SMEs เกษตร
เห็ด เป็นอาหารโปรตีนพื้นบ้านที่นิยมรับประทานกันมาก โดยเฉพาะในบริเวณที่มีป่าอุดมสมบูรณ์ พอเริ่มเข้าหน้าฝนเห็ดนานาชนิดมีให้กินกันอย่างสำราญ บางชนิดก็เหลือเฟือขนาดเก็บมาขายจนเป็นอาชีพเสริมได้ในหน้าฝน ได้เงินกันเป็นล่ำเป็นสัน เพราะสนนราคาก็เป็นสิ่งจูงใจ เห็ดที่เก็บจากป่าเกือบทุกชนิดมีราคาแพงกว่าหมูกว่าไก่ ซึ่งเป็นโปรตีนหลักในการบริโภค เห็ดเยื่อไผ่ เป็นเห็ดที่เกิดในธรรมชาติของประเทศจีน ชาวจีนนิยมบริโภคมาตั้งแต่สมัยก่อนสร้างกำแพงเมืองจีน มีการบันทึกว่า เห็ดเยื่อไผ่เป็นหนึ่งในยาบำรุงร่างกายของจิ๋นซีฮ่องเต้และบรรดาขุนนางชั้นสูงของจีน เมื่อปี พ.ศ. 2514 อเมริกาได้ส่ง นายเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาไปเจรจาการค้าที่ประเทศจีน ได้มีโอกาสรับประทานเห็ดเยื่อไผ่กับประธานเหมาและนายโจเอินไหล นายเฮนรี่ ถึงกับพูดถึงความอร่อยของเห็ดเยื่อไผ่ ต่อมาอีกไม่นานนายเฮนรี่ได้ไปเยือนจีนอีกครั้ง ก็ได้รับการต้อนรับด้วยเมนูเห็ดเยื่อไผ่ที่ปรุงขึ้นเป็นพิเศษตามความชอบของท่าน เห็ดเยื่อไผ่จึงเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก คนไทยก็เพิ่งจะรู้จักกินเมื่อไม่กี่สิบปีนี้ ในตอนแรกๆ มีราคาแพงจึงมาเป็นอาหารเฉพาะในภัต
วันที่ 18 มกราคม 2560 หลังฤดูกาลทำนา เกษตรกรชาวสุรินทร์ ต่างหันมายึดอาชีพทำฟาร์มไก่ชน สร้างรายได้หลายหมื่นบาท โดยมีการเพาะเลี้ยงไก่ชน เป็นไก่พื้นเมืองชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะและความสามารถพิเศษในเรื่องการต่อสู้ ไก่ชนในบางท้องถิ่นจึงอาจเรียกว่า “ไก่ตี” หรือ “ไก่นักมวย” เป็นต้น นิยมเลี้ยงหลายสายพันธุ์ แต่ละตัวล้วนมีราคาแพงหลักพันจนถึงหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว นับเป็นการสร้างรายได้เสริมหลังฤดูกาลทำนาได้เป็นอย่างดี สำหรับการเลี้ยงไก่ชนเพื่อการกีฬาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีมาแต่อดีต การชนไก่เป็นการคัดเลือกสายพันธุ์เพื่อหาตัวผู้ที่เก่ง แข็งแกร่งและสุขภาพสมบูรณ์เมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วจะทำให้เกษตรกรขายได้ราคาเพิ่มขึ้น 10 – 100 เท่า ของราคาไก่พื้นเมืองปกติ จึงนับว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าได้อย่างดียิ่ง โดยสายพันธุ์ไก่เก่งที่นิยมเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นไก่ชนไทย ได้แก่เหลืองหางขาว ประดู่หางดำ เขียวหางดำ เทาหางขาว นกแดง นกกรดทองแดง และสายพันธุ์ลูกผสมไทย – พม่า ลูกผสมไทย-เวียดนาม (ลูกผสมไซง่อน) เป็นต้น ส่วนการจำหน่ายไก่ชนเพศผู้ที่คัดเป็นไก่เก่ง ไก่ชนที่คัดเป็นไก่ทดแทนและไก่ชนคัดทิ้ง ที่ขายเป็นไก่เก่ง โดยจะมีผลตอบแท
คุณไว สายกระสุน อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 3 ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลมามากกว่า 20 ปี เล่าว่า ในช่วงแรกที่เลี้ยงปลานิลในบ่อดินพอขนาดใหญ่เริ่มจำหน่ายได้ แม่ค้าที่มารับซื้อถึงบ่อเลี้ยงไม่กล้าจับเพื่อไปจำหน่าย เพราะกลัวเหม็นกลิ่นโคลน หากรับซื้อไปไม่น่าจะมีคนซื้อ “ที่เราต้องเลี้ยงในบ่อดิน เพราะเราไม่มีแหล่งน้ำที่จะเลี้ยงในกระชัง เพราะว่าเรื่องน้ำเรามีอย่างจำกัด ช่วงแรกนี่แม่ค้ามารับซื้อไม่อยากได้ ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้ลองกินเนื้อปลาเลย ผมก็เอ้า! ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรก็เอาไปจำหน่ายเอง ในตอนนี้คนในสุรินทร์ก็กินปลาในบ่อดินกันหมด เพราะมันไม่ได้มีกลิ่นอย่างที่เข้าใจ” คุณไว กล่าวอธิบาย บ่อที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลานิล ขนาดประมาณ 1-2 ไร่ ความลึกประมาณ 1.20-2 เมตร เตรียมบ่อโดยโรยปูนขาว และที่สำคัญต้องกำจัดปลาที่เหลือออกให้หมด มิเช่นนั้นจะมากินลูกปลาเล็กจนหมดบ่อ จากนั้นปล่อยลูกปลานิลไซซ์ใบมะขาม ประมาณ 3,200 ตัว ในระยะนี้ให้กินอาหารลูกอ๊อดที่มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน จึงเปลี่ยนเป็นอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้กิน 2 เวลา คือ เช้าและเย็น จ
มะเดื่อฝรั่ง (Fig) มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันตก ตะวันออกกลาง ประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำเมดิเตอร์เรเนียนของยุโรปและแอฟริกาเหนือ พบมากในประเทศตุรกีและกรีซ เป็นพืชสกุลเดียวกับต้นโพธิ์ ต้นไทร มะเดื่อไทย อยู่ในวงศ์เดียวกับหม่อน (มัลเบอร์รี่) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลักษณะลำต้นและใบต่างจากมะเดื่อไทย มะเดื่อฝรั่งมีขอบใบหยักลึก 3-5 หยัก ใบเดี่ยวหนาค่อนข้างแข็ง ด้านหนึ่งมีขนอ่อน ส่วนผิวด้านบนหยาบ ผลใหญ่ และมีรสชาติดีกว่า ในประเทศไทยโดยความร่วมมือกันของ 2 หน่วยงาน คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมูลนิธิโครงการหลวง ได้นำมะเดื่อฝรั่งเข้ามาปลูกและทำการศึกษาวิจัยมากว่า 25 ปี เพื่อจะให้มะเดื่อฝรั่งเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กับชาวไทยภูเขา ทดแทนการปลูกฝิ่น ปัจจุบัน มะเดื่อฝรั่ง กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ จึงมีผู้สั่งกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งเข้ามา พื้นที่เพาะปลูกเริ่มเพิ่มขึ้น ซึ่งแต่ละรายมีวิธีการเพาะปลูก การดูแลรักษาแตกต่างกันออกไป ที่เซฟตี้ ฟาร์ม (Safety Farm) จังหวัดลำปาง มีวิธีการเพาะปลูกมะเดื่อฝรั่ง การดูแลรักษาที่เป็นรูปแบบเฉพาะโดยเน้นการปลูกที่ปลอดสารพิษปราศจากสารเคมีที่ใช้ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช คุณปิยะ วง
ปัจจุบัน เกษตรอินทรีย์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ด้วยคุณประโยชน์ที่ต่างมองเห็นกันว่าจะเป็นทางที่นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัยจากพิษของสารเคมีที่เป็นตัวบั่นทอนสุขภาพ จนนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ ที่ชุมชนบ้านโคกเมือง ต.จรเข้มาก อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เป็นแหล่งทำการเกษตรอินทรีย์ที่ขึ้นชื่อของประเทศ ณ เวลานี้ นั่นคือการผลิตข้าวอินทรีย์ แต่สิ่งที่นำมาฝากกันในคราวนี้ นั่นคือการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุธรรมชาติ ที่ชื่อว่า ปุ๋ยเบญจคุณ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ผลิตใช้กันในหลายๆที่ และเป็นปุ๋ยที่มีการแนะนำกันมาแล้วอย่างกว้างขวาง ที่เห็นขาวๆคือดินจอมปลวก ที่มาของชื่อ ปุ๋ยเบญจคุณ ก็คือ เป็นปุ๋ยที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์จาก 5 แหล่ง ได้แก่ 1. จุลินทรีย์ในนมเปรี้ยว 2. จุลินทรีย์จากแป้งข้าวหมาก 3. จุลินทรีย์จากรำข้าว 4. จุลินทรีย์ในดินปลวก 5. จุลินทรีย์ในดินกอไผ่ คุณศุภณัฏฐ์ บุญอาจ แห่งบ้านสวนสุข เลขที่ 349 หมู่ 6 ต.จรเข้มาก อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ผู้เป็นวิทยากรสาธิตการทำปุ๋ยเบญจคุณ ได้นำเสนอวิธีการทำมาดังนี้ ส่วนผสมของปุ๋ยเบญจคุณ ประกอบด้วย 1. ดินโคนต้นข้าว 2. ดินกอไผ่ 3. ดินจอมปลวก 4. หัวเชื้ออาหารหมู 5. รำละเอี
หลังจบปริญญาตรีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กิตินัน นุ้ยเด็น เด็กหนุ่มจากตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล เลือกใช้ชีวิตเป็นเกษตรกร โดยทำการเกษตรแบบเต็มรูปแบบ ร่วม 3 ปี บนไร่ อ.การเกษตร (สามพี่น้อง) ใช้ความรู้จากการศึกษาค้นหาและลงมือทำ ก่อนตัดสินใจพลิกสวนยางพาราอายุเกิน 25 ปี เป็นสวนมะละกอ สวนกล้วยหอมและกล้วยไข่ มีผลผลิตออกจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้งดงาม เฉลี่ยเดือนละ 30,000-50,000 บาท เป็นสินค้าเกษตรที่ตลาดต้องการ ทั้งในประเทศและเพื่อนบ้าน อาทิ เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ด้วยการบริหารจัดการในระดับแนวหน้าของจังหวัด จนประสบความสำเร็จเป็นเกษตรกรตัวอย่าง เป็นเกษตรยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือเกษตรคนรุ่นใหม่ ตามโครงการของกระทรวงเกษตร “กิตินัน” เล่าว่า เนื่องจากสวนยางพารามีอายุมาก ต้นแก่มากแล้ว ประกอบกับปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจโค่นต้นยางทิ้งแล้วหันมาปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ พันธุ์แขกดำ 400 ต้น และปลูกกล้วยหอม กล้วยไข่ 2,000 ต้น ตั้งเป้าหมายว่าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ที่เหลือเป็นยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน ป
เมื่อกลางปีที่ผ่านมา คุณเอกพงษ์ ขุนทอง อายุ 18 ปี นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพัทลุง จังหวัดพัทลุง ได้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร GOOD AGRICULTURAL PRACTICES FOR FOOD CROP หรือ GAP ซึ่งจัดโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย คุณเอกพงษ์ได้นำเสนอโครงการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ จนได้รับรางวัลชมเชย จากนั้นได้นำกลับมาขยายต่อยอด ใช้พื้นที่ว่างรอบบริเวณบ้านปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ขายผลมะนาว ซึ่งจากผลผลิตที่ได้ขายได้ราคาดี จึงขยายปลูกเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังตอนกิ่งชำมะนาวเองขายสร้างรายได้ระหว่างเรียน เดือนละกว่า 10,000 บาท คุณเอกพงษ์ กล่าวว่า โครงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร GOOD AGRICULTURAL PRACTICES FOR FOOD CROP หรือ GAP ที่ได้เข้าร่วมโครงการ และเสนอโครงการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ได้รับรางวัลชมเชย รู้สึกภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับ แต่ไม่ใช่จะเริ่มเรียนรู้ในการปลูกมะนาวหลังเข้าร่วมโครงการ เพราะก่อนหน้านี้ ก็ได้ทดลองปลูกและตอนกิ่งพืชต่างๆ มาจากปู่ พ่อ แม่ โดยเริ่มทำการเกษตรมาตั้งแต่เรียนมัธย
ครูเปลื้อง เกษตรสิงห์ ข้าราชการบำนาญ วัย 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 7 บ้านโนนหมากแงว ตำบลน้ำคำ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. (093) 269-7690 ปัจจุบัน อยู่กับภรรยา มีลูกชาย 2 คน เป็นนายแพทย์ด้านกระดูก ที่โรงพยาบาลโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนอีกคน ทำงานด้านเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสุวรรณภูมิ หลังเกษียณอายุราชการ ครูสนใจประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง โดยเข้าเป็นสมาชิกโคขุนโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร เลี้ยงโคลูกผสมชาร์โรเล่ส์ กับอเมริกันบราห์มัน ในพื้นที่ 15 ไร่ แบ่งเป็นโรงเรือนเลี้ยงวัว 3 ไร่ แปลงหญ้า 3 ไร่ บ่อน้ำและคันบ่อปลูกหญ้า 3 ไร่ ปลูกกล้วยหอมทอง 1 ไร่ บ้านพักอาศัย 1 ไร่ โรงเรือนเก็บหญ้าแห้ง ฟางแห้ง โรงสีข้าว เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องบดหญ้าสด 1 ไร่ ที่เหลือเป็นที่ว่างเปล่าให้วัวเดินเล่น ออกกำลังกาย และป่าไม้ใช้สอย ไม้ธรรมชาติ ครูเปลื้อง เล่าให้ฟังว่า งานเกษตรหลังเกษียณสนุกมาก เพราะหลังจากวางกล่องชอล์กจากความเป็นครู ทำงานในฟาร์ม เป็นเรื่องใหม่ ทำให้ตนเองศึกษาไปเรื่อยๆ ทั้งด้านการปฏิบัติ ด้านวิชาการ ไม่เหงา ทำงานกับภรรยา แรงงานจ้างบ้างเมื่อยามจำเป็น โ
แม่บ้านสมัยใหม่ทุกท่านที่ไปจ่ายตลาดด้วยตนเอง ทุกท่านคงจะต้องรู้จักกับผักชนิดหนึ่งที่เรียกว่า“กะหล่ำปลี” และก็คิดว่าคงจะมีน้อยคนที่ไม่เคยกิน “กะหล่ำปลี” กะหล่ำปลี เป็นผักในตระกูลครูซิเฟอเรีย ซึ่งมาจากคำว่า ครูซิฟิก ซึ่งหมายถึง ไม้กางเขน เพราะมีความเชื่อว่า กะหล่ำปลีเป็นพืชอาหารที่สวรรค์ประทานมาให้แก่มวลมนุษย์ชาติ การที่มีดังนี้เพราะดอกของพืชในตระกูลนี้ จะมี 4 กลีบ วางตัวเป็นรูปไม้กางเขนหรือกากบาท กะหล่ำปลี เป็นผักในตระกูลกะหล่ำเช่นเดียวกับ คะน้า บร็อกโคลี่ ผักกาดขาว แรดิช และ เทอร์นิพมีลักษณะเป็นหัวกลมขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะมีสีเขียว และกะหล่ำปลีสีม่วงอีกสายพันธุ์ที่มีสีสันแปลกตาสวยงาม Cabbageคือชื่อภาษาอังกฤษของกะหล่ำปลี ซึ่งเดิมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ต่อมาได้แพร่กระจายไปทั่วโลก และถูกนำมาปลูกในไทยอย่างแพร่หลายเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย สำหรับประเทศไทยนั้น แต่เดิมปลูกได้ดีเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะการจะห่อตัวเป็นปลีได้จำเป็นต้องได้รับอากาศหนาว ต่อมามีการปรับปรุงพันธุ์ให้ทนกับอากาศร้อน จึงทำให้สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ และทุกฤดูกาล กะหล่ำปลีเป็นพืชที่มีอายุ 2
การเป็นคนขี้เบื่อและมีความคิดที่แตกต่างจากเกษตรกรทั่วไปของอดีตนิติกร กระทรวงการคลังหรือคุณณรงค์ ร่างใหญ่ ชายหนุ่มอัธยาศัยดีวัย 38 ปี ทำให้เขาสามารถจัดสรรพื้นที่ 100 ไร่ ที่ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ปลูกมะนาวไร้เมล็ด มะกรูดตัดใบ และมะละกอฮอลแลนด์ สามารถสร้างรายได้จากผลผลิตเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท ปัจจุบันชายหนุ่มคนนี้ยังเป็นประธานชมรมผู้ปลูกมะกรูดตัดใบเพื่อการค้าด้วย คุณณรงค์ หรือคุณเอ๋ เรียนจบด้านนิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เคยทำงานที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ก่อนที่จะตัดสินใจลาออกไปช่วยธุรกิจของภรรยา นั่นคือ อพาร์ตเมนต์ที่จังหวัดอยุธา และช่วยแม่ยายขายผลไม้ ขณะที่พอมีเวลาว่าง เขาอยากใช้ให้เกิดประโยชน์ และหวนคิดว่าอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว คือ เกษตรกร หนที่สุดหันไปปลูกมะนาวไร้เมล็ด ตามด้วยมะกรูด และมะละกอฮอลแลนด์ “ผมไปช่วยคุมงานก่อสร้างอพาร์ตเมนต์ของภรรยาที่จังหวัดอยุธา พอสร้างเสร็จก็ไปช่วยแม่ยายขายผลไม้ในระหว่างที่มีเวลาว่างก็ศึกษาว่ามีพืชผักชนิดไหนบ้างที่น่าจะสร้างรายได้ดี ส่วนตัวมองว่ามะนาวน่าจะดีที่สุด ปี 2553 เลือกที่จะปลูกมะนาวไร้เมล็ดนอกฤดูในวงบ่อ
