SMEs เกษตร
คุณณรงค์ ร่างใหญ่ หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จบการศึกษาทางด้านกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และเป็นลูกจ้างอยู่ที่กรมบัญชีกลาง อยู่ 1 ปี ก็ผันตัวออกมาธุรกิจของตัวเอง โดยเริ่มจากเข้าไปช่วยคุณแม่ ขายผลไม้ที่ตลาดเมื่อราวปี 2553 และมานั่งคิดว่า ทำไมมะนาวราคาแพงจัง จึงสนใจมะนาวนับแต่นั้นมา จากความสนใจเป็นจุดเริ่มต้น การลงมือทำเป็นขั้นต่อมา ซึ่งการลงมือทำในที่นี้ มิได้หมายความ คว้าจอบ คว้าเสียม ลงไปขุดๆๆ ซะทีเดียว หากแต่ต้องมีการวางแผน และดำเนินไปสู่จุดนั้น สิ่งที่คุณณรงค์ ขาดคือ ความรู้ เกี่ยวกับการปลูกมะนาว เพื่อให้ได้ผลผลิตในช่วงฤดูแล้ง หรือ ที่เรียกว่ามะนาวนอกฤดู เขาจึงไปเข้ารับการอบรมที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน (เอาจริงๆ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ สำหรับเกษตรกรมือใหม่ ดีที่สุดเนื่องจากมีคอสอบรม ทางด้านการเกษตรอยู่มากมาย) จากนั้น คุณณรงค์ เริ่มต้น ลงมือปลูกมะนาว ในบ่อวงซีเมนต์ จำนวน 300 บ่อ ใช้เวลาปลูกราว 8-9 เดือน ก็บังคับมะนาวให้ออกนอกฤดู ตามความรู้เรียนมา (สนใจ รายละเอียดการทำมะนาวนอกฤดูตามแบบฉบับคุณณรงค์ กดอ่าน
มะพร้าวน้ำหอม ผลไม้ธรรมดาๆ นี่ ใครๆ ก็รู้จัก แต่ถ้าจะบอกว่ามะพร้าวน้ำหอม ที่สามารถสร้างรายได้เกือบ 2 แสนบาทต่อเดือน นี่คงไม่ธรรมดาแล้ว คุณราตรี พรชัยสิทธิ์ หรือพี่ราตรี เจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอม ตั้งอยู่ที่ ต.บางตลาด อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา จำนวน 80 ไร่ มีมะพร้าวราวสองพัน-สามพันต้น 2-3 ปีก่อน เคยผลิตมะพร้าวได้ถึง 10,000 ต่อสัปดาห์ แต่ตอนนี้เหลือเพียง 500 ลูกต่อสัปดาห์ เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย รวมทั้งโรคระบาด ซึ่งผลของการขาดตลาดนี้ ทำให้ราคา พุ่งขึ้นสูง จากเดิมที่เคยขายลูกละ 9-10 บาท ตอนนี้ ขยับมาเป็น 20-25 บาท มีรายได้เข้าสวนราว 2 แสนบาทต่อเดือน โดยมีกลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ พ่อค้าแม่ค้าที่มารับถึงสวน รวมทั้งที่คุณราตรีนำออกขายเองในย่านมีนบุรี กรุงเทพฯ พี่ราตรี ปลูกมะพร้าวมากว่า 40 ปี และอาจย้อนหลังไปได้อีกหลายสิบปีตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ “มะพร้าวปลูกไปครั้งหนึ่งก็กินได้ถาวร ไม่ต้องปลูกบ่อยๆ และในชีวิตที่ผ่านมา ก็ทำแต่สวนมะพร้าว ซึ่งเป็นไม้ผลที่เราถนัดที่สุด” พี่ราตรี ว่าอย่างนั้น มะพร้าวน้ำหอมที่สวนพี่ราตรี หวานและหอม เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ได้ชิม เหตุผลประการหนึ่งที่ได้มะพ
คุณดอกรัก สุคนที อยู่ที่่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย มามากกว่า 15 ปี ไม่ว่าจะเป็นยุคที่มีน้ำเพียงพอหรือช่วงวิกฤตแล้งเกิดขึ้น กลับไม่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาของเขามากนัก และที่สำคัญเขาได้นำปลาที่เลี้ยงเองทั้งหมดมาแปรรูปสร้างมูลค่า เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี จากเดิมเป็นพ่อค้าปลา ผันชีวิตสู่เกษตรกรเลี้ยงเอง คุณดอกรัก เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาจับอาชีพเลี้ยงปลา ได้ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าจำหน่ายอาหารปลามาก่อน มีทั้งเป็นแบบอาหารสดและอาหารเม็ด เมื่อทำมาเรื่อยๆ ยอดจำหน่ายยังไม่ดีเท่าที่ควร จากนั้นประมาณ ปี 2542 จึงเริ่มลงมือทดลองเลี้ยงปลาดุกด้วยตนเอง “สมัยก่อนนี่ผมขายของตามตลาดด้วย แล้วก็มีพวกซี่โครงไก่ ไส้ไก่ เพื่อส่งจำหน่ายให้เกษตรกรเอาไปบดเป็นอาหารปลาดุก คราวนี้เราส่งให้เขาเรื่อยๆ กำลังซื้อเขารับไม่ไหว เราก็เลยคิดว่าแบบนี้ต้องหาทางออก คือต้องเลี้ยงเอง ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เริ่มเลี้ยงปลาดุก” คุณดอกรัก เล่าถึงความเป็นมา หลังจากที่ได้เลี้ยงปลาดุกอย่างที่ตั้งใจ คุณ
คุณธีรวัฒน์ รังสิกรรพุม เจ้าของสายมีฟาร์ม อยู่ที่ตำบลวังชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นเกษตรกรที่ปลูกพริกส่งออกยุโรปและญี่ปุ่น อาจเรียกว่าเป็นรายใหญ่ของไทยก็ว่าได้ โดยส่งออกพริกประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ตัน หรือปีละ 100 ตัน เลยทีเดียว ในเรื่องของสายพันธุ์พริกที่ปลูก จะเป็นสายพันธุ์เรดฮอท และซุปเปอร์เรดฮอท เป็นของ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพอีกบริษัทหนึ่ง โดย คุณพิทักษ์ชน โตสารเดช เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขาย ให้ข้อมูลว่า ทางบริษัทได้มีการพัฒนาพริกให้เป็นพันธุ์ลูกผสม เพื่อให้ผลผลิตดก ได้ปริมาณผลผลิตต่อไร่สูง และที่สำคัญอายุการเก็บเกี่ยวสั้น (ซ้ายไปขวา) คุณธีรวัฒน์ รังสิกรรพุม เจ้าของสายมีฟาร์ม, คุณพิทักษ์ชน โตสารเดช, คุณอนุวัฒน์ อุปละกูล, คุณณัฐพงค์ หน่อแก้ว และ คุณวันฉัตร เกิดเกียรติสุข เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขาย บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด “เรดฮอท เป็นพริกที่มีการพัฒนาสายพันธุ์มาไม่ต่ำกว่า 4 ปี ลักษณะพิเศษคือ เป็นพริกที่มีผลสม่ำเสมอ ส่วนซุปเปอร์เรดฮอทเป็นพริกที่พัฒนามาได้ 1 ปีกว่าๆ ซึ่งตอนนี้กำลังทำตลาดอยู่ที่จังหวัดขอนแก่
การทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน เพียงแต่การผสมผสานนี้ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่น แล้วให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน คุณจินดา ฟั่นคำอ้าย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อดีตศึกษานิเทศก์ จังหวัดลำปาง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสาน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ในบั้นปลายชีวิต จึงวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา อดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เนื่องจากสมัยที่รับราชการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่ง หลายด้าน ล้วนพบว่าการทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษตรกรรม แ
เชื่อว่าคนที่เข้ามาเรียนและมาทำงานในกรุงเทพฯ หลายๆ คนมีความคิดอยากกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองไม่มากก็น้อย หลายคนพื้นเพครอบครัวมีที่ดินทำกินอยู่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งอาจทำให้เกิดความคิดอยากกลับไปพัฒนาพื้นที่ดั้งเดิมของตนเป็นพื้นที่ทำกินและสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ แต่การจะกลับไปทำการเกษตรบนพื้นที่ดั้งเดิมของครอบครัว ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ที่จะสามารถเริ่มต้นทำได้เลย เนื่องจากการทำการเกษตรต้องอาศัยองค์ความรู้หลายด้าน ยิ่งในยุคปัจจุบันความรู้ด้านการตลาดก็มีความสำคัญและจำเป็นไม่น้อย เพราะคือช่องทางการสร้างรายได้ และความอยู่รอดของเกษตรกรชาวไทย เกษตรกรรุ่นใหม่ที่หันมาสนใจการทำเกษตรจึงหาจุดเด่นให้กับผลผลิตของตนเอง ไม่ว่าจะด้วยการปลูกพืชผลแบบวิถีอินทรีย์ เพื่อรับกระแสผู้บริโภค หรือการมีแพ็กเกจจิ้งที่ดี และคำนึงถึงคนรับมากขึ้นด้วย เปลี่ยนวิถีคนกรุง มาเป็นชาวนา คุณพิภัทร์ ศรีคำ หรือที่รู้จักกันในนาม “บ่าวนึก” วัย 45 ปี เจ้าของนาข้าวทองดี จังหวัดสุพรรณบุรี เล่าว่า “ก่อนจะมาทำนาอยู่บ้านเกิดนี้ อยู่กรุงเทพฯ มาก่อน เพราะเข้ามาเรียน หลังจากเรียนจบก็หางานทำที่กรุงเทพฯ เลย ตอนแรกไ
ย้อนกลับไปหลายปีก่อน โรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ยังคงสภาพเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่แม้จะเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ แต่จำนวนนักเรียนและบุคลากรครูผู้สอนก็ไม่ได้มากอย่างที่คิด อย่างไรก็ตาม โรงเรียนก็ยังคงเป็นโรงเรียนที่เพียบพร้อมไปด้วยกิจกรรมและการส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนในมุมของภาควิชาการ เพื่อให้ศักยภาพนักเรียนเทียบเท่ากับโรงเรียนในระดับจังหวัดและภูมิภาคอื่นได้ ปัจจุบัน ศักยภาพด้านวิชาการยังคงดำเนินไปอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มมาให้เห็นและเป็นกิจกรรมที่จัดได้ว่าเป็นกิจกรรมที่โดดเด่นมากกิจกรรมหนึ่งของโรงเรียน คือ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ให้กับชุมชน ตำบล อำเภอ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงที่ต้องการ โดยศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2540 โดย อาจารย์ไพศาล มั่นอก ครูชำนาญการพิเศษ ดูแลด้านการเกษตรของโรงเรียนวิเศษชัยชาญวิทยาคม ซึ่งการดำเนินการค่อยเป็นค่อยไป กระทั่งเป็นที่รู้จักและเป็นต้นแบบให้กับชุมชนหลายแห่ง สนใจพาเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้ อาจารย์ไพศาล บอกว่า เดิมกิจกรรมการเกษตรของโรงเรียน เริ่มต้นภายในพื้นที่
หากเอ่ยชื่อ จินตนา ไพบูลย์ หรือ “ป้านุ้ย” สาวใหญ่วัย 50 ปี แห่งบ้านทอน-อม อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ในแวดวงเกษตรกรรมแนวเศรษฐกิจพอเพียงของชุมพรคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเธอถือเป็นผู้หญิงแถวหน้า ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของเครือข่ายจากภูผาสู่มหานที ที่เคยฝากผลงานด้านเกษตรกรรมผสมผสาน รวมทั้งการปกป้องสิ่งแวดล้อมให้ชาวชุมพรและบุคคลทั่วไปได้รู้จักมาแล้วมากมาย ป้านุ้ย เป็นชาวชุมพรที่เกิดในครอบครัวชาวสวนแห่งหมู่บ้านทอน-อม อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร เธอจึงเติบโตมากับพืชผัก ผลไม้ แทบทุกชนิดที่พ่อแม่ปลูกไว้กินและขายเป็นรายได้หลักของครอบครัว ปัจจุบันป้านุ้ยมีพื้นที่ทางการเกษตรประมาณ 30 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นสวนทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มังคุด และกล้วยเล็บมือ ซึ่งป้านุ้ยทำมาได้ประมาณ 25ปี จนในปี 2549 ป้านุ้ยได้เดินทางไปเรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมธรรมชาติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลิน ภายในชุมพร คาบาน่า รีสอร์ท 2 วัน 1 คืน จึงได้รับความรู้มากมาย เช่น การทำน้ำส้มควันไม้ การทำเตาเผาถ่านอิวาเตะ การเลี้ยงกบคอนโดฯ การเลี้ยงหมูหลุม การปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ฯลฯ โดยวิทยากรคุณภาพที่เป็น
คณะผู้จัดงานฮอร์ติ เอเชีย และวารสารเคหการเกษตร พาสื่อมวลชนเข้าชม หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ บ้านหนองสามพราน ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน ผู้รับผิดชอบโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ให้การต้อนรับคณะ นับได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างของเกษตรกรในการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ เล่าว่า เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นไร่อ้อย ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน โดยมีเนื้อที่ทำศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มี 20 ไร่ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับมาจากหน่วยงานของจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้มีองค์ประกอบที่หลากหลาย ที่เหมาะแก่การทำพืชสวนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญในการทำการเกษตร โดยโครงการนี้เริ่มจัดทำเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน ผู้รับผิดชอบโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ “พื้นที่นี้อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นพื้นที่จัดสรรคนละ 10 ไร่ เลยดูคับแคบไปหน
เรื่อง / รูป โดย จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ สำหรับอะโวกาโด ที่เจอในปักษ์ใต้ ปลูกอยู่ในสวนผลไม้ผสมผสานของ คุณทองทิม สีถาการ ที่ ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ต้นอะโวกาโด ที่ปลูกในสวนแห่งนี้คือ พันธุ์แฮสส์ (Hass) เป็นสายพันธุ์ที่ชอบอากาศค่อนข้างเย็น มีลักษณะผลด้านบนเรียวยาวคล้ายลูกแพร ผิวขรุขระมาก เปลือกผลหนา ผิวเปลือกสีเขียวเข้ม เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มเกือบดำ เปลือกปอกล่อนง่าย มีรสชาติอร่อย หอม และมีรสมันเหมือนถั่ว รับประทานเปล่าๆ ก็อร่อย ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนัก ประมาณ 200-300 กรัม เนื้อสีเหลือง เมล็ดเล็กถึงขนาดกลาง เนื้อหนาและไขมันสูง อายุผลผลิตตั้งแต่ผสมติดถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8 เดือน เป็นสายพันธุ์อะโวกาโดที่นิยมปลูกเชิงการค้ามาก เรียกว่าเป็น อันดับ 1 ของโลกเลยทีเดียว เนื่องจากมีรสชาติอร่อยกว่าพันธุ์อื่น คุณทองทิม สีถาการ เล่าว่า พื้นที่สวน มีเนื้อที่ 20 ไร่ แห่งนี้ เคยปลูกกาแฟเป็นพืชหลัก ต่อมาเกิดปัญหาดินเปรี้ยว ดูแลจัดการสวนไม่ดี ทำให้ผลผลิตกาแฟลดลง จึงหันมาปลูกไม้ผลแบบผสมผสานแทน โดยปลูกทุเรียน ปาล์มน้ำมัน มังคุด มีอาชีพเสริมเพาะเห็ดขาย ส่วนต้นอะโวกาโดได้พันธุ์มาปลูกด้วยความบังเอิญ
