เศรษฐกิจ
ยังไม่ปรับราคาขาย ร้านอาหารไทย เพื่อช่วยประคองค่าใช้จ่ายของลูกค้าที่ยังคงมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องรวมถึง อัดฉีดเงินพิเศษ 30% หนึ่งเดือนให้พนักงานอีก เพื่อช่วยเหลือค่าของชีพที่เพิ่มขึ้น นายสรเทพ โรจน์พจนารัช สตีฟ CEO บริษัท สตีฟ กรุ๊ป (ไทยแลนด์) ซึ่งมีร้านอาหารไทย 5 สาขา Steve Cafe & Cuisine และแพท คาเฟ่ โบราณ ได้เปิดเผยว่าตั้งแต่มีสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางต้นทุนต่างๆ ของร้านได้ปรับเพิ่มขึ้น 15 % แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุง ข้าวสาร ราคาพืชผักต่างๆ หรือแม้กระทั่งเนื้อสัตว์ อาหารทะเล และไข่ไก่ รวมไปถึงภาชนะต่างๆ ที่เป็นพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นกล่องใส่อาหาร ถุงใส่อาหาร แก้วน้ำ ที่ใส่เครื่องดื่มกับบ้าน หรือแม้แต่ราคาเครื่องดื่มบางชนิดที่ปรับราคาขึ้นเพราะผลกระทบมาจากค่าขนส่ง แต่ที่น่ากังวลมากที่สุดคือราคาก๊าซหุงต้มและราคาค่าไฟฟ้าที่กำลังปรับสูงขึ้น แต่หากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อต่อเนื่องไปอีกหนึ่งเดือนทางร้านอาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับกลยุทธ์และวิธีต่างๆ รวมถึงต้นทุนบางอย่างรวมไปถึงการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ แม้แต่เรื่องของแรงงาน ดังนั้น จึงอยากฝากให้ รัฐบาลใหม่ รีบพิจารณาออกมาตราการ
วันที่ 27 มีนาคม 2569 ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกและแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 17 ปีซ้อน เดินหน้ารุกตลาดปี 2569 อัดงบลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท เร่งขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งดีลเลอร์ โมเดิร์นเทรด และออนไลน์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกพื้นที่ พร้อมกันนี้ ยังเปิดตัวไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ครบทุกหมวดสินค้ากว่า 50 รายการ เพื่อยกระดับสู่ Smart Ecosystem ที่เชื่อมต่อทุกการใช้ชีวิตอย่างไร้รอยต่อ ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในประเทศไทยผ่านกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดสู่การเป็น Global Brand อย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 เติบโต 25% หรือราว 14,000 ล้านบาท มร. ต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปี 2568 จะได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ผันผวน แต่ถือเป็นปีที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรม โดยผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตอ
จากสถานการณ์ความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” ที่ทวีความรุนแรง กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก และเอเชียคือภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบในเรื่องของ “วิกฤตพลังงาน” ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) พุ่งสูงขึ้น และไทยถือเป็นประเทศที่เจ็บหนักสุด เพราะมีการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในเอเชีย อยู่ที่ 6% ของ GDP เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในหลายอุตสาหกรรมก็ได้รับผลกระทบตามมา หนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนคือ “อุตสาหกรรมการบิน” ล่าสุดมีรายงานว่า การบินไทย ปรับราคาตั๋วโดยสารเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% เพื่อรองรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป นอกจากภาคการบินแล้ว อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตพลาสติก ทำให้ “ราคาพลาสติก” มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าในหลายภาคส่วน ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีผู้ค้าส่งหลายเจ้าได้ทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าหลายรายการ อาทิ ราคาถุงพลาสติกบรรจุอาหาร จ
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย มองว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วง “เปลี่ยนผ่าน” มากกว่าการฟื้นตัวตามวัฏจักรปกติ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้จริงในภาคธุรกิจ การฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐ และการปรับทิศทางของการลงทุนโลก ยูโอบีระบุว่า บรรยากาศการลงทุนปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากผลประกอบการภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่ง ทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มนำ AI มาใช้จริงมากขึ้น จากเดิมที่เน้นการทดลอง ทำให้ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อผลิตภาพ การลงทุน และการเติบโตของผลประกอบการ ท่ามกลางการเติบโตเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง นายเอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เผยกลยุทธ์และโอกาสในการลงทุนปี 2569 ว่า “ปีนี้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นประเด็นหลักที่ต้องจับตา และกลายเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพ การกระจายความเสี่ยง และความแข็
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโดยรวมในปี 2568 ส่งผลให้ผู้บริโภคที่กำลังวางแผนสร้างบ้านชะลอการตัดสินใจออกไป เหตุจากขาดความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ “หาดใหญ่” เมื่อรวมกับปัจจัยที่ไม่ส่งผลเชิงบวกมากนัก ทั้งค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าแรงที่ปรับขึ้น การแข่งขันทางตรงจากบริษัทรับสร้างบ้าน และการแข่งขันจากดีเวลอปเปอร์ ที่กระโดดลงมาชิงเม็ดเงินในตลาดนี้กันมากขึ้น ทำให้ตลาดรับสร้างบ้านเต็มไปด้วยโจทย์ที่ยากและท้าทายสำหรับผู้ประกอบการทุกราย ปีแห่งการประคองตัว นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) กล่าวว่า จากภาพรวมตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2568 อยู่ในภาวะตลาดที่ฟื้นตัวช้าจากปัจจัยรอบด้านที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตของภาคธุรกิจมากนัก ทั้งจากเสถียรภาพทางการเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศค่อนข้างทรงตัวและถดถอยในบางช่วงเวลา ส่งผลทางตรงต่อกำลังซื้อผู้บริโภคที่ขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนและใช้จ่ายที่นำไปสู่การชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านในปีนี้ออกไปก่อน สะท้อนได้จากสถิติ 3 ไตรมาส (ม.ค. – ก.ย.) ของปี&nbs
ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน หรือ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) ประจำปี 2568 ที่จัดทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group นายยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจว่า ผู้บริโภคไทยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความมั่นใจต่อเศรษฐกิจกับการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และเริ่มเห็นว่าหลายคนหันมาใช้เงินกับเรื่องพัฒนาตัวเองและดูแลสุขภาพมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนอยากใช้ชีวิตให้มีความสุขในวันนี้ พร้อมเตรียมตัวสำหรับวันข้างหน้าไปด้วย นายจอห์น วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ บีซีจี ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเริ่มกังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคก็ยังสามารถปรับตัวได้ โดยเลือกใช้จ่ายให้เหมาะกับสถานการณ์ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตต่อไป พร้อมกับสร้างความท้าทายใหม่ที่ทั้งผู้บริโภคและภาครัฐต้องร่วมกันรับมือ คนไทยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและคุณภาพชีวิตมากขึ้น นอกเหนือจากค่าใ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการสร้างรายได้เข้าประเทศ พบว่า แม้จะมีสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติบ้าง แต่การแข่งขันในภูมิภาคที่สูงขึ้น ต้นทุนผู้ประกอบการที่เพิ่ม และความเปราะบางของกำลังซื้อในประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ ทำให้ภาพรวมการใช้จ่ายและการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศยังไม่คึกคักเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา จึงมีมติเห็นชอบในหลักการ 4 มาตรการย่อยตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ มาตรการหลักคือ “เที่ยวดีมีคืน” ลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 หมื่นบาท หัวใจสำคัญของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้ คือการผลักดันให้เกิดการเดินทางและการใช้จ่ายอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการเน้นหนักไปที่ “จังหวัดท่องเที่ยวรอง” เพื่อกระจายรายได้ออกจากเมืองหลักอย่างแท้จริง ซึ่งประกอบด้วย มาตรการ รายละเอียดการกระตุ้น 1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง ให้สิทธิผู้มี
สำนักข่าวฮานอย รายงานว่า จากความกังวลด้านความปลอดภัยในไทยที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนหลายคนหันไปเลือก ‘เวียดนาม’ เป็นจุดหมายปลายทางแทน เช่นเดียวกับครอบครัวของ คุณหู เจีย ที่ตัดสินใจจองทริป 2 สัปดาห์ไปยังเวียดนาม แทนที่จะไปเที่ยวชายหาดและวัดวาอารามในประเทศไทย “เวียดนามมีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยทริปนี้ใช้เงินไปกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และตั้งใจว่าจะกลับมาเที่ยวที่นี่อีกหากมีโอกาส” เธอกล่าว นอกจากนี้ เธอและครอบครัวยังเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวจีนกว่า 3.5 ล้านคนที่เดินทางมาเวียดนาม และช่วยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเวียดนามสร้างสถิติใหม่ในปี 2025 โดยแซงหน้าไทย ขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ในภูมิภาคสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย ความกังวลเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการลักพาตัวนักแสดงชาวจีนชื่อดังเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยลดลงถึง 35% ในปี 2025 ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวไปประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และรายได้ส่วนนี้จะตกไปอยู่ที่เวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านแทน ตามข้อมูลของ China Trading D
บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ เดินหน้ารุกตลาดคาเฟ่ ต่อยอดจากจุดแข็งในธุรกิจอาหารและเบเกอรี่มากว่า 67 ปี ด้วยกลยุทธ์ใหม่ การขยายบทบาทสู่ “คู่คิดธุรกิจคาเฟ่” ภายใต้แนวคิด “KCG is Your Coffee Companion” พร้อมยกระดับ การทำธุรกิจคาเฟ่ให้ประสบความสำเร็จกลายเป็นเรื่องง่าย ผ่านงาน Thailand Coffee Fest 2025 ด้วยการสนับสนุนธุรกิจคาเฟ่ ในหลายมิติ ตั้งแต่ไอเดียเมนู วัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเจาะตลาด B2B2C รับการเติบโต ของธุรกิจคาเฟ่และร้านเครื่องดื่มในประเทศไทย ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 84,200 ล้านบาท และเติบโตขึ้น 1.9% จากปีก่อนหน้า นายธวัช ธีระนุสรณ์กิจ รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG กล่าวว่า “จากข้อมูลการเติบโตของตลาดกาแฟไทยในช่วงปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดยังคงมีศักยภาพสูงและมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดร้านเครื่องดื่มซึ่งรวมคาเฟ่และเบเกอรี่ จะขยายตัว
บทความโดย : อมร อำไพรุ่งเรือง กูรูแฟรนไชส์ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่ด่านบ้านคลองลึก–ปอยเปต ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่แฟรนไชส์ไทยหลายแบรนด์ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เมื่อสถานการณ์ชายแดนไม่สงบหรือมีเหตุปิดด่าน แม้เพียงไม่กี่วัน แต่ก็เพียงพอจะทำให้ร้านแฟรนไชส์ ที่ไปเปิดฝั่งปอยเปตต้องเผชิญปัญหาสต๊อก ของขาด วัตถุดิบค้าง รถส่งของเข้าช้าจนคุณภาพตก และพนักงานคนไทยไม่สามารถข้ามไปดูแลมาตรฐานสาขาได้ตามปกติ สำหรับเมืองปอยเปต ซึ่งเปรียบเสมือน “ประตูทอง” ของนักลงทุนไทยในกัมพูชา ความคึกคักในย่านกาสิโนและรีสอร์ตยังคงดึงดูดลูกค้าคนไทยที่ข้ามไปเสี่ยงโชคหรือพักผ่อน แต่ทุกครั้งที่มีข่าวการปะทะหรือข้อพิพาทชายแดน จำนวนคนข้ามลดลงทันตา ยอดขายของร้านกาแฟ ร้านชานม ร้านอาหารตามสั่ง และร้านหมูกระทะแฟรนไชส์ไทย ที่พึ่งพาลูกค้ากลุ่มนี้ จึงลดตามทันที ส่งผลให้บางเจ้าจำเป็นต้องยืดระยะต่อสัญญาหรือรอดูสถานการณ์ก่อนขยายสาขาใหม่ ปัจจุบัน แม้แฟรนไชส์แบรนด์ใหญ่ ยังไม่ถอนตัวออกจากปอยเปต แต่หลายเจ้ามีสัญญาณชัดเจนว่ากำลังทบทวนแผนขยายสาขาและเพิ่มมาตรการสำรอง ทั้งการหาซัพพลายเออร์
