เครื่องสำอาง
ศรีจันทร์ กวาดยอดขายทะลุ 2,055 ล้านบาท ตั้งเป้า 3,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปี พร้อมบุกตลาดเวียดนาม ย้ำเดินหน้าเข้าตลาดฯ 2569 กระแส T-Beauty ยังคงเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ขับเคลื่อนวงการตลาดความงามแสนล้านให้เติบโตไปได้ หนึ่งในชื่อของไทยบิวตี้ระดับแถวหน้าที่หลายคนต้องนึกถึงคือ ศรีจันทร์ แบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 78 ปี บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม “ศรีจันทร์ (SRICHAND)” และ “ศศิ (sasi)” เปิดเผยว่า ปี 2568 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน บริษัทสามารถเติบโตท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ยอดขายทะลุ 2,055.50 ล้านบาท กำไรสุทธิเติบโตถึง 34% คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ปัจจัยจากภาวะสงครามตะวันออกกลางที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งโลก แต่บริษัทได้ก้าวผ่านความท้าทายมาได้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ ที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดตัวโลโก้องค์กรแบบใหม่ ชูตัวอักษรไทย “ศ” เป็นสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจในความเป็นไทย พร้อมออกสินค้าใหม่กว่า 150 SKU ภายใต้แบรนด์ศรีจันทร์และศศิ แต่งตั้งพรีเซ็นเตอร์รวม 13
ตลาดวัยเรียน กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้ ทั้งในแง่กำลังซื้อ การสร้างเทรนด์ และอิทธิพลต่อการตัดสินใจภายในครอบครัว ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามไทยที่มีมูลค่ามากกว่า 400,000 ล้านบาท และยังคงเติบโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นั่นจึงเป็นโอกาสให้ Zadi & Jo (เซดี้ แอนด์ โจ) เป็นแบรนด์ความงามไทยรายแรกที่ถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มอายุ 10-20 ปีโดยเฉพาะ ครอบคลุมทั้งสกินแคร์ เมกอัพ และน้ำหอม ภายใต้แนวคิด Clean & Playful Beauty มีทั้งความอ่อนโยน ความสนุก และความมั่นใจไว้ด้วยกัน ทรงสมร ฮัทเท็ท ประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (Chief Growth Officer) บริษัท เจนเนอรัส ซีนิธ จำกัด กล่าวว่า เซดี้ แอนด์ โจ เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างแบรนด์ความงามที่เข้าใจวัย 10-20 ปีอย่างแท้จริง ทั้งในด้านผิว ความรู้สึก และการค้นหาตัวตน “เราต้องการให้การดูแลตัวเองเป็นประสบการณ์ที่สนุก อ่อนโยน และช่วยสร้างความมั่นใจในแบบที่เหมาะสมกับวัย เพราะเราเชื่อว่าช่วงวัยนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ที่จะรักและดูแลตัวเองอย่างสมดุล” Teen Beauty กลายเป็นตลาดแห่งอนาคต
“นิ้ง…หน่อง มิสทินมาแล้วค่ะ” ประโยคในตำนาน ที่เอ่ยขึ้นพร้อมกับสาวมิสทินที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน หากใครเกิดทันก็คงอายุไม่ต่ำกว่า 30 แล้ว ใครเลยจะรู้ว่าธุรกิจขายตรงที่เริ่มจากพนักงานเพียง 4 คนในวันนั้น จะกลายมาเป็นแบรนด์ไทยยอดขายหมื่นล้านบาท และนี่คือเรื่องราวของ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และแบรนด์ Mistine กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดของธุรกิจไทย สู้จากการขายเครื่องสำอางราคาร้อยบาท สู่แบรนด์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล เริ่มจาก Pain Point ของหญิงไทย เมื่อปี พ.ศ. 2531 ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยยังเต็มไปด้วยสินค้านำเข้าราคาแพง ผู้หญิงจำนวนมากอยากสวย แต่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องสำอางคุณภาพดีได้ง่ายนัก นี่คือ Pain Point ที่ ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ เจ้าของฉายา “ราชาขายตรงเมืองไทย” มองเห็น ดร.อมรเทพ ได้ก่อตั้ง บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นด้วยแนวคิดง่ายๆ แต่ทรงพลังคือ สร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้คนไทย สมกับชื่อ Better Way ในวันที่ธุรกิจขายตรงยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย มิสทินได้เริ่มจากอาคารพาณิชย์เพียง 3 คูหา มีพนักงานเพียง 4 คน และสินค้าน้อยกว่า 100 รายการ แต่สิ่งที่แบรนด์มีมากกว่
หากพูดถึงแบรนด์เครื่องสำอางที่มาแรงที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ SHEGLAM คือหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบน TikTok และโซเชียลมีเดียทั่วโลก Key Success มีแค่ ‘คอนเทนต์ไวรัล’ และ ‘พลัง Gen Z’ จากจุดเริ่มต้นในปี 2019 ที่ทีมงานเพียง 5 คน นั่งช่วยกันระดมสมอง คิดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออกมาเป็น SHEGLAM แล้วเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มีสินค้าจำหน่ายในกว่า 150 ประเทศ พร้อมยอดขายสุทธิแตะระดับ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ใช้เวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น ไม่มีภาพลักษณ์แบรนด์ลักชัวรี ไม่ต้องดูไฮเอนด์ มีเพียงสิ่งเดียวคือ ดูดีถูกใจ Gen Z ก็พอ ถอดกุญแจความสำเร็จที่ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตได้เร็วขนาดนี้ 1. ใช้สูตร Fast Fashion มาสร้าง Fast Beauty SHEGLAM คือแบรนด์ของประเทศจีน โดยผู้สร้างแบรนด์ SHEIN เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์คือการนำแนวคิดแบบ SHEIN มาใช้กับธุรกิจเครื่องสำอางอย่างเต็มรูปแบบ แทนที่จะใช้เวลาพัฒนาสินค้านานหลายเดือน แต่ SHEGLAM เลือกใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เทรนด์ TikTok และความคิดเห็นของลูกค้า มาพัฒนาสินค้าอย่างรวดเร็ว เมื่อมีเทรนด์ไหนกำลัง
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในหมวดเครื่องสำอางกลับชี้ให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม “ไอเทมบิวตี้ญี่ปุ่นเกาหลี” ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดเครื่องสำอางมีแนวโน้มขยายตัว โดยผู้บริโภคไม่ได้พิจารณาเพียงชื่อแบรนด์หรือกระแสความนิยมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความแตกต่าง และความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์มากขึ้น สะท้อนเทรนด์ Self-care Economy ที่ผู้บริโภคพร้อมลงทุนเพื่อการดูแลตัวเอง ทั้งในมิติของสุขภาพ ความงาม และความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าความงามจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ “ความเหมาะกับตัวเอง” มากขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีที่ได้
“บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด” ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “ศรีจันทร์ (SRICHAND)” แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 78 ปี และ “ศศิ (sasi)” ประกาศก้าวสำคัญสู่การเป็น Thai Beauty Leader และตอกย้ำความเป็น “องค์กรไทยที่คนไทยภูมิใจ” และสามารถเติบโตได้ในระดับสากล ด้วยการเปิดตัวอัตลักษณ์องค์กรใหม่ภายใต้ New Corporate Logo ที่ชูตัวอักษร “ศ” เป็น Visual Hero สะท้อนความภูมิใจในรากเหง้าไทยที่ร่วมสมัย พร้อมเผย 5 กลยุทธ์เบื้องหลังที่ใช้ “ความเป็นไทยร่วมสมัย” (Modern Thainess) เป็นพลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของธุรกิจอย่างยั่งยืน รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 78 ปีที่ผ่านมา ศรีจันทร์สหโอสถเติบโตและยืนหยัดได้ด้วยความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง การเปลี่ยนโลโก้องค์กรใหม่ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนงานดีไซน์ตามยุคสมัย แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ของศรีจันทร์สหโอสถ ที่อยากเป็นตัวแทนความภูมิใจของคนไทย เพื่อพิสูจน์ศักยภาพขององค์กรไทยบนเวทีโลก เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับจากความเชี่ยวชาญในฐานะแบรนด์เครื่องสำอาง สู่การเป็นองค์กรต้นแบบที่เป็น
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดความงามไทย “เจ้านาง” เครื่องสำอางและสกินแคร์แบรนด์ไทย ได้ประกาศแผนรีแบรนด์ครั้งสำคัญในปี 2569 เพื่อพาแบรนด์ไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดไทยและเอเชีย โดยเริ่มปักหมุดความสำเร็จจากการเปิดตัว “แป้งพัฟโกลว์สกิน” ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีตั้งแต่ปลายปี 2568 ภายใต้จุดยืน “แบรนด์คุณภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้” สามารถเติมเต็มช่องว่างระหว่างแบรนด์ Mass ที่ยังไม่อาจมอบคุณภาพตามที่ผู้บริโภคคาดหวัง และแบรนด์ระดับบนที่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่ม Gen Z และคนวัยทำงานอายุน้อย นายสิทธา สมควรดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ้านาง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดเส้นทางกว่า 9 ปีที่ผ่านมา เจ้านาง เติบโตจากธุรกิจขนาดเล็ก มาสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลัก เราได้เรียนรู้และเติบโตมาพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทย จากแบรนด์เมกอัปกลุ่ม Niche ที่โฟกัสความต้องการเฉพาะกลุ่ม เราได้ปรับตัวและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ตลาดที่กว้างขึ้น ในปี 2569 จะเป็นปีที่เจ้านางก้าวสู่บทใหม่ เราจะเดินหน้าพัฒนาสูตรและนวัตกรรมใหม่ พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่สะท้อนความเป็นผู้หญิงยุคใหม่ เป็นแบรนด์บิว
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) กระทรวงอุตสาหกรรม เผยผลสำเร็จกิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย ปั้น 25 ผู้ประกอบการด้านความงาม ยกระดับอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทยสู่ตลาดโลก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินการตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการสนับสนุนพลัง Soft Power ของประเทศไทย โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ในอุตสาหกรรมแฟชั่น สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ทักษะ คำปรึกษาแนะนำ การวิเคราะห์ทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อยกระดับและสร้างการรับรู้ พร้อมผลักดันให้เกิด Hero Brand นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงาม เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เดินหน้าผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามเกิดเป็น Soft Power ของไทย สร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ ดึงดูดใจ และยกระดับแบรนด์ไทยให้เต
วันที่ 19 กันยายน 2568 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) กระทรวงอุตสาหกรรม เผยผลสำเร็จกิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย ปั้น 25 ผู้ประกอบการด้านความงาม ยกระดับอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทยสู่ตลาดโลก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินการตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการสนับสนุนพลัง Soft Power ของประเทศไทย โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ในอุตสาหกรรมแฟชั่น สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ทักษะ คำปรึกษาแนะนำ การวิเคราะห์ทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อยกระดับและสร้างการรับรู้ พร้อมผลักดันให้เกิด Hero Brand นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงาม เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เดินหน้าผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามเกิดเป็น Soft Power ของไทย สร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ ดึงดูดใจ
มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางใหม่ล่าสุด “Abhai Pollu Shield” เป็นครั้งแรกภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ณ อิมแพค เมืองทองธานี โดยเน้นจุดขายด้านการปกป้องและฟื้นฟูผิวจากมลภาวะรอบตัว ด้วยสารสกัดสมุนไพรไทยเข้มข้นจากรางจืด ฟ้าทะลายโจร และรากชะเอม ภญ.อาสาฬา เชาวน์เจริญ เภสัชกรชำนาญการศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า ปัจจุบันผู้คนต้องเผชิญกับมลภาวะทางอากาศจำนวนมาก ทั้งแสงแดด ควันพิษ และฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อผิวหนัง Abhai Pollu Shield จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น “เกราะปกป้องผิวจากธรรมชาติ” โดยผสานคุณค่าของสมุนไพรไทยหลายชนิด ได้แก่ รางจืด ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษ ลดการแพ้และการระคายเคือง ฟ้าทะลายโจร ช่วยปลอบประโลมผิวและลดการอักเสบ และรากชะเอมที่ช่วยให้สีผิวดูเรียบเนียนสม่ำเสมอ “ผลิตภัณฑ์ชุดนี้ได้รับการพัฒนาให้ปลอดภัยกับทุกสภาพผิว ปราศจากพาราเบนและซิลิโคน ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพจริง โดยพบว่าสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวได้ภายใน 2 สัปดาห์” ภญ.อาสาฬา กล่าว ภญ.อาสาฬ
