รอบโลก
ในช่วงเวลาที่ Sabrina Carpenter กำลังเป็นหนึ่งในศิลปินป๊อปที่มาแรงที่สุดของโลก เธอยังสร้างอีกหนึ่งความสำเร็จที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง นั่นคือธุรกิจน้ำหอมส่วนตัวภายใต้แบรนด์ “Fragrance by Sabrina” ที่เพิ่งทำยอดขายทะลุ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกในปี 2025 ตัวเลขนี้ไม่เพียงยืนยันว่าน้ำหอมของเธอไม่ใช่แค่สินค้าที่ขายได้เพราะกระแสความดัง แต่ยังกำลังกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของวงการความงามที่ขับเคลื่อนโดยคนดัง (celebrity beauty) ในยุคนี้ จากขวดแรกสู่รายได้เก้าหลัก Carpenter เปิดตัวน้ำหอมกลิ่นแรกในชื่อ Sweet Tooth เมื่อปี 2022 ผ่านการร่วมมือกับ Scent Beauty บริษัทพัฒนาน้ำหอมเดียวกับที่เคยทำงานร่วมกับ Kylie Minogue โดยวางจุดยืนเป็นน้ำหอมกลิ่นหวานสไตล์ของหวาน ราคาที่จับต้องได้ง่าย อยู่ในช่วง 29-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อขวด ต่างจากน้ำหอมระดับหรูที่มักตั้งราคาหลักร้อยดอลลาร์ หลังจากนั้นแบรนด์ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้ง Cherry Baby, Me Espresso และล่าสุดอย่าง Lemon Pie ซึ่งบริษัทวางเป็นหมากสำคัญสำหรับการบุกตลาดต่างประเทศในปี 2026 ผลประกอบการเติบโตอย่างก้าวกระโดด Stephen Mormoris ซีอีโอของ Sc
เรื่องราวของ ฮิโรกิ โทมิยาสุ (Hiroki Tomiyasu) อดีตข้าราชการชาวญี่ปุ่นที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกร กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในฐานะตัวอย่างของการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้แก้ปัญหาจริงในภาคเกษตรกรรม แม้ไม่เคยมีพื้นฐานด้านการเกษตรหรือวิศวกรรมมาก่อนก็ตาม โทมิยาสุเติบโตในพื้นที่ใกล้กรุงโตเกียว เคยทำงานเป็นข้าราชการมาก่อน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ดินทำกินที่ถูกทิ้งร้างในฮอกไกโด และเรียนรู้การบริหารจัดการไร่ด้วยตนเองทั้งหมด ปัจจุบันเขาดูแลพื้นที่เพาะปลูกบล็อคโคลี่ ฟักทอง ต้นหอมญี่ปุ่น และถั่วเหลือง ครอบคลุมพื้นที่ราว 100 เฮกตาร์ หรือประมาณ 600 ไร่ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มนำ ChatGPT และ Codex เครื่องมือ AI สำหรับการเขียนโค้ด มาใช้แก้ปัญหาการทำฟาร์มที่ต้องใช้แรงงานหนักและขาดแคลนบุคลากร แทนที่จะพึ่งพาระบบอัตโนมัติสำเร็จรูปราคาแพงที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เขาเลือกเรียนรู้และสร้างเครื่องมือขึ้นมาเอง ตัวอย่างเครื่องมือที่เขาพัฒนาขึ้น ได้แก่ ระบบตรวจสอบโรคพืชด้วยการถ่ายภาพจุดดำบนบล็อคโคลี่แล้วให้ ChatGPT ช่วยวิเคราะห์ ระบบติดตามสภาพแปลงเพาะปลูกด้วยข้อมูลดาวเทียมที่นำมาซ้อนท
ประเทศจีนกำลังเผชิญกับการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาระดับอุดมศึกษาและขั้นพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพื่อปรับทิศทางของคนรุ่นใหม่ให้สอดรับกับเป้าหมายการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ท่ามกลางวิกฤตการณ์ว่างงานของเยาวชนที่พุ่งสูงเกิน 16% และการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำให้ทักษะเดิมๆ หมดความหมายไปอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยจีน ยุบ 12,000 หลักสูตร ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการจีน ระบุว่า ระหว่างปี 2021 ถึง 2025 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศได้ประกาศสั่งยกเลิกหรือระงับหลักสูตรปริญญาตรีไปมากถึง 12,200 หลักสูตร และเปิดตัวหลักสูตรใหม่เข้ามาแทนที่ราว 10,200 หลักสูตร ซึ่งหมายความว่ามากกว่า 30% ของหลักสูตรมหาวิทยาลัยในจีนถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างสิ้นเชิง ด้านกลุ่มวิชาที่ถูกยุบมากที่สุด ได้แก่ ศิลปศาสตร์, มนุษยศาสตร์, ภาษาต่างประเทศ และการจัดการ เนื่องจากถูกมองว่ามีผู้จบการศึกษาล้นตลาด และปรับตัวไม่ทันกับการมาของ AI โดยมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเซี่ยงไฮ้ (USST) สั่งหยุดรับนักศึกษาในสาขา การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) หลังพบว่างานสร้างโมเดล 3D และการเร
ถ้าพูดถึงเมืองท่องเที่ยวจีน หลายคนอาจนึกถึงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ หรือเฉิงตู แต่จีนยังมีอีกหนึ่งเมืองที่กำลังได้รับความสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ “ชิงเต่า (Qingdao)” เมืองชายทะเลในมณฑลซานตงที่มีทั้งสถาปัตยกรรมกลิ่นอายยุโรป ทะเล และวัฒนธรรมเบียร์เป็นเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมเบียร์นี้ ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจเพราะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ผ่านการสร้าง City Brand ของเมือง แบรนด์ และชุมชน คุณโอห์ม-ดิศรา อุดมเดช Founder & CEO ของ Yell Advertising แชร์ประสบการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก Dissara Ohm Udomdej หลังมีโอกาสบินไปทำงานที่เมืองชิงเต่าไว้อย่างน่าสนใจว่า เมืองนี้มีประชากรอาศัยอยู่ราว 10 ล้านคน ถือเป็นเมือง New First-Tier City ด้วย GDP ที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลซานตง แม้ไม่ใช่เมืองหลวงของมณฑลนี้ก็ตาม ความน่าสนใจของเมืองนี้คือการสร้าง City Brand ผ่านความร่วมมือของเมือง แบรนด์ และชุมชน จนน่านำไปเป็นกรณีศึกษา เมืองสร้างแบรนด์ อดีตของเมืองนี้เคยเป็นเขตเช่าให้กับเยอรมันในช่วงยุคปลายราชวงศ์ชิง ทำให้เยอรมันเข้ามามีอิทธิพลราวปี 1897 คนเยอรมันอยู่แบบไม่มีเครื่องดื่มเย็นๆ ไม่ได้ เลยร่วมกับ
ความฮอตของภาพยนตร์จักรวาลสไปเดอร์แมนที่ไม่ว่าจะเปิดตัวกี่ภาค ก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเสมอ จนภาคล่าสุด Spider-Man: Brad New Day ขึ้นแท่น สไปเดอร์แมนที่ถูกใจทั้งนักวิจารณ์และคนดูระดับสูง จนทำให้ชื่อของ Tom Holland กลายเป็นที่พูดถึงอยู่ในหน้าสื่อ ณ ตอนนี้ นักแสดงหนุ่มคนนี้ไม่เพียงแต่มีความฮอตในด้านงานแสดง แต่ยังประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเครื่องดื่มอีกด้วย ซึ่งธุรกิจที่ว่าคือ “BERO” เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ (non-alcoholic beer) ระดับพรีเมียม แรงบันดาลใจจากการเลิกเหล้า Tom Holland เริ่มต้นเส้นทางเลิกดื่มแอลกอฮอล์ (Sobriety) ผ่านโครงการ “Dry January” คือแคมเปญงดดื่มในเดือนมกราคม จนขยายเวลาต่อไปเรื่อยๆ และตระหนักว่าการเลิกเหล้าในวัฒนธรรมอังกฤษที่เน้นการดื่มเพื่อเปิดทางเข้าสังคมเป็นเรื่องยาก เขาจึงมองหาเบียร์ไร้แอลกอฮอล์คุณภาพดีที่ช่วยให้รู้สึกกลมกลืนในงานสังคมได้ ซึ่งแบรนด์เครื่องดื่มที่มีอยู่ในตลาดส่วนใหญ่ยังไม่ตอบโจทย์ Tom จึงร่วมมือกับบริษัทร่วมทุน Imaginary Ventures และ John Herman (อดีตผู้บริหาร Nutrabolt/C4) เพื่อเปิดตัว BERO โดยที่ Tom ดำรงตำแหน่ง Co-Founder ถือหุ้นจริงคาดว่าราว 30–40
ในยุคที่ผู้คนหันมา “รักสุขภาพ” ส่งผลให้อุปกรณ์เพื่อสุขภาพกลายเป็นไอเทมที่ผู้คนยอมควักกระเป๋าจ่าย หนึ่งในนั้นคือ “Whoop” แบรนด์สายรัดข้อมืออัจฉริยะไร้หน้าจอ ที่ช่วยติดตามสุขภาพ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่นอนยันตื่น Whoop ถูกพัฒนาโดย Will Ahmed นักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) ก่อนเติบโตเป็นธุรกิจระดับหมื่นล้าน และมีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 2.7 ล้านคน แต่รู้หรือไม่ว่า เส้นทางการของ Whoop ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หลงใหลการออกกำลังกาย จุดเริ่มไอเดีย Will Ahmed ผู้ก่อตั้งและซีอีโอวัย 36 ปี หลงใหลการเล่นกีฬามาตั้งแต่วัยเรียน เขาลองเล่นกีฬามาหลายชนิด ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมกีฬาสควอชของมหาวิทยาลัย ระหว่างศึกษาในสาขา Government และ Economics เขาทุ่มเทกับการฝึกจนร่างกายบาดเจ็บ เพราะรับไม่ไหว ก่อนค้นพบคำตอบจากงานวิจัยที่เขาใช้เวลาศึกษาเรื่องสรีรวิทยาอยู่หลายร้อยฉบับว่า อาการที่เกิดขึ้นมาจากการฝึกที่หนักเกินไป ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับนักกีฬาระดับอาชีพเท่านั้น แต่สามารถเกิดกับใครก็ได้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้เขามองเห็นช่องว่างในตลาดว่า ยังมีผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและออกกำลังกายอีกจ
ในวัย 70 กว่าๆ ขณะที่ใครหลายคนกำลังนั่งหมดไฟ หรือพักผ่อนแบบปล่อยให้เวลาผ่านไปในแต่ละวัน แต่สำหรับ New Chapter อย่าง คุณลุงเคที (แทน เคียน ทัต) KT (Tan Kian Tat) ในวัย 77 และ คุณป้าย่าจู (Yazhu) วัย 73 ที่มอบเวลาวัยเกษียณให้กับร้านไอศกรีมเล็กๆ ที่ชื่อ Freshio Gelato ที่เป็นเสมือนเครื่องมือพิสูจน์ว่าไฟในการทำงานของคนเราไม่มีวันมอดดับตามอายุ จาก “ราชาเครย์ฟิช” สู่ชีวิตที่ว่างจนหายใจไม่ออก ย้อนกลับไปในยุคทอง คุณลุงเคที เขาเป็นนักธุรกิจระดับพรีเมียมในประเทศจีน ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาเครย์ฟิช” ผู้กุมบังเหียนโรงงาน 8 แห่ง ส่งออกกุ้งแช่แข็งมูลค่านับพันล้านบาทไปทั่วโลก ส่วนคุณป้าย่าจู ก็ไม่ใช่แม่บ้านธรรมดา เธอคือนักบริหารร้านกาแฟฝีมือดีในเซี่ยงไฮ้ที่มีสาขากระจายไปทั่วเมือง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้อง “เกษียณ” จริงๆ ทั้งคู่ย้ายไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่แคนาดา แต่ทว่าความเงียบเหงาหลังเกษียณนี้เองที่เป็นเสมือนศัตรูของพวกเขา “ผมเป็นพวกบ้างาน ชีวิตที่แคนาดาคือการขับรถไปนั่นมานี่อย่างไร้จุดหมาย มันว่างเกินไป และมันเป็นการใช้เงินไปวันๆ โดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมา” คุณลุงเล่าถึงความอึดอัดในใจ เปลี่ยนหยาดน้ำตาเป็นพล
Andon Market คือร้านบูติกค้าปลีกแห่งแรกของโลกที่บริหารโดย AI ซึ่งแสดงให้เห็นว่า AI เป็นหัวหน้างานที่ผ่อนปรนและใจดี อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังมีปัญหาเรื่องการขอบเขตการทำงาน และยังไม่สามารถทำกำไรได้เลย จากรายงานของ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ พนักงานของร้าน Andon Market ในซานฟรานซิสโก ได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานภายใต้การควบคุมของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยตนเองมานานถึงสี่เดือนแล้ว ร้านดังกล่าวได้รับการขนานนามว่าเป็นร้านบูติกค้าปลีกแห่งแรกของโลกที่บริหารงานด้วย AI โดยมี AI Agent ชื่อ “Luna” เป็นผู้จัดการและคอยสั่งการพนักงานที่เป็นมนุษย์ 3 คน Andon Labs สตาร์ทอัพผู้อยู่เบื้องหลังโครงการนี้พบว่า บอส AI นั้นใจดีและให้อภัยได้อย่างน่าประหลาดใจ ตัวอย่างเช่น มันมองข้ามการเข้างานสายซ้ำๆ ของพนักงานที่เป็นมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับไม่สนใจภารกิจหลักของงาน นั่นคือ การสร้างผลกำไรให้เกิดขึ้น จริง “เธออาจจะเป็นเจ้านายที่ใจดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยค่ะ” ไคอา ริเวรา (Kaia Rivera) วัย 22 ปี ให้สัมภาษณ์กับ Times ถึง เกี่ยวกับลูน่า โดยเธอจะเป็นคนมาเปิดร้านทุกเช้า จัดเรียงสินค้าบนชั้นวาง
เมื่อ AI กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจที่มองไม่เห็น… ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การก่อตั้งธุรกิจมักผูกติดอยู่กับการมีทีมงานและเงินทุน แต่ในช่วงปี 2025-2026 ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำหน้าที่แทนทีมงานทั้งฝ่ายพัฒนา การตลาด และบริการลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน งานที่เมื่อก่อนต้องใช้คน 4-5 คน วันนี้ทำคนเดียวได้จริง ปรากฏการณ์นี้ผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Solopreneur” หรือผู้ก่อตั้งและบริหารธุรกิจด้วยตนเองเพียงคนเดียว โดยอาศัย AI เป็นกำลังเสริมแทนการจ้างพนักงานประจำ ตัวเลขที่บ่งชี้การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้างในสหรัฐฯ ราว 29.8 ล้านราย สร้างรายได้รวมกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.8% ของ GDP ประเทศ ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือผลประกอบการ ผลสำรวจ New Business Formation 2025 ของ Gusto พบว่าธุรกิจที่เปิดโดยเจ้าของคนเดียวมีกำไรตั้งแต่ปีแรกสูงถึง 77% ขณะที่ธุรกิจซึ่งมีลูกจ้างประจำมีกำไรปีแรกเพียง 54% และ Solopreneur ถึง 93% คาดว่าจะทำกำไรได้ในปี 2025 เทียบกับ
ย้อนกลับไปในปี 2017 ตอนที่ วิกเตอร์ ริพาร์เบลลี (Victor Riparbelli) ร่วมก่อตั้ง Synthesia สตาร์ตอัปจากลอนดอน ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอ AI สำหรับองค์กร ช่วยให้พนักงานทำวิดีโอเทรนนิงหรือนำเสนองานได้ง่ายๆ ผ่าน AI Avatar และเครื่องมือเปลี่ยนข้อความเป็นวิดีโอ ในตอนนั้น ChatGPT ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ เพราะกว่า ChatGPT จะเปิดตัวก็อีกตั้ง 5 ปีให้หลัง แทบจะเรียกได้ว่า Synthesia มาก่อนกาลในยุค AI หรือปัญญาประดิษฐ์ วิกเตอร์ เล่าว่า ช่วงที่เขาออกไปเจอเหล่านักลงทุนเพื่อหาเงินทุนเข้าบริษัท แต่พอบอกว่า “AI จะปฏิวัติวงการวิดีโอ” นักลงทุนมากกว่า 100 รายกลับปฏิเสธ พร้อมมองว่ามันเป็นแค่ “ความคิดเพ้อเจ้อจากหนังไซไฟ” ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน นักลงทุนต่างแย่งชิงกันลงเงินในบริษัท AI โดยสถิติปี 2025 ชี้ว่าวงการ AI กวาดเงินทุนเงินร่วมลงทุนไปมากถึง 61% ทั่วโลก แม้ว่ารายงานจาก McKinsey จะระบุว่ามีเพียง 39% ของบริษัทองค์กรเท่านั้นที่เห็นผลกำไรจาก AI ชัดเจน แต่เม็ดเงินที่ธุรกิจต่างๆ ทุ่มซื้อเครื่องมือ Generative AI ก็พุ่งสูงถึง 37,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 แม้วิกเตอร์จะไม่เปิดเผยรายได้ต่อปีของ Synthesia แต่ปัจจุ
