสติก ปิดปากถังด้วยผ้าขาวบาง เกษตรกรบางท่านอาจฉีกหมวกเห็ดโคนผสมลงไปด้
อดีตเจ้าของร้านเสริมสวย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย หลังแพ้สารเคมีหนักมาก ได้ผันตัวไปเลี้ยงจิ้งโกร่ง ควบคู่กับเลี้ยงกุ้งก้ามแดงหรือกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด แต่แล้วเธอก็พบว่า รายได้จากการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดนี้ นั้นมากกว่า จิ้งโกร่ง 2 เท่าตัว เพราะนอกจากขายส่งร้านอาหาร และขายลูกกุ้ง ยังมีโรงงานมารับซื้อถึงฟาร์ม บางครั้งกุ้งไม่พอขาย ล่าสุดไม่สนใจว่า ในตลาดจะฮิตหรือไม่ฮิต เพราะทำเงินให้ชิลล์ๆ เดือนละกว่า 3 หมื่นบาท คุณภันฑิรา วิเศษลา หรือคุณหมี ปัจจุบันอายุ 38 ปี เธอเป็นเจ้าของฟาร์มกุ้ง “ภันฑิราฟาร์ม” เลขที่ 71 หมู่ 8 บ้านหนองฟ้าแลบ ต.ด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย คุณหมี เล่าว่า อาชีพแรก เป็นช่างเสริมสวย แต่ด้วยวิถีชีวิตประจำวัน ต้องอยู่กับสารเคมีตลอด กระทั่งร่างกายเริ่มทนไม่ไหว หนที่สุดปิดกิจการ แล้วลองไปเลี้ยงจิ้งโกร่ง เป็นแมลงชนิดหนึ่งสามารถรับประทานได้ มีลักษณะคล้ายกับจิ้งหรีด เนื้อเยอะกว่า ตัวใหญ่กว่า นิยมนำไปทอด หญิงสาวอดีตเจ้าของร้านเสริมสวย หันมาเลี้ยงจิ้งโกร่ง เมื่อ 4 ปีที่แล้ว หรือราวปี 2556 สำหรับพื้นที่เลี้ยงจิ้งโกร่ง เธอบอกว่า 6 บ่อ ประมาณ 2 งาน ทุกๆ 2 เดือน จะเก็บจิ้งโกร่งขายได้ 1 ค
เมื่อมองถึงเรื่องของการตลาดแล้ว นับได้ว่าอนาคตของปลาช่อนยังไปได้อีกไกล เพราะวิธีการเลี้ยงก็ไม่ยุ่งยากและที่สำคัญตลาดยังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค คุณขจร เชื้อขำ บ้านเลขที่ 51/3 หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลาช่อนในชนิดที่ว่าตัวยงเลยก็ว่าได้ มีทั้งการเพาะพันธุ์ลูกปลาช่อน การเลี้ยงปลาช่อนส่งเนื้อขาย และที่สำคัญมีการแปรรูปสินค้าจากเนื้อปลาช่อนอีกด้วย (กลาง) คุณขจร เชื้อขำ เห็นปลาช่อน เป็นสัตว์น้ำที่น่าสนใจ คุณขจร เล่าให้ฟังว่า สมัยเริ่มแรกของช่วงอายุวัยทำงาน ตนได้เลือกอาชีพเกษตรกรรม คือการเลี้ยงปลา เมื่อคิดว่าเหมาะสมกับทางสายงานด้านนี้แล้ว จึงจับเป็นอาชีพหลักเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ซึ่งปลาที่เขาเลี้ยงในช่วงแรกเป็นปลาทับทิม ต่อมาเขาได้ไปศึกษาวิธีการเพาะพันธุ์ปลาช่อนจากสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้สนใจอยากเลี้ยงปลาช่อนแบบจริงจังในเวลาต่อมา “ช่วงที่เราเลี้ยงปลาทับทิมอยู่ คนในย่านนี้เขาก็เลี้ยงปลาช่อนกันอยู่ เน้นไปหาช้อนลูกปลาจากธรรมชาติ มาเลี้ยงใส่บ่อกันส่วนมาก ซึ่งช่วงนั้นที่ฟาร์มเราก็ทำแต่ยังไม่มา
