SMEs
ปัจจุบันการเลี้ยงไส้เดือนอาจพูดได้ว่าเป็นอาชีพที่ทำเงินให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ไม่น้อย ซึ่งดินที่ได้จากมูลไส้เดือนจัดว่าเป็นปุ๋ยชั้นดี เมื่อนำไปใช้กับพืชผลทางการเกษตรสามารถทำให้พืชชนิดนั้นๆ เจริญเติบโตได้ดี จึงนับว่าเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ได้จากสัตว์ตัวน้อย แต่กลับมีประโยชน์มากมาย โดยการเลี้ยงไส้เดือนนั้นจะทำการเลี้ยงด้วยวิธีง่ายๆ คือ อยู่ภายในกะละมังทรงกลมที่หาซื้อได้ทั่วไป ซึ่งทำให้บรรจุไส้เดือนในการเลี้ยงได้ค่อนข้างน้อย และที่สำคัญซ้อนกันเป็นชั้นได้ไม่สูงมาก จึงทำให้เปลืองค่าไม้คั่นและพื้นที่ค่อนข้างมาก ซึ่งทาง บริษัท วิริยะกิจอุตสาหกรรมพลาสติก จำกัด จึงได้ทำการคิดค้นภาชนะการเลี้ยงไส้เดือนแบบเป็นคอนโดฯ แนวใหม่ ที่ประหยัดทั้งพื้นที่ ซ้อนได้สูงถึง 12 ชั้น โดยบรรจุได้ประมาณ 120 กิโลกรัม โดยศูนย์การเรียนรู้ฟาร์มไส้เดือน จังหวัดนครปฐม ได้ลองนำไปใช้และพบว่า คอนโดฯ ไส้เดือนรุ่นใหม่นี้ ประหยัดทั้งพื้นที่ในการเลี้ยงและได้มูลไส้เดือนมากกว่าการเลี้ยงในกะละมังทั่วไปถึง 8 เท่าตัว ทางฟาร์มยังได้กล่าวอีกว่า คอนโดฯ ไส้เดือนของ บริษัท วิริยะกิจอุตสาหกรรมพลาสติก จำกัด เป็นสินค้าที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นมือ
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เครือมติชน จัดสัมมนา “มะพร้าวพืชเศรษฐกิจ ทำเงิน” ที่ห้องประชุม หนังสือพิมพ์ข่าวสด มีผู้ให้ความสนใจค่อนข้างมาก อีกทั้งเป็นการรวมตัวกันของคนในแวดวงมะพร้าว ตั้งแต่สเกลเล็กๆ ไปถึงระดับยักษ์ใหญ่ อย่าง กะทิชาวเกาะ ที่มี คุณเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการบริหารบริษัท ให้เกียรติเป็นวิทยากรบนเวทีสัมมนา “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เห็นว่า บางส่วนจากงานสัมมนา และจากการสัมภาษณ์เพิ่มเติมคุณเกียรติ น่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้อ่าน ที่สนใจเรื่องราวทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เริ่มต้น จากเล็กๆ แต่ปัจจุบันขยายออกไปได้ใหญ่โต ในเวลา 40 ปีที่ผ่านมา กะทิชาวเกาะเริ่มจากยอดการผลิตเพียง 1,000 ลูกต่อวัน แต่ปัจจุบัน เพิ่มเป็น 6-7 แสนลูกต่อวัน ไม่รวมมะพร้าวอ่อนอีกนับหมื่นผล โดยทั้งหมดส่งจำหน่ายในประเทศและอีก 40-50 ประเทศทั่วโลก คุณเกียรติศักดิ์ เล่าให้ฟังถึง จุดเริ่มต้นของธุรกิจ กะทิชาวเกาะว่า เริ่มมาตั้งแต่ราวปี 2520 เป็นธุรกิจครอบครัว ขายมะพร้าวลูก รับมะพร้าวมาจากทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นหลัก ชื่อของร้านเดิมคือ “อุดมมะพร้าว” ตั้งอยู่ท่าเตีย
“ที่เห็นลุคหล่อๆแบบนี้ อย่าคิดว่าเป็นมาริโอ้ มาเดินสยามนะครับ…ผมศุภชัย เสมอมิตร คนเดิม ครับ ไหนๆก็มาเที่ยวกรุงเทพฯแล้ว ก็แต่งตัวหล่อๆซะหน่อย พร้อมไปกิน MK ตุ๋นรสเด็ด ว่ากันว่าเป็นเมนูที่คัดสรรวัตถุดิบมาอย่างดี” ข้างต้นนี้ คือ เนื้อหาแนะนำคลิปโฆษษณาแคมเปญล่าสุดของสุกี้แบรนด์ดัง ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักกันดี โดยมี คุณโหน่ง-ศุภชัย เสมอมิตร เจ้าของเพจ “ศุภชัย เสมอมิตร โหน่งโชว์” เป็นพรีเซ็นเตอร์ แบบวันแมนโชว์เลยทีเดียว กระซิบถามเกี่ยวกับผลงานที่เรียกเสียงฮือฮาครั้งนี้ คงได้ค่าตัวไม่น้อย คุณโหน่ง ยิ้มกว้าง ก่อนตอบสั้นๆตามสไตล์ “ไม่มากเท่าไหร่หรอกครับ เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใครที่สงสัยว่าผมยังทำงานประจำอยู่หรือลาออกมาทำกับข้าวเต็มตัวแล้ว แจ้งไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า ยังทำงานเดิมอยู่ครับ” คุณโหน่ง บอกต่อด้วยว่า ยังมีผลงานอื่นให้แฟนคลับได้ติดตามกันอีก อย่างช่วงราวต้นเดือนนี้ เขาได้รับเชิญให้ไปกรุงเทพฯเพื่อขึ้นเวทีพูดคุยพร้อมร่วมทำอาหารเมนูโปรดคู่กับซอสพริก ในงานเปิดตัวสินค้า “ซอสพริกพริก By TODD” ของคุณต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี ผู้บริหารเครือบุญรอดฯ อีกด้วย สำหรับเรื่องราวความเป็นมาของ
น้ำยาบ้วนปากกระชาย รักษาโรคในช่องปาก เหงือกบวม เหงือกอักเสบ ป้องกันฟันผุ ช่วยระงับกลิ่นปาก ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น ส่วนประกอบ กระชายสด 1 กำมือ กานพลู 10 ดอก เกลือ 1 ช้อนชา น้ำเปล่า 1 ลิตร วิธีทำ 1.นำกระชายสดและกานพลูตามอัตราส่วน ต้มกับน้ำ 1 ลิตร 2.ต้มให้เดือด แล้วต้มต่ออีก 15 นาที เติมเกลือ 1 ช้อนชา คนให้ละลาย ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำมาใช้บ้วนปากหลังแปรงฟัน สเปรย์ข่าดับกลิ่นเท้า แก้ปวด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียน ส่วนประกอบ สาสกัดข่า 5 ส่วน กลีเซอรีนใส 1 ส่วน (เพิ่มความชุมชื้นแก่ผิว) กลิ่นหอมระเหยตามชอบ วิธีทำ 1.เตรียมสารสกัดข่า ใช้ข่าแก่ 1 กิโลกรัม นำไปหมักในแอลกอฮอล์ 95 เปอร์เซ็นต์ หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 2 วัน จะได้สารสกัดข่า 2.ผสมสเปรย์ข่า นำสารสกัดข่า 5 ส่วน ผสมกับกลีเซอรีน 1 ส่วน คนให้เข้ากัน แต่งกลิ่นระเหยตามชอบ บรรจุลงภาชนะ สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร อภัยภูเบศร โทรศัพท์ 037-211-289 (ในวันและเวลาราชการ) และ www.abhaiherb.com
ร้านอาหารเปิดใหม่แถวเลียบทางด่วนลาดพร้าว 71 มาถามผมให้เป็นที่ปรึกษา อยากขายอาหารไทยโบราณมีอะไรบ้าง จะจับลงกล่องส่งดีลิเวอรี่ตามสมัยนิยมด้วย อาหารกล่องเดี๋ยวนี้ราคาไม่ธรรมดาแล้ว กล่องละ 200-250 บาท 500 บาทก็มีอย่าง ปูนิ่มทอดกระเทียม ฉู่ฉี่ปลาแซลมอน แต่ไม่รู้เหมือนกันใครจะสั่ง เด็กรุ่นใหม่หลายคนหันมาหัดกินอาหารไทยโบราณ อย่างรายการที่ผมเขียนให้ร้านอาหารเขาไป มีทั้งแกงเหลือง แกงคั่วส้ม แกงชักส้ม น้ำพริกกุ้งสด แกงคั่วใบชะพลูกับหอย แกงคั่วใบชะครามกับปูม้า ฉู่ฉี่ เขียนเสร็จส่งให้ต้องมานั่งอธิบายแถมทำให้ดูว่าแต่ละอย่างเป็นยังไง คำว่า “คั่ว” ก็คือ “ผัด” เพราะฉะนั้น แกงคั่วคือแกงที่เอาน้ำพริกแกงมาผัดกับกะทิจนหอม กะทิแตกมัน เป็นรากฐานของอาหารไทยๆ อีกหลายชนิด เช่น ฉู่ฉี่ ห่อหมก ทอดมัน แกงเผ็ด น้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ ทีนี้ในวิชาการอาหารไทยจะแยกน้ำพริกแกงออกเป็น 2 ชนิด คือ น้ำพริกแกงคั่ว กับ น้ำพริกแกงเผ็ดหรือน้ำพริกแกงแดง น้ำพริกแกงคั่ว คือ น้ำพริกแกงที่ใส่เครื่องแกงปกติ คือ พริกแห้ง พริกไทย หอม กระเทียม ข่า รากผักชี กะปิ ตะไคร้ ผิวมะกรูด ทีนี้พอเพิ่มของหอมคือเครื่องเทศอย่าง ลูกผักชี ยี่หร่า ลูกจันทน์ เข
ไข่พะโล้ เป็นอาหารประจำร้านข้าวแกงไทยไว้ตัดรสเผ็ดของแกงหรือผัดเผ็ด ร้านข้าวแกงเวียดนามก็เช่นกัน จะมีไข่พะโล้เวียดนามเป็นเมนูผูกขาดเสมอ อันที่จริงเขาไม่ได้เรียกว่าไข่พะโล้ แต่จะเรียกว่า “ถิตคอจรึ๋งเนื้อกเหยื่อ” (Thịt kho trứng nước dừa) แปลว่า เนื้อต้มเค็มไข่น้ำมะพร้าว เพราะเขาใช้น้ำมะพร้าวมาต้มแทนน้ำเปล่าทำให้ไข่นั้นมีรสอร่อยมากขึ้น เนื้อในที่นี้ คือ เนื้อหมูที่นิยมใช้หมูสามชั้น ต้มเค็มนี้นอกจากจะกินกันในชีวิตประจำวันแล้วยังเป็นเมนูประจำเทศกาลเต็ต (Tết) หรือตรุษญวน ซึ่งเป็นเทศกาลปีใหม่ของชาวเวียดนามตรงกับตรุษจีนนั่นเอง ในเทศกาลนี้ชาวเวียดนามจะถือว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของปี ผู้คนจะเฉลิมฉลองกันเอิกเกริก ในภาคเหนือทุกบ้านจะประดับตกแต่งด้วยต้นหรือกิ่งที่มีดอกพีชสีชมพู (Hoa đào) บานเต็มต้นจนกลายเป็นสีชมพูทั้งเมือง ส่วนภาคใต้จะประดับต้นหรือกิ่งที่มีดอกช้างน้าว (Hoa mai vàng) สีเหลืองอร่ามทุกถนน นับเป็นเทศกาลแห่งความสุขโดยแท้ การเฉลิมฉลองนั้นเขากินดื่มกันเต็มที่ อาหารต่างๆ จะเตรียมเอาไว้มากมายพอกินไปตลอดทั้งเทศกาล จึงอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้หลายวันโดยไม่เสีย เพราะถึงเวลานั้นคงไม่อยากมีใค
“การท่องเที่ยวในแบบของ Local Alike คือ การจัดทัวร์ที่ประสานความร่วมมือให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการออกแบบทริปและนำเที่ยวเองภายในแต่ละชุมชน มุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งแบบองค์กรและแบบส่วนตัวที่แสวงหาประสบการณ์คุณภาพจากการท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิต” ข้อความข้างต้น คือ นิยามของกิจการธุรกิจท่องเที่ยวแนวใหม่ ภายใต้ชื่อ Local Alike (โลคอล อ ไลค์) มีชายหนุ่มอัธยาศัยดี ชื่อว่า “ไผ-สมศักดิ์ บุญคำ” เป็นผู้ก่อตั้ง “ปัจจุบันอายุ 34 ปี ธุรกิจโลคอล อไลค์ นี้ เริ่มต้นมาตั้งแต่ 6 ปีที่แล้วครับ”คุณไผ เริ่มต้นอย่างนั้น ก่อนแนะนำตัวให้รู้จักมากขึ้น เป็นลูกชายคนโตของครอบครัว พื้นเพเป็นชาวอำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาวิชาปิโตรเคมีและวัสดุโพลีเมอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาบริหารธุรกิจแบบยั่งยืน ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ช่วงจบปริญญาตรีใหม่ๆ มีโอกาสข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานที่เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี เป็นเวลาหนึ่งปี จากนั้นจึงย้ายกลับมาประจำโรงงานในเมืองไทย ตำแห่งหัวหน้าฝ่ายผลิตต่ออีก 3 ปี “ตอนเรียนจบเป็นจั
ในวงการขนมไทยสุดคลาสสิค อย่าง “ลอดช่อง” ว่ากันว่า มีเจ้า “เก๋า” อยู่ไม่กี่ราย โดยเฉพาะแถวตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นักชิมจำนวนมาก คงคุ้นเคยดีกับลอดช่องแบรนด์ดัง-เก่าแก่ ซึ่งมีหน้าร้านตั้งอยู่หน้าวัดเจษฎาราม พระอารามหลวง แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ถัดจากนั้นไปอีกไม่กี่กิโลเมตร ยังมีลอดช่องอีกแบรนด์หนึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมไม่น้อยเหมือนกัน แถมกำลังโด่งดังถึงขั้น “โกอินเตอร์” แล้ว…ในหลายประเทศ “เริ่มธุรกิจนี้มาได้ 8 ปีแล้ว ตอนเปิดตลาดในฐานะมาทีหลัง ค่อนข้างยากเหมือนกัน เพราะผู้บริโภคค่อนข้างยึดติดแบรนด์ที่มีอยู่ก่อน แต่ความตั้งใจช่วงเริ่มต้นนั้น เรามุ่งไปที่ตลาดต่างประเทศมากกว่า” คุณอริยา ยิ้มทะโชติ เจ้าของกิจการ เริ่มต้นอย่างนั้น โดยเปิดโรงงานผลิต “ลอดช่องสยาม” ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 เขตตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกัน ก่อนย้อนความเป็นมาให้ฟัง แต่เดิมทำธุรกิจโรงงานรับจ้างแกะกุ้ง เปิดได้ 10 ปีเศษ เกิดวิกฤติแรงงานขาดแคลน ประสบภาวะขาดทุน จนต้องปิดตัวลง ทิ้งโรงงานไว้อย่างนั้นเกือบ 3 ปี กระทั่งพี่สะใภ้คนโต มาติดต่อขอให้ทำ “ลอดช่อง”ส่งไปขายประเทศสิงคโปร์เพ
แม้จะออกตัวก่อนไม่ค่อยอยากให้สัมภาษณ์สื่อสักเท่าไหร่ เพราะเข้าใจว่า “กล้วยทอดจิ้มนม” สินค้าที่สร้างรายได้ให้เป็นกอบกำอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้อร่อยเลิศเลอไปกว่าเจ้าอื่น เพียงแต่อาจจะขายดีบ้างในบางวาระก็เท่านั้น แต่เมื่อถูกคะยั้นคะยอด้วยเหตุผล อยากขอนำแง่มุมของ “ความเหน็ดเหนื่อย” ที่กว่าจะฝ่าฟันมาจนถึงวันนี้ มานำเสนอ เผื่อจะเป็นกำลังใจหรือแนวทางให้คนมีอาชีพอิสระทั้งหลาย พิจารณาเป็นแบบอย่างบ้าง คุณต๊อป-ชัยทัต เถาลิโป้ เจ้าของกิจการ “กล้วยทอดกระทะทอง” จิ้มนม เจ้าดังแห่งเมืองหัวหิน จึงยินดีกรุณาสละเวลาทำมาหากิน มาให้ข้อมูลด้วยความเต็มใจ เริ่มต้นให้ฟังว่า ความจริงแล้ว “กล้วยทอดจิ้มนมข้นหวาน” นั้น เป็นอาหารว่างของคนท้องถิ่นแถบหัวหินยันปากน้ำปราณ มานานนมแล้ว ไม่ใช่สูตรแปลกที่เขาคิดค้นขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด แต่สำหรับนักท่องเที่ยวจากพื้นที่อื่น อย่าง “คนกรุงเทพฯ” คงไม่คุ้นเคย จึงอาจตื่นตาตื่นใจบ้างเป็นธรรมดา ย้อนถึงที่มาของสินค้าให้เข้าใจตรงกันแล้ว จึงแนะนำตัวด้วยการเล่าประวัติให้ฟังคร่าวๆ ว่า ปัจจุบันอายุสามสิบเศษ พื้นเพเป็นคนปากน้ำปราณ อำ
คุณประเสริฐ บางแดง เจ้าของสวนเมล่อน “น้ำเพชรฟาร์มเมล่อน” อยู่บ้านเลขที่ 3/3 หมู่ที่ 7 ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร โทร. (089) 641-5176, (061) 469-8262 จากมนุษย์เงินเดือนหันมาปลูกเมล่อนในโรงเรือน ปลูกแบบลงดิน สามารถสร้างรายได้จากเมล่อน 30,000-40,000 บาท ต่อรุ่น ทีเดียว คุณประเสริฐ บางแดง เล่าย้อนกลับไปว่า ก่อนหน้าที่จะมาปลูกเมล่อน ตนเองก็อาจจะเหมือนท่านอื่นๆ ที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานเป็นผู้จัดการปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งมานานพอสมควร ไม่ได้มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย หลังจากอิ่มตัวก็ออกจากงานแล้วไปเปิดเช่าแผงผลไม้ที่ตลาดไท เพราะมีน้องที่รู้จักกันชักชวน ก็เอาแคนตาลูปมาขายที่แผง ขายดีมาก แต่แคนตาลูปมักจะไม่พอขาย ขาดตลาดอยู่บ่อยๆ ตอนสินค้าขาดตลาดก็ต้องวิ่งซื้อหา ทำให้ราคาขึ้นลงไม่แน่นอน ทำให้นำมาขายต่อได้ลำบาก ไม่เหมือนพ่อค้าแผงอื่นๆ ที่จะมีลูกไร่ปลูกส่งเข้ามาที่แผง มีการรับซื้อแคนตาลูปจากลูกไร่ในราคาที่แน่นอน ทำให้นำมาขายต่อที่แผงราคาค่อนข้างนิ่งกว่าเราที่ต้องวิ่งออกหาซื้อจากชาวสวน หรือช่วงที่แคนตาลูปจากลูกไร่ขาดช่วงก็หาของมาขายได้ยากมาก จึงมองเห็นว่าผลไม้อย่าง แคนตาลูป ยังมีความ
