Inspiration
แพร-อนัญญา ธนมนพงศกร เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “LifeBar” นวัตกรรมสลัดกระป๋องเจ้าแรกของเมืองไทยที่มอบประสบการณ์ทั้งด้าน Food-Function-Fashion ไว้ในแบรนด์เดียว บุกเบิกสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ให้การทาน “อาหารสุขภาพ” เป็นเรื่องสนุกและสะดวกสบาย “พกไปทานได้ทุกที่” คุณอนัญญา ธนมนพงศกร ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท เดอะ ไลฟ์ แพร์นิคเคิล จำกัด ประกาศเปิดตัวแบรนด์ “LifeBar” (ไลฟ์บาร์) อย่างเป็นทางการ โดยวางจุดเด่นผลิตภัณฑ์เป็นนวัตกรรม “สลัดกระป๋อง” เจ้าแรกของเมืองไทย เพียงแค่ฉีกซองน้ำสลัดเทลงในกระป๋อง ปิดฝา เขย่า รับประทานได้ทันที คุณอนัญญากล่าวว่า แบรนด์ LifeBar ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Food-Function-Fashion” ที่ส่งให้แบรนด์เป็นสลัดรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยแนวคิด “Food” ซึ่งหมายถึงการสร้างสรรค์สลัดทางเลือกที่ใช้วัตถุดิบผัก ผลไม้ ธัญพืช ฯลฯ ในระดับพรีเมียม ออกแบบส่วนผสมและน้ำสลัดได้อย่างลงตัว ให้รสชาติอร่อย ไม่จืดชืด แตกต่าง และไม่จำเจ แต่ได้รับโภชนาการที่ครบถ้วน อิ่มได้ในกระป๋องเดียว ขณะที่ “Function” คือการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งในรูปแบบกระป๋องและการรับประทานด้วยตะเกียบ เพื่อให้สลัดเป็นอาหารที่พกไปทานได้ท
เรื่องราวของ ฮิโรกิ โทมิยาสุ (Hiroki Tomiyasu) อดีตข้าราชการชาวญี่ปุ่นที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกร กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในฐานะตัวอย่างของการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้แก้ปัญหาจริงในภาคเกษตรกรรม แม้ไม่เคยมีพื้นฐานด้านการเกษตรหรือวิศวกรรมมาก่อนก็ตาม โทมิยาสุเติบโตในพื้นที่ใกล้กรุงโตเกียว เคยทำงานเป็นข้าราชการมาก่อน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ดินทำกินที่ถูกทิ้งร้างในฮอกไกโด และเรียนรู้การบริหารจัดการไร่ด้วยตนเองทั้งหมด ปัจจุบันเขาดูแลพื้นที่เพาะปลูกบล็อคโคลี่ ฟักทอง ต้นหอมญี่ปุ่น และถั่วเหลือง ครอบคลุมพื้นที่ราว 100 เฮกตาร์ หรือประมาณ 600 ไร่ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มนำ ChatGPT และ Codex เครื่องมือ AI สำหรับการเขียนโค้ด มาใช้แก้ปัญหาการทำฟาร์มที่ต้องใช้แรงงานหนักและขาดแคลนบุคลากร แทนที่จะพึ่งพาระบบอัตโนมัติสำเร็จรูปราคาแพงที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เขาเลือกเรียนรู้และสร้างเครื่องมือขึ้นมาเอง ตัวอย่างเครื่องมือที่เขาพัฒนาขึ้น ได้แก่ ระบบตรวจสอบโรคพืชด้วยการถ่ายภาพจุดดำบนบล็อคโคลี่แล้วให้ ChatGPT ช่วยวิเคราะห์ ระบบติดตามสภาพแปลงเพาะปลูกด้วยข้อมูลดาวเทียมที่นำมาซ้อนท
พี่ถาทำไรคนไทย! ตอนนี้อุนย่าอุนยายโดนหลานคนไหนตกเข้าด้อมกันไปแล้วบ้าง ถ้าใครไถฟีดโซเชียลช่วงนี้ ต้องมีสะดุดตากับ “แก๊งมาสคอต เซเลบประจำตึกเจ็ม” ที่ติดเทรนด์ X (Twitter) กันแบบไม่พัก น้องคือเหล่าคาแรกเตอร์ที่ พี่ถา-สถาพร พานิชรักษาพงศ์ CEO ของ GMMTV เปิดตัวขึ้นมาในฐานะ “ลูกของศิลปิน” จนกลายมาเป็น “หลานรัก” ของแฟนคลับ ดึงดูดทั้งความรักและรายได้เข้าตึกได้แบบปังๆ โดยจุดเริ่มต้นความปังของจักรวาลมาสคอตของจีเอ็มเอ็มมาจากการที่ยัยซัง พูดคำว่า “โอ๊ะ” แล้วปรากฏว่าเสียงน้องน่ารักมาก จนเกิดปรากฏการณ์ความแมสไปทั่วโซเชียล ปัจจุบัน GMMTV มีคาแรกเตอร์รวมแล้วมากถึง 32 คาแรกเตอร์ ซึ่งแต่ละตัวถูกดึงเอาไอเดีย บุคลิก และจุดเด่นของ “พ่อพ่อ-แม่แม่” มาสร้างสรรค์เป็นมาสคอตสุดน่ารัก จนทำให้เมื่อแฟนคลับตามศิลปินแล้วก็ต้องตามลูกศิลปินด้วย เพราะเป็นเหมือนหลานที่เราต้องเลี้ยงดู และซัพพอร์ต อาทิ POLCASAN (โพก้าซัง) ลูกของปะป๊าเต-พ่อพ่อนิว อายุ 3 ขวบ ที่พกความน่ารักมาพร้อมเสียงพูดขี้เล่น น่าเอ็นดู ที่มีผลงานเพลงเดบิวต์สุดฮิตอย่าง “I am Polcasan” และล่าสุดสามารถกวาดรางวัลไปหลายเวที จนทำให้เหล่าเจ่เจ๊ อุนย่าอุนยาย ปลื้
ทำงานหาเงินมาทั้งชีวิต แต่คำถามยอดฮิตที่หลายคนไม่กล้าคิดคือ “หลังเกษียณเราต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะรอด?” ยิ่งยุคนี้คนเราอายุยืนขึ้น หรือ Longevity Risk ถ้าไม่วางแผน ระวังเงินออมจะหมดก่อนหมดลมหายใจ ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าวันนี้เรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท ด้วยผลกระทบของเงินเฟ้อ ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า อาจจะพุ่งไปถึงเดือนละ 60,000 บาท! สรุปแล้ว ถ้าต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีกสัก 20 ปี เราอาจจะต้องมีเงินก้อนเตรียมไว้ถึง 14.4 ล้านบาท! ที่เอ่ยมาอาจยังไม่รวมค่าหมอ ค่าซ่อมบ้าน ซ่อมรถนะ ฟังดูเป็นตัวเลขที่ชวนท้อ แต่เรื่องนี้ ทีทีบี (ttb) ได้เชิญกูรูการเงินอย่าง คุณศักดา สรรพปัญญาวงศ์ (Avenger Planner) และคุณแก๊ปเปอร์ (MoneyStudio) มาเปิดคัมภีร์ในกิจกรรม fintalk ชวนมนุษย์เงินเดือนมาสำรวจ “3 กระเป๋าเงิน” ที่เราอาจจะมีอยู่แล้ว แต่ยังดึงศักยภาพมาใช้ไม่เต็มที่ ลองมาเช็กกันดูว่าคุณมีครบไหม? จากการสำรวจค่าใช้จ่ายพื้นฐานในปัจจุบันและนำมาคำนวณผลกระทบจากเงินเฟ้อในระยะยาว ตัวอย่างเช่น หากปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 30,000 บาทต่อเดือน ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ
บทความโดย สุภัทรา “เขาว่าฝนมันทำให้คนเหงา หรือเพราะฟ้าที่มองช่างว่างเปล่า ความอ้างว้างมันเกิดจากลมหนาว หรือดาวที่มองดูอ่อนแรง” เคยไหม วันที่ฟ้าครึ้มติดกันหลายวัน ฝนตกพรำจนแสงแดดหายไปจากชีวิต แล้วอยู่ ๆ เราก็รู้สึกเหนื่อยโดยไม่มีเหตุผล ง่วงทั้งวัน ไม่อยากเจอใคร งานที่เคยทำได้สบาย ๆ กลับหนักอึ้ง หรือจะในวันที่ลมหนาวพัดผ่านมา ความอ้างว้างในใจก็เพิ่มขึ้น มีคนที่อารมณ์เปลี่ยนไปตามฤดูกาลเช่นนี้อยู่จริง และไม่ได้เป็นแค่ความขี้เกียจ แต่ในทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า Seasonal Affective Disorder หรือ SAD ภาวะซึมเศร้าชนิดหนึ่งที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล SAD คืออะไร SAD คือภาวะซึมเศร้าที่มีรูปแบบซ้ำตามฤดูกาล เริ่มและหายไปในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทุกปี อาการมักกินเวลาราว 4-5 เดือนต่อปี แบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบหลัก 1. แบบฤดูหนาว (Winter-pattern SAD) พบได้บ่อยที่สุด อาการเริ่มช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงถึงต้นฤดูหนาว และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง 2. แบบฤดูร้อน (Summer-pattern SAD) พบน้อยกว่า อาการเริ่มปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อน แต่ SAD จะแตกต่างจาก “holiday blues” หรือความเศร้า-เครียดจากเทศกา
ผู้เขียน พิมพรรณ มีชัยศรี จากความฝัน “อยากเปิดร้านอาหาร” มาตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้ “คุณเพิร์ธ-วิรัล ธนานพตุลธร” ครูสอนทำอาหารผันตัวมาเป็นแม่ค้า เปิดร้านเบอร์เกอร์เล็กๆ “Chef Perth Station” ที่ตลาดนัดจตุจักร ก่อนสร้างไวรัลด้วยการรับออร์เดอร์ 4 ภาษา ได้แก่ ไทย จีน เกาหลี และอังกฤษ จนได้ใจลูกค้าต่างชาติ สามารถสร้างยอดขายได้ 100 ชิ้น ใน 3 ชั่วโมง จากคุณครูสู่ผู้ประกอบการ คุณเพิร์ธทำงานประจำเป็นครูสอนทำอาหารให้เด็กๆ ในโรงเรียนนานาชาติ แต่ลึกๆ แล้วเธอมีความฝันอยากเปิดร้านอาหารมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงเลือกเปิดร้านอาหารสตรีตฟู้ดขายเบอร์เกอร์ที่ตลาดนัดจตุจักรในช่วงค่ำของวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ “การที่จะเปิดร้านใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย ทั้งงบประมาณ บุคลากร พละกำลังเรา และเวลา ตัวเบอร์เกอร์ที่มาขายสตรีตฟู้ด เป็นสิ่งที่เราทำได้เลย และเป็นเรื่องง่าย แถมมีครอบครัวเป็นกำลังสำคัญช่วยซัพพอร์ต และเบอร์เกอร์เป็นเมนูที่ใครๆ ก็ชอบ และตัวเราเองก็อยากจะส่งต่อเบอร์เกอร์ที่มีคุณภาพ รสชาติอร่อย และคุ้มค่าให้กับลูกค้า เมนูที่ร้านมีเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และเต้าหู้ แต่ตัวซิกเนเจอร์ที่ขายดีคือ เนื้อวัวออสเตรเลียค่ะ
กระแสความนิยมอาหารจีนยังมาแรงไม่หยุด ล่าสุด YONNY แบรนด์ร้านอาหารจีนในเครือ Yu Ni Zai Yi Qi เดินหน้าบุกตลาดไทย ด้วยการเปิด 6 สาขาใหม่พร้อมกันในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ หลังสาขาต้นแบบที่เซ็นทรัลเวสต์เกต ได้รับการตอบรับดีเกินคาด โดยมีสัดส่วนลูกค้าชาวไทยมากกว่า 80% มีอัตรากลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่า 50% พร้อมร่วมกับ Thailand Franchise Center จัดสัมมนาการลงทุนและเปิดรับพันธมิตรแฟรนไชส์ในประเทศไทย เปิด 6 สาขาใหม่ รองรับทุกช่วงเวลาแห่งความอร่อยของคนไทยทุกกลุ่ม โดย คุณหม่า ไห่เทา กรรมการและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ YONNY (Ma Haitao, General Manager of YONNY’s Overseas Business Division.) กล่าวว่า สาขาใหม่ทั้ง 6 แห่งตั้งอยู่ในศูนย์การค้าหลักของกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ โดยเป็นร้านขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป บางสาขามีหน้าร้านยาวกว่า 23 เมตร และใช้รูปแบบร้านเจเนอเรชัน 6.0 ซึ่งรวมเมนูซิกเนเจอร์ ซวนไฉ่อวี๋ (Suancai Fish) หรือที่รู้จักในต่างประเทศว่า Sauerkraut Fish ซึ่งก็คือ เมนูปลาต้มผักกาดดองอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกรวมเข้ากับเมนูมินิฮอตพอต หม้อไฟขนาดเล็กที่ลูกค้าสามารถเล
กล้วยทอด เป็นเมนูที่หาทานง่าย ราคาจับต้องได้ และมีขายแทบทุกตลาด แต่ กล้วยทอดเจ๊เอม กำลังทำให้ของกินธรรมดา กลายเป็นเมนูที่คนอยากตามไปลอง เบื้องหลังไม่ได้มีแค่เรื่องสูตร แต่เป็นการวางเกมตั้งแต่ พื้นที่ คน สินค้า ไปจนถึงวิธีขาย ในขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นเลือกทุ่มงบหลักแสนถึงหลักล้านเพื่อแย่งชิงพื้นที่ทำเลทองในงานวัดไร่ขิง เจ๊เอมกลับเลือกแนวทางที่ชาญฉลาดกว่าด้วยการบริหารต้นทุนโดยเลือกพื้นที่ราคาหลักหมื่น แล้วใช้กลยุทธ์ดึงดูดผู้คน ด้วยการดึงศิลปินและคนดังอย่าง ต้าอู๋ห์ และโฟกัส มาร่วมสร้างสีสันในบริเวณเดียวกัน พร้อมปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่ในชื่อ “ซอยดารา” การทำเช่นนี้ทำให้เกิดแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มแฟนคลับดารา คนตามกระแสโซเชียล และสายกิน แทนที่จะพึ่งพาทำเลแพงๆ เจ๊เอมเลือกที่จะสร้างจุดศูนย์กลางแรงดึงดูดขึ้นมาด้วยตนเอง ก่อนเปิดขายจริงในวันที่ 1 ตุลาคม เจ๊เอมสร้างกระแสความสนใจด้วยกิมมิคป้ายหน้าบูธที่เขียนว่า “ขายหมดแล้วจ้า” แม้ร้านจะยังไม่เปิด พร้อมโลโก้ลิงถือกล้วยอันเป็นเอกลักษณ์ มุกตลกนี้ทำหน้าที่เป็น Hook ชั้นดีที่กระตุ้นความสงสัย สร้างคำถามในใจผู้บริโภคว่า “ร้านอะไร?” และ “
จากเด็กวัยรุ่นกำเงิน 20 บาท เดินทางเข้าเมืองหลวง ยอมไปนั่งขัดรองเท้า ทำงานอู่ซ่อมรถ แลกข้าวเป็นมื้อไป ใครเลยจะจินตนาการได้ว่าวันหนึ่งเขาคนนี้จะกลายเป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ ชายผู้อยู่เบื้องหลัง “ศรีฟ้าเบเกอรี่” อาณาจักรขนมพันล้าน ขายนาฬิกา เป็นบาร์เทนเดอร์โรงแรมห้าดาว และเคยเป็นเด็กอู่มุดใต้ท้องรถสิบล้อ ก่อนจะกลายเป็นผู้ก่อตั้งเครือเบเกอรี่ที่วันนี้มีสาขารวมราว 900 แห่ง (รวมแฟรนไชส์ราว 100 สาขา) มีทั้งสัญญาส่งเค้กให้เซเว่นฯ ร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่อย่างไมเนอร์ และมียุโรเพรสตรี้จากยุโรปเข้ามาถือหุ้นในโรงงานร่วมทุน คุณวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ศรีฟ้าเบเกอรี่ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด เล่าเส้นทางกว่า 40 ปีของตัวเองให้กับเส้นทางเศรษฐีฟังว่า ชีวิตนี้เปรียบดังกราฟที่ขยับแบบ Side way up คือขึ้นๆ ลงๆ แต่ไม่เคยหยุดนิ่ง และตัวเขาเองไม่เชื่อว่าที่ตัวเองมาไกลได้ขนาดนี้ไม่ได้เป็นเพราะ ‘เก่ง’ แต่เป็นเพราะดวง ‘เฮง’ เสียมากกว่า ฟังดูถ่อมตัว แต่เขาไม่ลืมที่จะเผยความจริงส่วนที่เหลือว่า จริง ๆ “ไม่มีอะไรตกจากฟ้า” เด็กต่างจังหวัดที่ไม่ได้เรียนต่อ ม.ปลาย คุณวิเชียรเริ่มด้วยก
ลองจินตนาการดูว่า…คุณกำลังอยู่ในคลับแห่งหนึ่ง มีแสงไฟสลัว บรรยากาศดี และมีเสียงเพลงเปิดคลอเบาๆ แต่กลับไม่มีใครลุกขึ้นมาเต้นสุดเหวี่ยงเลยสักคน เพราะทุกคนต่างกำลังยุ่งอยู่กับการพลิกหน้ากระดาษหนังสือในมือ และนี่คือ “การเข้าคลับไปอ่านหนังสือ” เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงและกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะจากกระแสของงานที่ชื่อว่า ‘Jucy Book Rave’ ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้น ณ คลับใต้ดินชื่อดังอย่าง SPREAD ในย่านชิโมะคิตาซาวะ กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา โดยจัดในช่วงเวลากลางวัน 10.00-14.00 น. ที่นี่ไม่มีความจำเป็นต้องเต้น หรือต้องตะโกนใส่หูแข่งกับเสียงเพลงดังๆ เพียงเพื่อจะคุยกับคนที่อยู่ห่างออกไปแค่ 30 เซนติเมตร สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงแค่พกหนังสือมาเองคนละเล่ม หาที่นั่งสบายๆ ในบรรยากาศแสงไฟสลัว แล้วปล่อยให้เสียงดนตรีแนว Ambient คลอเบาๆ เคล้าไปกับการอ่านหนังสือของคุณ แถมในงานยังมีช่วงเวลาให้ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวหนังสือกันเบาๆ แบบเป็นกันเอง โดยไม่รบกวนสมาธิของผู้อื่น ‘Reading Rave’ ปาร์ตี้หนอนหนังสือ ลักษณะเหมือน Coffee Raves (เรฟสายกาแฟ) หรือ Wellness Raves (เรฟสายสุขภาพ) น
