เศรษฐกิจ
SMEs ขานรับ ลุงตู่รีเทิร์น หวังแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-นึกถึงปากท้องประชาชน หลังจากการนับคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มี.ค. พบว่า อันดับ 1 เป็นของพรรคพลังประชารัฐ อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย และอันดับ 3 พรรคอนาคตใหม่ แน่นอนว่าผลที่ออกมา แม้ยังไม่ใช่การนับคะแนนอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นที่จับตามองของหลายๆ ฝ่าย ทั้งพรรคการเมือง ประชาชน และพ่อค้าแม่ขาย “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้สอบถามความเห็น ของผู้ประกอบการ SMEs เจ้าต่างๆ ว่า มีความหวั่นใจหรือไม่หากมีเสียงคัดค้านผลการเลือกตั้ง และในมุมมองของคนทำมาค้าขาย อยากให้รัฐบาลแบบไหน เข้ามาบริหารประเทศ คุณฝน – พรพิรุณ อุดมเดช อายุ 38 ปี เจ้าของกิจการ เครื่องไข่เจียว-ไข่ตุ๋นอบแห้ง ให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนตัวตนคิดว่า น่าจะมีการคัดค้านผลการเลือกตั้ง แต่ไม่น่าจะยืดเยื้อและมีผลกระทบรุนแรงเท่าไหร่นัก ต่อการค้าขาย ตนอยากได้รัฐบาลที่เข้าใจคนค้าขาย ลดขั้นตอนหรือกฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อนต่างๆ ที่ทำให้การทำมาค้าขายลำบาก และปรับเปลี่ยนการทำงานของข้าราชการให้มีวิสัยทัศน์ และมีความเป็นมืออาชีพในการสนับสนุนธุรกิจให้มีความสามารถในการแข่งขัน ทั
“ชัชชาติ” ลุยหาเสียงปากน้ำ แม่ค้าร่ำไห้บอกเศรษฐกิจซบเซาจริง “ชัชชาติ” ลุยหาเสียงปากน้ำ – เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ช่วยนายวรชัย เหมมะ ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 4 นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ ผู้สมัคร เขต 2 เบอร์ นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ผู้สมัครเขต 3 เพื่อหาเสียงและพบปะพี่น้องประชาชนที่ตลาดนิคมบางปู ตลาดหลวงพ่อโตบางพลี ตลาดสดเสริมสุข อ.บางบ่อ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ตลาดพระประแดง รวมถึงตลาดสำโรง โดยมีผู้ค้าและประชาชนในตลาดนิคมบางปูให้การต้อนรับเป็นอย่างดี บางรายได้ขอถ่ายเซลฟี่ และทักทายพูดคุยกับนายชัชชาติ พร้อมสะท้อนปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา บางรายถึงกับร้องไห้ และบางส่วนได้ให้กำลังใจและบอกว่าชอบพรรคตั้งแต่สมัยนายกฯทักษิณแล้ว และขอให้สู้ๆ นายชัชชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ตลาดนิคมบางปูว่า ประชาชนได้สะท้อนปัญหาออกมาเช่นเดียวกับหลายพื้นที่ ปัญหาหลักคือปัญหาปากท้อง โดยพื้นที่สมุทรปราการมีหัวใจสำคัญคืออุตสาหกรรม ดังนั้นจำเป็นต้องมีการเข้ามาพลิกฟื้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยพรรคเพื่อไทยเองมีนโยบายเพื่อจะแก้ไขในส่วนนี้ไว้อยู่แล
สวัสดีปีใหม่คุณผู้อ่านทุกท่าน ฉบับแรกรับศักราชใหม่ “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” เรามาพร้อมกับการทำนายดวงเศรษฐกิจ-สังคมไทย ปี 2562 ว่าจะหมูสมชื่อปีนักษัตรหรือไม่ จริงอยู่ว่าสภาพเศรษฐกิจนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์ แต่ถึงอย่างนั้น คนไทยเราก็ยังมีความเชื่อเรื่องดวงหรือโชคลางอยู่มาก อย่างที่เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือ ไม่ว่าบริษัทใหญ่ขนาดไหน มีผู้บริหารเก่งเพียงใด ก็ยังถือฤกษ์งามยามดีในการทำกิจกรรมสำคัญอะไรสักอย่าง ดังนั้นฉบับนี้เราจึงได้นำดวงเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยการทำนายวิเคราะห์ของ พัฒนา พัฒนศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางฤกษ์ ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ประจำหนังสือ “ศาสตร์แห่งโหร” ที่คอยทำนายทายทักดวงเศรษฐกิจและสังคมไทยมาต่อเนื่องหลายปี ดวงเศรษฐกิจน่าเป็นห่วง พัฒนา พัฒนศิริ เขียนเรื่อง “เศรษฐกิจ สังคมไทยในปีหมูป่า 2562” ไว้ในหนังสือ “ศาสตร์แห่งโหร 2562” โดยทำนายจากการโคจรของดวงดาว สรุปความได้ว่า สภาพทางเศรษฐกิจกับสังคมไทยในปีหมูป่า 2562 นี้ ถ้ามองอย่างหยาบ ๆ ไม่น่าจะมีความเดือดเนื้อร้อนใจหรือมีความวิตกหวาดกลัวใด ๆ แต่เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกลงไป โดยใช้ดวงเมืองและดาวที่เกี่ยวกับเศรษฐ
บิ๊กตู่ พบปะชาวบ้านตลาดพระประแดง ถามพ่อค้า เศรษฐกิจไม่ดีอย่างไร คนข้างนอกเขายังอยู่ได้เลย แนะคนขายของไม่ดีประชาสัมพันธ์มากขึ้น หาลูกค้าประจำ บิ๊กตู่ – เมื่อเวลา 08.10 น. วันที่ 24 ธ.ค. ที่ตลาดพระประแดง จ.สมุทรปราการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะประชาชนในตลาด ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ราคาสินค้ามีขึ้นมีลงตามกลไกตลาด พร้อมสอบถามแม่ค้าขายไก่สดว่า อยากจะรู้ว่าที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี มันไม่ดีอย่างไร เพราะคนข้างนอกเขาก็พอใจและอยู่ได้ จากนั้น บิ๊กตู่ ได้เดินดูและแวะแผงขายอาหารทะเลสด พร้อมถามว่าขายดีหรือไม่ พ่อค้าตอบว่า “ขายไม่ค่อยดี” นายกฯจึงแนะนำว่าให้มีการประชาสัมพันธ์ให้เกิดความครึกครื้น พร้อมถามพ่อค้าอีกว่า “ที่ขายไม่ดีแสดงว่าเราสู้เขาไม่ได้ใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องหาลูกค้าประจำ” ขณะที่พ่อค้าตอบว่า ลูกค้าประจำมีน้อยเพราะไม่ให้เขาติดค่าสินค้า ลูกค้าเลยหนีไปหมด พล.อ.ประยุทธ์ จึงพูดทีเล่นทีจริงว่า เป็นความผิดนายกฯอีกใช่หรือไม่ จากนั้นพ่อค้าคนดังกล่าวได้พูดเอาใจ โดยบอกกับนายกฯ ว
หอการค้า วาดอนาคต “บึงกาฬ” งบพันล้านผุดเมืองยางพารา กว่า 7 ปีที่จังหวัดบึงกาฬก่อตั้งขึ้นพร้อมกับการพัฒนาอย่างไม่หยุดหย่อน โดยภาพรวมของจังหวัดบึงกาฬ ณ ขณะนี้ คือศูนย์กลางการปลูกยางพารามากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บนพื้นที่ 1,200,000 ไร่ มีเกษตรกรยึดอาชีพนี้ราว 50,000 ครอบครัว หรือ 200,000 คน ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรในจังหวัด ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจาก คุณเจตน์ เกตุจำนงค์ ประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ คนที่ 4 นับแต่ก่อตั้งจังหวัด ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล คิดแผนพัฒนาบึงกาฬอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้ต่อสู้กับปัญหายางพาราที่ปรับลดลง รวมทั้งแผนโครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมทั้งระบบอากาศไปจนถึงระบบราง โดยพร้อมผลักดันให้แผนทั้งหมดเกิดขึ้นจริงในอนาคต ประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ เผยถึงแผนการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราว่า การพัฒนาเริ่มตั้งแต่แผนก่อสร้างโรงงานแปรรูปยางพาราครบวงจร และโรงงานทำน้ำยางข้น รวมทั้งหมด 5 แห่ง ผลิตหมอน ที่นอน ยางแผ่นรมควัน ผลิตยางลูกขุน ฯลฯ ภายใต้งบประมาณ 243 ล้านบาท ตั้งอยู่ในอำเภอเซกา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในมีนาคม 2562 โครงการต่อมา คื
ทางการอินโดนีเซีย เผยตัวเลขเศรษฐกิจปีที่เเล้ว (2560) โตขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 5.1% จากเดิมอยู่ที่ 5.0% ในปี 2559 เเม้ธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง ด้านนักวิเคราะห์เตือนปีนี้ยังไม่น่าไว้วางใจ สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติของอินโดนีเซีย เปิดเผยตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2560 ระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) ขยายตัวที่ระดับ 5.1% เพิ่มขึ้น 0.1% จากสถิติของปี 2559 ที่อยู่ที่ระดับ 5.0% ขณะที่อัตราการเติบโตของจีดีพีเฉพาะไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 5.2% เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เดิมที่เคยประเมินไว้ที่ 5.1% ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 4.75% เหลือ 4.50% เมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเเละเสริมเสถียรภาพการเงิน สำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว รายงานของแคปิตอล อีคอนอมิกส์ ระบุว่า เป็นการขยายตัวที่ดีที่สุดในรอบ 4 ปี เนื่องจากการใช้จ่ายของภาครัฐ การบริโภคเเละการลงทุนของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยยอดส่งออกสุทธิที่ซบเซาได้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ เพราะราค
ช่วงนี้หันหน้าไปทางไหน มีแต่คนบ่นเรื่องแรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศของตนกันอย่างคึกคัก จนทำให้ผู้ประกอบการใหญ่ กลาง เล็ก โอดครวญกันเป็นทิวแถว สาเหตุคงอย่างที่ทราบๆ กันว่าเพราะอะไร? ทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้? แม้ภาครัฐจะออกมาแก้เกมอยู่บ้าง แต่คงจะไม่ทันเสียแล้ว เพราะแรงงานต่างด้าวพวกนี้คิดอย่างเดียวว่าขอกลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน รอให้พวกคุณเคลียร์เรื่องในประเทศให้เสร็จเสียก่อน ค่อยกลับมาว่ากันใหม่ ขณะที่ผู้ประกอบการของไทยเอง ส่วนหนึ่งก็อยากให้กลับ เพราะเขาคงไม่มีปัญญาจ่ายค่าปรับในราคาหลักแสนถึง 1 ล้านบาท แต่บางคนก็ไม่อยากให้กลับประเทศ เพราะการกลับประเทศของแรงงานต่างด้าว ไม่เพียงทำให้ธุรกิจของเขาเกิดความเสียหาย ยังจะเป็นการเติมความชอกช้ำในใจต่อการทำธุรกิจของเขาให้มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่และกลาง ที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเสียส่วนใหญ่ แต่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กอาจพอถูไถไปได้บ้าง แต่กระนั้น ต้องยอมรับความจริงว่าปัจจุบันคนไทยไม่ทำงานอะไรที่ใช้แรงงานอีกต่อไปแล้ว หนักไม่เอา เบาไม่สู้ ตรงนี้จึงเป็นช่องว่างที่ทำให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานทุกอย่างในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแบกหาม ข
นายสุทธิกร กิ่งแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังประสบสภาวะเศรษฐกิจ “ต้มกบ” ซึ่งภาวะเศรษฐกิจ “ต้มกบ” หรือภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศมีการเจริญเติบโตในระดับที่ต่ำ ประเทศไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศรอบข้าง โดยหนึ่งในปัญหาหลักของภาวะต้มกบ คือ การไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต (Productivity) ในระบบเศรษฐกิจได้ อีกทั้งคุณภาพของสินค้าและบริการของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เท่าที่ควร อันเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากความเหลื่อมล้ำทางโอกาสของประชากร ที่ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศยังขาดโอกาส โดยเฉพาะ 4 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ 1. การขาดโอกาสเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน ปัจจุบันการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินของประเทศไทย มีคนจำนวน 10% ถือครองที่ดิน 80% ของประเทศ ในขณะที่คนที่เหลืออีก 90% ถือครองที่ดินรวมกันเพียง 20% ของทั้งประเทศ 2. การขาดโอกาสการเข้าถึงเงินทุน ซึ่งสังเกตได้จากการที่เงินออมในระบบธนาคารยังกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มคนส่วนน้อย โดยจำนวนบัญชีธนาคารที่มีเงินฝากมากกว่าหนึ่งล้านบาท มีเพียงประมาณ
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ หันมาช่องทางการทำอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยเฉพาะการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงและความสุขให้กับครอบครัวได้อย่างยั่งยืนจริง อย่างนายกนกพล สายกี้เส้ง อายุ 54 ปี หรือช่างบน เจ้าของอู่ช่างซ่อมรถยนต์ ชาว ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา หันมาทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากอาชีพหลักคือการซ่อมรถยนต์ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากสวนเกษตรผสมผสานเดือนละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากพืชผลทางการเกษตรที่แตกหน่อออกผลและการเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่องทุกวันตลอดทั้งปี นายกนกพลกล่าวว่า เริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสานย่างเข้าสู่ปีที่ 5 ได้แบ่งที่ดิน 5 ไร่ ตามหลักปรัชญาเกษตรพอเพียงของในหลวง ร.9 ขุดบ่อเลี้ยงปลาขนาด กว้าง 36×70 เมตร เลี้ยงปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ปลาอีสก และใช้เป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงพืชผักในช่วงหน้าแล้ง บ่อเลี้ยงกบ 3 บ่อ จำนวนกบที่เลี้ยง 3,000 ตัว คอกเลี้ยงห
พลิกโฉมเศรษฐกิจ 9 เมืองชายแดน 4 ประเทศ เอกชนเมืองเชียงรายแนะทุนไทยปรับตัวรับอานิสงส์เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เผยจีนไล่ระเบิดเกาะแก่งแม่น้ำโขงรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ ขณะที่ “ลาว” ผุดท่าเรือเมืองมอม ห่างเชียงแสน 13 กิโลเมตร ผงาดเป็น 1 ใน 14 เมืองท่าขนาดใหญ่ พร้อมศูนย์การค้าครบวงจร น.ส.ผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แม่โขง เดลต้า ทราเวล เอเจนซี่ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา สปป.ลาว และมณฑลยูนนาน ประเทศจีน มีการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างการพัฒนาและความร่วมมือต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะเมืองชายแดนต่าง ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ มีการยกเลิกการใช้ท่าเรือในแม่น้ำโขงที่เมืองสบเหลย ประเทศเมียนมา ห่างจากชายแดนอำเภอเชียงแสนขึ้นไป 200 กิโลเมตร เพราะอยู่นอกเหนือข้อตกลงการเดินเรือพาณิชย์แม่น้ำโขงตอนบน 4 ชาติ ทั้ง ๆ ที่เป็นท่าเรือใหญ่และคึกคักที่สุดในแม่น้ำโขง มีเรือมากกว่า 700 ลำ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเดินเรือในแม่น้ำโขงจะไม่ซบเซา เพราะประเทศจีนยังคงโหมระเบิดเกาะแก่งหินในแม่น้ำโขงหลายจุดเพื่อรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ในอน
