ธุรกิจ
เอฟเอส แคปปิตอล (FS Capital) ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจสินเชื่อโดยตรงของ Funding Societies หนึ่งในแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลสำหรับ SMEs ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) อย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ของ Funding Societies ที่มุ่งยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลสู่พันธมิตรทางการเงินเชิงโครงสร้าง เพื่อช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ไทย นายวิกาส เจน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Funding Societies ประเทศไทย กล่าว “การเป็นสมาชิก NCB ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลเครดิตของ SMEs ที่ขอสินเชื่อแบบเรียลไทม์ภายใต้การให้ความยินยอมของ SMEs ควบคู่ไปกับการส่งต่อข้อมูลสินเชื่อของลูกค้าบริษัทให้แก่ NCB ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการอนุมัติสินเชื่อมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เราให้บริการ และยังมีส่วนช่วยส่งเสริมระบบนิเวศทางการเงินของประเทศให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากยิ่งขึ้นอีกด้วย” ดร.ลัษมณ อรรถาพิ
ใครจะคิดว่าการห่อข้าวไปกินที่ออฟฟิศ เพราะเบื่อกับเมนูเดิมๆ ร้านเดิมๆ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจของสาววัย 28 ปี เรื่องราวของ คุณขนม-ไปรดา จันทรภิรมย์ เจ้าของร้านกล่องข้าวแม่ (Mama.box) แบรนด์ที่เริ่มต้นจากการแก้ Pain Point ของตัวเอง สู่การมีหน้าร้าน 4 สาขา และรับทำข้าวกล่องจัดเลี้ยงด้วยเมนูหลากหลาย ดูน่าทาน ราคาจับต้องได้ จึงทำให้มีออร์เดอร์สูงสุด 1,000 กล่องต่อวัน สร้างรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน ก่อนมาเป็นเจ้าของแบรนด์ คุณขนม เรียนจบนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบเนติบัณฑิต ก่อนย้ายไปเรียนต่อต่างประเทศอีก 6 เดือน และกลับมาเป็นทนายความที่ Law firm อีก 2 ปี โดยการทำงานส่วนใหญ่อยู่ในออฟฟิศเป็นหลัก และกินข้าวในโรงอาหารเดิมๆ ทุกวัน จนเริ่มรู้สึกเบื่อ ประกอบกับรสชาติไม่ค่อยถูกปาก และการสั่งดีลิเวอรีก็ไม่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ราคาและปริมาณ เธอจึงห่อข้าวฝีมือแม่มากิน อีกทั้งยังแบ่งให้เพื่อนๆ ได้ลิ้มรสชาติ จนติดใจ จึงทำให้เกิดแนวคิด “ทำไมเราไม่ลองขายดู” ในตอนนั้นได้เปิดเป็นร้านขายข้าวแกงแบบพรีเมียม จากวัตถุดิบ อย่าง กุ้งแม่น้ำ หมึกจากชุมพร และขายเมนูที่หาทานได้ยาก ตามจุดออฟฟิศ
จากเด็กวัย 15 ปีที่เริ่มธุรกิจแรกจากการเพนต์เคสไอโฟนขายบนเว็บบอร์ด สู่การเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเสื้อผ้าครบวงจร Awesome.screen คุณแพรว-พรรณระพี โกสิยพงษ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Awesomedough (ออซั่มโด) ที่มีความตั้งใจอยากทำโรงงานที่เข้าถึงง่าย มือใหม่ไม่มีประสบการณ์ก็สามารถสร้างแบรนด์ได้ ปัจจุบันรับผลิตเสื้อผ้ากว่า 1,000 แบรนด์ พร้อมให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่หาผ้า ขึ้นแพตเทิร์น ตัดเย็บ สกรีน รวมถึงรีดเสื้อ QC ทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และบริการแพ็กใส่ถุง พร้อมขายได้ทันที จุดเริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆ สู่โรงงานผลิตเสื้อผ้าครบวงจร ย้อนกลับไปเมื่อตอนวัย 15 ปี คุณแพรวเล่าว่า ธุรกิจแรกของเธอเริ่มจากการขายเคสไอโฟนที่นำมาเพนต์ลวดลายต่างๆ ด้วยสีอะคริลิก ไม่ว่าจะเป็น ลายท้องฟ้า ลายกริด และลายหินอ่อน ซึ่ง ณ ตอนนั้นถือว่าได้รับความนิยมจนเกิดเป็นกระแสไวรัลอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะต่อยอดสู่การใช้เทคนิค Heat Transfer หรือการถ่ายเทลวดลายด้วยความร้อนลงบนพลาสติก ในยุคนั้นโซเชียลมีเดียยังไม่บูมมาก ทำให้เธอเริ่มจากการขายตามเว็บบอร์ด ก่อนจะย้ายมาขายผ่านทาง Facebook และ Instagram ในเวลาต่อมา เมื่ออายุ 21 ปี เธอได้เข้าเร
เรื่องโดย พลชัย เพชรปลอด เจอรุ่นน้องถามผมว่า มีสินค้าที่เหมือนชาวบ้าน ขายยังไงดี? อืม…คำถามที่ผมเชื่อว่าหลายคน คงมีอาการเดียวกันคือ สินค้า ที่ตัวเองมีอยู่ เหมือนๆ กับชาวบ้าน แล้วจะขายยังไงดี เพราะลูกค้าก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากเจ้าอื่น คำถามนี้ถามง่ายๆ ตอบก็ง่าย แต่ทำจริง อาจไม่ง่ายครับ หันดูรอบตัว ใครที่คิดอยากทำธุรกิจ ซึ่งก็ต้องมีสินค้ามาขาย คงจะมีอาการเดียวกันว่า “จะขายอะไรดี” การเริ่มธุรกิจสมัยนี้คงไม่ง่าย เพราะสินค้าออกมามากมาย ซ้ำๆ กัน แทบไม่แตกต่าง เรื่องคิดจะหาสินค้าที่แปลกใหม่แหวกแนว คงไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะสินค้าที่จีนผลิตออกมา เราคงหาความแตกต่างลำบากมาก ย้อนกลับมา เอาเป็นว่า เริ่มต้นจากคนที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว มีสินค้าอยู่แล้ว แต่การแข่งขันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เราพอจะยับยั้ง บรรเทาอาการรุนแรงจากการแข่งขันได้อย่างไรบ้าง เล่าให้ฟัง 3 แนวทางใหญ่ๆ ละกัน แนวทางแรก “สร้างมูลค่าเพิ่ม” คำว่ามูลค่าเพิ่ม ชื่อบอกชัดๆ ว่า มันเพิ่มมูลค่าเข้าไป จะเพิ่มให้อะไร เพิ่มให้สินค้าปกติของเรา ดูว่ามี “มูลค่า” เหนือกว่าชาวบ้าน ซึ่งมูลค่าในที่นี้ มีทั้งมูลค่าจาก
“ความขี้เกียจ” อาจถูกมองว่าเป็นนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ แต่ใครจะรู้ว่าหลายประเทศกลับให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ ถึงขั้นมีการจัดตั้ง “วันขี้เกียจสากล” ขึ้นในวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนได้หยุดพัก คลายเครียด และฟื้นฟูพลังจากความเหนื่อยล้าในการทำงาน และใครจะคิดว่าความขี้เกียจนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์หลากหลายนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวันของมนุษย์ในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น การซื้อของ โอนเงิน จองตั๋ว สั่งอาหาร หรือเรียกรถ ทุกอย่างสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ความสะดวกสบายเหล่านี้ไม่ได้แค่ช่วยให้ผู้คนสะดวกสบายขึ้น แต่ยังทำให้โลกเริ่มมองความขี้เกียจมุมใหม่ในฐานะแรงผลักดันสำคัญของเศรษฐกิจอีกด้วย ผู้คนไม่อยากเสียเวลาจัดการทุกเรื่องด้วยตัวเอง ความขี้เกียจจึงกลายเป็นโอกาสทองของนวัตกรรมที่เปิดทางให้เหล่าสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้พัฒนาโซลูชันสุดสร้างสรรค์ โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จะพาไปทำความรู้จักกับ 5 นวัตกรรมฝีมือคนไทยที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA ซึ่งจะมีความเข้าใจวิ
บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ เดินหน้ารุกตลาดคาเฟ่ ต่อยอดจากจุดแข็งในธุรกิจอาหารและเบเกอรี่มากว่า 67 ปี ด้วยกลยุทธ์ใหม่ การขยายบทบาทสู่ “คู่คิดธุรกิจคาเฟ่” ภายใต้แนวคิด “KCG is Your Coffee Companion” พร้อมยกระดับ การทำธุรกิจคาเฟ่ให้ประสบความสำเร็จกลายเป็นเรื่องง่าย ผ่านงาน Thailand Coffee Fest 2025 ด้วยการสนับสนุนธุรกิจคาเฟ่ ในหลายมิติ ตั้งแต่ไอเดียเมนู วัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเจาะตลาด B2B2C รับการเติบโต ของธุรกิจคาเฟ่และร้านเครื่องดื่มในประเทศไทย ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 84,200 ล้านบาท และเติบโตขึ้น 1.9% จากปีก่อนหน้า นายธวัช ธีระนุสรณ์กิจ รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG กล่าวว่า “จากข้อมูลการเติบโตของตลาดกาแฟไทยในช่วงปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดยังคงมีศักยภาพสูงและมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดร้านเครื่องดื่มซึ่งรวมคาเฟ่และเบเกอรี่ จะขยายตัว
การเข้าใจ พฤติกรรมของผู้บริโภค เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจ เพราะเมื่อรู้ความต้องการและพฤติกรรมเชิงลึกของลูกค้า ผู้ประกอบการจะสามารถตัดสินใจดำเนินธุรกิจได้อย่างแม่นยำและถูกทิศทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการไทย การทำความเข้าใจ พฤติกรรมของผู้บริโภคจีน ถือเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งกว่าทางเลือก เพราะตลาดจีนมีขนาดใหญ่และกำลังซื้อมหาศาล การลงทุนเวลาศึกษาและเจาะลึกพฤติกรรมของชาวจีนจึงเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในตลาดแดนมังกร คุณเฟิร์น-ดร.ปณิชา ประทีปะวณิช Co-founder Mango Group และผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ Social Media China เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เป็น “สัญญาณ” ให้ตัดสินใจไปค้าขายที่จีนไว้อย่างน่าสนใจ บนเวที สัมมนาพิเศษ “PRACHACHAT EXCLUSIVE FORUM 2025 คน…พลิกวิกฤต” ภายใต้หัวข้อ Think Reiginal การเปิดตัวไปสู่โลกกว้างเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ว่า “ตอนนี้จีนกลายมาเป็นประเทศที่มีอิทธิพล เราจึงอยากไปก่อนที่มี ‘วิกฤต’ ในตอนที่เรามีความสุขอยู่ โดยเริ่มต้นทำสินค้าที่คนจีนคิดอยู่แล้วว่า เรา(ไทย)เก่งอะไร ลองไปทำโฆษณาและลองทำสินค้าด้วยเงินตัวเองแล้วขายเลย กลายมาเป็น ‘รังนก’” ค
ในโลกที่การแข่งขันทางธุรกิจมาควบคู่กับความรุนแรงที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายมิติ แต่ผู้ประกอบการจีนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาคือผู้นำด้านนวัตกรรม ความเร็ว และความยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่หรือแบรนด์เล็กๆ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แนวคิดการทำธุรกิจแบบจีนมีเอกลักษณ์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย หากผู้ประกอบการไทยรู้และเข้าใจถึงแนวคิดในการทำธุรกิจแบบคนจีน จะสามารถนำมาต่อยอดหรือพัฒนาธุรกิจของตนได้ เพื่อทำให้ธุรกิโตไวแบบก้าวกระโดด การถอดแนวคิดการทำธุรกิจแบบคนจีน ไม่ได้หมายถึงการที่ผู้ประกอบการไทยจะเลียนแบบทั้งหมด แต่คือการเรียนรู้ “แก่น” ของความสำเร็จที่ทำให้ธุรกิจเล็กๆ ในจีนสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว บทความนี้จะถอด 5 แนวคิดสำคัญที่ทำให้ธุรกิจจีนประสบความสำเร็จ 1. ความเร็วและความยืดหยุ่น คิดไว ทำไว ไม่รอโอกาส ผู้ประกอบการจีนมักตัดสินใจเร็วและปรับตัวตามตลาดทันที เช่น การพัฒนาสินค้าใหม่ในเวลาไม่กี่เดือน นับเป็นหนึ่งในจุดแข็งแทนที่จะใช้เวลานานในการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ พวกเขามักทดลองไอเดียในวงเล็กก่อน แล้วปรับปรุงตามผลตอบ
เบื้องหลังเรื่องราวสุดบ้าคลั่งนั้น…ไม่ใช่แค่กล้า/บ้า แต่ มีประเด็นให้ขบคิด โดยเฉพาะคนทำธุรกิจ เอสเอ็มอีเจ้าของกิจการ ร้านค้าทั้งหลาย เป้าหมายอาจไม่ทะเยอทะยานไปไกลถึงขั้น “ยูนิคอร์น” แต่ในระหว่างทางตั้งแต่เริ่มต้น ไปจนตั้งไข่ธุรกิจนั้น ซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน” ให้แง่คิดที่เอาจริงๆ ก็อิงอยู่กับหลักการด้านการตลาดและการบริหารจัดการนั่นแหละ ขุด/ขูดอะไรออกมาได้บ้างมาดูกัน – Incentive ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์ไปกว่า เงิน/ผลตอบแทน ที่กระตุ้นให้คนตาลุกวาว และพร้อมทุ่มทุกอย่างเข้าแลก ซีนที่ สันติชาเลนจ์ให้ทีมเซลส์ขายให้ได้มากกว่าเขาแล้วเอาไปเลย 3 แสน หรือการระดมคนโดยบอกให้พนักงานยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเรียกพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ ลูกหลาน ระดมมาเข้าสายพานและกับค่าตัวหัวละ 1,000 บาท นั่นแหละ แน่นอนที่สุด – SWOT จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรค ยังเป็นเครื่องมือมองตัวเอง มองคู่แข่ง ไตร่ตรองโอกาสและปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เคยล้าสมัย ไม่ใช่แค่เป็นซีนโรแมนติกแบบ เขียนชาร์ตบนกระจกรถเท่านั้น (แต่เอาจริงดูแล้วก็แอบเขิน) – Differentiates VS Me too คำถามที่สำคัญเสมอ นั่นคือ สินค้าเหมือนกัน บริการเหมือนกัน รับ
“ผมใช้เวลา ใช้แรงใจ” กว่าจะได้ พรมแต่งบ้านสุดเท่ ธุรกิจสุดคราฟต์ของหนุ่ม 26 สร้างยอดขายหลักแสน หลายครั้งคนเรามักตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เป้าหมายในอนาคตคืออะไร” เช่นเดียวกับ คุณเชน-ราเชนทร์ จันทรชัย หนุ่มวัย 26 ปี เขาตั้งคำถามนี้ขณะทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน “ผมไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เลยไปลองทำงานประจำเผื่อว่าจะชอบ แต่ทำไปสักพักเหมือนว่าจะไม่ชอบ เลยเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง เป้าหมายของเราคืออะไร คิดอยู่เป็นเดือนจนหาคำตอบเจอ ผมอยากมีรถสวยๆ แพงๆ แต่ถ้าทำงานตรงนี้อยู่คงไปไม่ถึงแน่ ทางเดียวที่จะไปถึงคือต้องมีธุรกิจส่วนตัว” คุณเชนเรียนจบสาขาโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จากนั้นทำงานเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ก่อนตัดสินใจลาออกหลังทำได้เพียง 3 เดือน เพราะมีเป้าหมายที่สำคัญกว่า คือทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งแนวคิดลาออกแบบปุบปับนี้ เขามองว่ามีความเสี่ยงสูง เพราะออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจะทำธุรกิจอะไร และมีเงินเก็บติดตัวมา 1 ก้อนประมาณ 30,000 บาท หลังว่างจากงานได้ 2-3 เดือน คุณเชนเริ่มเห็นไอเดียทำพรมจากคลิปของฝรั่ง ทำให้เขาสนใจในสินค้าชนิดนี้ เพราะมันทั้งสวย ทั้งแปลก พอเริ่มศึกษ
