จากเด็กวัยรุ่นกำเงิน 20 บาท เดินทางเข้าเมืองหลวง ยอมไปนั่งขัดรองเท้า ทำงานอู่ซ่อมรถ แลกข้าวเป็นมื้อไป ใครเลยจะจินตนาการได้ว่าวันหนึ่งเขาคนนี้จะกลายเป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ ชายผู้อยู่เบื้องหลัง “ศรีฟ้าเบเกอรี่” อาณาจักรขนมพันล้าน
ขายนาฬิกา เป็นบาร์เทนเดอร์โรงแรมห้าดาว และเคยเป็นเด็กอู่มุดใต้ท้องรถสิบล้อ ก่อนจะกลายเป็นผู้ก่อตั้งเครือเบเกอรี่ที่วันนี้มีสาขารวมราว 900 แห่ง (รวมแฟรนไชส์ราว 100 สาขา) มีทั้งสัญญาส่งเค้กให้เซเว่นฯ ร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่อย่างไมเนอร์ และมียุโรเพรสตรี้จากยุโรปเข้ามาถือหุ้นในโรงงานร่วมทุน
คุณวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ศรีฟ้าเบเกอรี่ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด เล่าเส้นทางกว่า 40 ปีของตัวเองให้กับเส้นทางเศรษฐีฟังว่า
ชีวิตนี้เปรียบดังกราฟที่ขยับแบบ Side way up คือขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ไม่เคยหยุดนิ่ง และตัวเขาเองไม่เชื่อว่าที่ตัวเองมาไกลได้ขนาดนี้ไม่ได้เป็นเพราะ ‘เก่ง’ แต่เป็นเพราะดวง ‘เฮง’ เสียมากกว่า
ฟังดูถ่อมตัว แต่เขาไม่ลืมที่จะเผยความจริงส่วนที่เหลือว่า จริง ๆ “ไม่มีอะไรตกจากฟ้า”
เด็กต่างจังหวัดที่ไม่ได้เรียนต่อ ม.ปลาย
คุณวิเชียรเริ่มด้วยการเล่าถึงชีวิตวัยเด็กว่า เขาโตมาในครอบครัวคนจีน ที่บ้านขายลูกชิ้นและขาหมู พอเรียนจบมัธยมต้นที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี ก็ต้องกลับมาช่วยงานที่บ้าน เพราะพ่อแม่ไม่ให้เรียนต่อ ม.ปลาย เพราะกลัวว่าถ้าเรียนจนจบปริญญาตรีแล้วจะไม่ยอมกลับบ้าน
เขาเล่าว่าบรรยากาศบ้านเหมือนซีรีส์จีนบ้านใหญ่ ที่มีความวุ่นวายสารพัด และเขาไม่ชอบ จึงตัดสินใจออกจากบ้านตั้งแต่วัยนั้น
ตอนออกจากบ้านเขาหยิบแค่เสื้อสองตัวกับเงิน 20 บาทติดตัว คิดว่าไปหาเอาดาบหน้าได้ ถ้ามีแรง ขยัน ตั้งใจ สมัครงานที่ไหนก็ย่อมได้ เอาแรงแลกข้าวกลางวันสักมื้อก็ทำ
ผ่านมาแล้วสารพัดอาชีพ
เส้นทางหลังจากนั้นหลากหลาย ทั้งไปเป็นเด็กอู่ที่มาบตาพุด ซ่อมเกียร์ ผ้าเบรก และแหนบรถสิบล้อ ขายดอกไม้ ขัดรองเท้า ขายนาฬิกา ขายแว่นตาและเครื่องเพชร ทำงานห้าง และเป็นบาร์เทนเดอร์โรงแรมแมนดาริน
ช่วงที่ขายรองเท้าหนังอยู่แถวประตูน้ำก็เก็บเงินทีละ 300 บาทเพื่อไปเรียนภาษาอังกฤษที่ AUA โดยนั่งรถเมล์สาย 77 ไปลงที่ราชดำริ เรียนได้ถึงเล่ม 3 จากทั้งหมด 15 เล่ม เพื่อหาความรู้ประดับตัว เพราะเชื่อว่าความรู้คือสิ่งเดียวที่ไม่หายไปไหน
“ไม่มีอะไรดีไปกว่าการหาความรู้เพิ่มเติม มันอยู่ในหัว และไม่หายไปไหน กินไปพรุ่งนี้ก็ถ่าย เที่ยวไปกลับมาก็หมด เราก็เก็บสะสมไปเรื่อย ๆ”
ทำงานสองที่พร้อมกัน
ช่วงทำงานที่ห้างเมอร์รี่คิง แล้วโรงแรมแมนดารินเรียกไปสัมภาษณ์ ปัญหาคือเขาเลิกงานห้างตอนหนึ่งทุ่ม แล้วต้องรีบนั่งรถเมล์สาย 4 ไปลงสามย่านและวิ่งข้ามถนนไปตอกบัตร ซึ่งเข้างานสองทุ่ม ขณะที่โรงแรมปกติให้เข้าไม่เกินห้าถึงหกโมงเย็น
เขาใช้วิธีต่อรองตรง ๆ ว่าขอเข้าสองทุ่มได้ไหม เพราะอยากทำงานจริง ๆ ผลคือผู้สัมภาษณ์ก็ตอบตกลง (ซึ่งคนที่สัมภาษณ์เขาในวันนั้น ทุกวันนี้คือคนสำคัญของแลนด์แอนด์เฮ้าส์) เขาจึงได้เริ่มทำงานสองที่ รับเงินเดือนสองทาง และเก็บเงินได้มากใน 2 ปีนั้น
จากนั้นลาออกไปทำงานที่ไทยไดมารู ราชดำริ เงินเดือนเริ่มต้น 1,400-1,500 บาท ซึ่งถือว่ามากกว่าคนทั่วไปในยุคนั้น เขาไต่เต้าจนเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ และเป็นผู้จัดการเมื่ออายุ 22-24 ปี
พออายุ 25 ก็ลาออกโดยมีเงินเดือนเกิน 3,000 บาท ในขณะที่คนทั่วไปได้ราว 1,100-1,200 บาท ช่วงทำงานห้างคือตอนที่เขาฝึกวิธีเรียนรู้มากมาย คุณวิเชียรเล่าว่าตอนที่ต้องไปขายนาฬิกา ช่วงแรกทำไม่เป็น จึงหยิบทุกเรือนมาดู ศึกษาว่าใช้งานอย่างไร มาจากไหน ใครผลิต ใครเป็นตัวแทนจำหน่าย ราคาซื้อขายเท่าไร รวมถึงวิธีทำบัญชี ใช่ว่าทำงานห้างแล้วจะไม่รู้อะไร
4 ปีเป็นขี้ข้าร้านขนมปังแลกวิชา
หลังจากอ่านหนังสือมาก ๆ เขาเริ่มมองหาว่าจะทำธุรกิจอะไรของตัวเอง ผับบาร์ นาฬิกา แว่นตา เครื่องเพชร ล้วนแต่ใช้ทุนสูง ซึ่งสิ่งที่เหลือคือ ของกิน อันเขาคุ้นเคยดีจากที่บ้าน
แต่เขาไม่ได้เปิดร้านทันที แต่ไปสมัครเข้าร้านขนมปังและร้านเค้กทุกร้านที่อยากเรียนรู้ ด้วยวิธีเดิมที่ใช้มาตลอด คือ ทำงานฟรีเพื่อแลกความรู้ เขาเรียกช่วงนี้ว่าการเข้า “ถ้ำเสือ”
ไม่ได้แค่ไปรับจ้างทำขนม หรือปัดกวาดเช็ดถูเท่านั้น แต่ตามไปแบกวัตถุดิบ เพื่อให้รู้ว่าร้านซื้อของรอบละเท่าไร จากไหน แป้งกระสอบละกี่บาท น้ำตาลราคาเท่าไร เมื่อคำนวณต้นทุน เขาพบว่าเค้กหนึ่งก้อนลงทุนแค่ 10 กว่าบาท แต่เอามาขายปอนด์ละ 60 บาท
“เราเห็นช่องทางการทำกำไรของเบเกอรี่ว่าดี ก็เลยลุยเบเกอรี่อย่างเดียว ไม่สนใจอะไรอื่นเลย” คุณวิเชียร กล่าว
จุดเจ็บแรก เปิดวันแรกขายได้ 37 บาท
เมื่อเปิดร้านตอนอายุราว 29 ปี วันแรกขายได้ 37 บาท วันที่สอง 40 กว่าบาท จากที่วาดฝันไว้อย่างสวยหรู แต่เพียงวันแรก ๆ ที่เห็นเงินก็แทบกุมขมับ เพราะมันไม่พอค่าน้ำ ค่าไฟ ค่านมลูกเลยด้วยซ้ำ ย่างเข้าวันที่สามเริ่มมีลูกค้าเก่ากลับมา เขาบอกว่าดีใจจนจำหน้าลูกค้าได้ เพราะมีคนเข้าร้านแค่ไม่กี่คน
โจทย์ที่ยากคือการแข่งกับร้านของฝากอื่นที่มีของขายหลากหลาย ทั้งมะขามกวน วุ้นกะทิ น้ำพริก ขณะที่ร้านของเขาไม่มีอะไรเลย นอกจาก “เค้กฝอยทอง” จึงเอาสินค้าตัวนี้มาปรับปรุงให้รูปลักษณ์ดี ตัดให้พอดีคำ ทำให้โดดเด่นที่สุด
ไม่ถึงปีหลังจากนั้น ลูกค้าเก่าและใหม่ก็เริ่มเข้ามาเรื่อย ๆ ยอดขายเพิ่มจากวันละร้อยเป็นพัน ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเริ่มมีกำไรแล้ว เพราะยังไม่ได้จ่ายค่าแรงพนักงาน
“ธุรกิจปีสองปีแรก มันชี้ไม่ได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ คนรุ่นใหม่ใจร้อน อยากเป็นยูนิคอร์นพันล้านเหรียญกัน”
แจกเค้กที่สี่แยก เจอผู้บริหารจัดซื้อเซเว่นฯ
จุดเปลี่ยนใหญ่เกิดขึ้นแบบไม่ได้วางแผน เมื่อเขาเอาเค้กฝอยทองไปแจกตามสี่แยกท่าม่วงตอนรถติด ปรากฏว่าคนที่รับไปกินคือผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อของเซเว่นฯ ซึ่งชอบรสชาติ และขากลับแวะมาถามว่าจะขายเซเว่นฯ ไหม ในใจของคุณวิเชียรตอนนั้นพองโต แต่พอถามกลับว่าต้องส่งที่ไหน เมื่อไร และวันละกี่ชิ้นเท่านั้น คำตอบที่ได้ทำเอาหุบยิ้มแทบไม่ทัน
“ ในใจตอนนั้นคิดว่าถ้าได้ 500 ชิ้นก็ดีมากแล้ว แต่เขาตอบว่า ต้องส่งวันละ 10,000 ชิ้นขึ้นไป ตกใจมาก เพราะระบบผลิตแบบเดิมต้องตีแป้งใส่ถาด อบ คว่ำให้เย็น ตัด คีบใส่ถุง ซีล แล้วใส่กล่อง ทำ 1,000 ชิ้นก็เลิกงานตีสองแล้ว ถ้าหมื่นชิ้นคงไม่ต้องหลับต้องนอนกันพอดี”
ตามหาเครื่องจักร ลงเดิมพันก้อนแรก 100 ล้าน
ปี 2547 คุณวิเชียรเดินสายไปทุกงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับเครื่องจักรเบเกอรี่ จนพบบริษัทที่เชี่ยวชาญเค้กโดยเฉพาะ จึงตัดสินใจรวบรวมเงิน และกู้จนลงโรงงานเสร็จ โดยที่เงินลงทุนก้อนแรกอยู่ที่ ประมาณ 100 ล้านบาท แต่ใช่ว่าได้เครื่องจักรมาแล้วทุกอย่างจบ
“เครื่องจักรที่ได้มาไม่ใช่เครื่องตีแบบอ่างทั่วไป แต่ฉีดส่วนผสมเข้าไปในกระเปาะแรงดันสูง แล้วมีฟันหมุนให้ไข่เป็นฟอง เมื่อใช้ไม่เป็น ตั้งค่าผิดก็ตีฟูเกินบ้าง ข้าวของเสียหายเป็นคันรถสิบล้อ”
กว่าจะเริ่มตีได้ดีและส่งเซเว่นฯ ได้ ส่งให้เซเว่นฯได้แล้ว ก็ยังไม่จบอีก ผ่านไปเพียง 5-10 วัน วัตถุดิบหมด ไม่มีเงินจ่ายค่าแป้ง นม เนย ไข่ ขณะที่สัญญากับเซเว่นฯ ระบุว่าถ้าส่งไม่ได้ต้องถูกปรับ
เขาจึงหันไปหาเงินกู้นอกระบบ เป็นนักกู้มือฉกาจ ดอกเบี้ยเท่าไรก็เอา จนมีธนาคารรายหนึ่งเข้ามาช่วยเพิ่มวงเงินอีกราว 70-80 ล้านบาท ใช้เวลาพิจารณาราว 1-2 สัปดาห์ อาศัยรีไฟแนนซ์จากธนาคารหนึ่งไปอีกธนาคารหนึ่ง ทำให้มีเงินหมุนพร้อมลุยต่อ หลังจากนั้นเค้กของศรีฟ้าก็ได้ไปต่อ และกลายเป็น Top Seller ในหมวดเค้กของเซเว่นฯ ติดต่อกันหลายปี
จับมือยักษ์ใหญ่ ไมเนอร์
ราว 10 ปีต่อมา (ประมาณปี 2560-2561) ศรีฟ้าเบเกอรี่ก็ได้รับโอกาสร่วมงานกับไมเนอร์ ทำครัวซองต์แช่แข็งส่งเข้าร้านเบรดทอล์ก จนฝั่งไมเนอร์เสนอให้สร้างโรงงานใหม่ เกิดการเจรจาร่วมทุนสร้างโรงงานผลิตครัวซองต์แช่แข็งและพิซซ่าแช่แข็ง ใช้เงินลงทุนเกือบ 1,000 ล้านบาท
โรงงานสร้างเสร็จและเปิดตัวในช่วงโควิดพอดี หลังจากนั้นก็เติบโตต่อเนื่อง ศรีฟ้าเองก็แข็งแรงขึ้นจากการได้เรียนรู้วิธีบริหารและการจัดการเงินแบบไมเนอร์ ทำให้บริษัทรัดกุมยิ่งขึ้น
จากนั้นเมื่อราว 2 ปีก่อน บริษัทจากยุโรปอย่าง Euro Pastry ก็เข้ามาขอซื้อหุ้นในโรงงานร่วมทุนนี้ ดีลดังกล่าวทำให้มีเงินทุนใหม่เข้ามาช่วยให้บริษัทโตเร็วขึ้นอีก
ทฤษฎี ทุก 10 ปีมีเรื่องใหญ่
เมื่อคุณวิเชียรลองนั่งไล่ไทม์ไลน์ชีวิตธุรกิจของตน เขาพบว่ามีรูปแบบซ้ำ ๆ คือทุกวันมีปัญหาเล็ก ๆ อยู่แล้ว แต่ ทุก 10 ปีจะมีปัญหาใหญ่หนึ่งครั้ง เช่น การลดค่าเงินบาท การล็อกดาวน์โควิด หรือการสร้างโรงงานใหม่ที่ควบคุมเครื่องจักรยักษ์ไม่เป็น และในแต่ละรอบจะมีช่วงที่ตกราว 5 ปี
ไทม์ไลน์ที่เขาสรุปคือ ปี 2551-2552 ส่งเซเว่นฯ ราวปี 2560-2562 ร่วมทุนกับไมเนอร์ ต่อมามี Euro Pastry เข้าถือหุ้น และมีเป้าหมายเข้าตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปี 2570-2571
เขาเปรียบว่ากราฟชีวิตนี้เหมือนกราฟตลาดหุ้น แต่เป็นแบบไซด์เวย์อัป แกว่งไปมาแต่ขึ้นเรื่อย ๆ ใช้เวลา 40 กว่าปีจนมาถึงวันนี้
“ผมไม่ใช่หมอดูนะ แต่มันเหมือนชะตาชีวิตเรา ผมเลยบอกว่าดวงดี ไม่ใช่ความสามารถดี ดูกราฟสิ ขึ้น ๆ ลง ๆ ก็ลำบากเหมือนเดิม ต้องพยายามตลอดเวลา”
วิธีคิดเวลาเจอวิกฤต
เมื่อถามถึงแนวคิดในการสู้ เขาบอกว่าต้องเริ่มจากวิเคราะห์คู่แข่งให้ชัดว่ามีสถานะสูงกว่าเรากี่ขั้น และมั่นใจว่าเราไปถึงจุดนั้นได้ จากนั้น ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ให้ก้มหน้าก้มตาสู้ต่อและปิดจุดอ่อนให้ได้
“ปิดจุดอ่อนอย่างเดียว จุดแข็งที่มีอยู่แล้วมันจะดีเอง ถ้าจุดอ่อนไม่มี มันรีเวิร์สกัน ถ้าปิดจุดอ่อนตรงนี้ได้ จุดแข็งตรงนี้จะแข็งขึ้น”
นิยามตัวเอง 3 คำของเขาคือ ขยัน ซื่อสัตย์ พัฒนา ซึ่งเขาบอกว่ามาจาก mindset ล้วน ๆ และคิดเป็นมูลค่าไม่ได้
องค์กรที่ใช้ AI มาแล้ว 4 ปี และประกาศเป้า 5 ปีข้างหน้า
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจของบทสัมภาษณ์คือ องค์กรเบเกอรี่ที่เริ่มจากแป้งและเตาอบ กลับเป็นบริษัทที่ปรับตัวกับเทคโนโลยีค่อนข้างเร็ว คุณวิเชียรเล่าว่าบริษัทใช้ AI มาหลายปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มตามกระแส พนักงานระดับ 3 ขึ้นไปมีเครื่องมือ AI อย่างน้อยหนึ่งตัว ทั้ง ChatGPT, Claude, Gemini และเครื่องมือถอดเสียงประชุม ตามตำแหน่งงาน
รวมถึงระบบ ERP ใช้มาเกือบ 20 กว่าปีแล้ว ส่วนมาตรฐาน ISO เริ่มทำตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมีคนถามว่าบริษัทไม่ได้ส่งออก จะทำ ISO ไปทำไม แต่เขาตอบสั้น ๆ ว่าอยากทำ
และเป้าหมายในอีก 5 ปีนับจากนี้ เขาประกาศว่าครึ่งหนึ่งของโรงงานจะเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
วางมือแล้วขอไปใช้ชีวิตวัยรุ่น
เมื่อถามว่ายังทำงานหนักไหม เขาตอบว่า “วางมือแล้ว” แต่ยังมีเงินเดือน และมองว่าเกษียณคือเวลาที่ได้เอ็นจอย
ไลฟ์สไตล์ปัจจุบันของเขาคือเรียนวาดภาพ เรียนเต้นบีบอย ฝึกร้องเพลง ยังไปผับแต่กลับไม่เกินสี่ทุ่ม ตอนเช้าวิดพื้น เย็นวิ่งหรือเดินอย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วโมง เขานิยามว่าเป็นช่วงชีวิตที่ทำทุกอย่างที่อยากทำ
ฝากถึง…เด็กชายวิเชียร วัย 15
เมื่อถามว่าอยากบอกอะไรกับตัวเองตอนอายุ 15 ที่ถูกส่งออกจากระบบการเรียน เขานึกถึงพ่อ แล้วเล่าว่าเคยบอกพ่อไปแล้วอย่างตรงไปตรงมาว่าที่เขามีทุกวันนี้เพราะแรงบีบของเตี่ย ถ้าไม่ถูกบีบมากเกินไป เขาอาจไม่ฮึดสู้เพราะอยากเอาชนะ เขาจึงขอบคุณพ่อที่เป็นแรงผลักในวันนั้น
สิ่งที่เขาอยากบอกตัวเองในวัยนั้นคือ “คิดไม่ผิด ที่สู้ยิบตามากว่า 40 ปี การต่อสู้ของทุกคนจะสำเร็จได้ถ้าสู้จริง ไม่เสียดายความลำบากที่ผ่านมา ตอนนี้ภูมิใจว่ามันผ่านมาได้ยังไงก็ไม่รู้”
