แบรนด์ไทย
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางที่ดันให้ต้นทุนต่างๆ ดีดตัวสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงตามไปด้วยเช่นกัน แต่ในวิกฤตเรายังได้เห็นแบรนด์ต่างๆ ออกมาประกาศ “ตรึงราคาสินค้า” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้บริโภค แม้จะต้องแบกต้นทุนไว้เอง จะมีแบรนด์ไหนบ้างนั้น “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” รวบรวมมาให้แล้ว ศรีจันทร์ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายศรีจันทร์ (SRICHAND) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 76 ปี และ ศศิ (sasi) ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ขอใช้พื้นที่ตรงนี้นิดหนึ่งครับ ช่วงนี้ต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ขึ้นกันแทบทุกตัว ผมเข้าใจดีว่าทุกคนรู้สึกกังวลถึงเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่ศรีจันทร์ตัดสินใจคือ เราจะตรึงราคาสินค้าทุกตัวไว้ก่อนครับ ไม่ใช่เพราะต้นทุนเราไม่ขึ้นนะครับ ขึ้นเหมือนกัน แต่เรากำลังทำงานหนักร่วมกับผู้ผลิต Supplier และ Partner ทุกราย เพื่อหาทางบริหารจัดการต้นทุนให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับ Efficiency ภายใน การเจรจาเงื่อนไขใหม่ หรือหาวิธีที่สร้างสรรค์กว่าเดิม ในเวลานี้เราขอเลือกรับ
ในวันที่พ่อแม่ไม่ได้มองหาแค่ “เสื้อผ้าเด็ก” แต่กำลังมองหาความสบายใจ ความปลอดภัย และคุณค่าที่อยากส่งต่อให้ลูกตั้งแต่วันแรกของการเติบโต ตลาดเสื้อผ้าเด็กจึงเปลี่ยนจากสมรภูมิราคาไปสู่การแข่งขันด้านมาตรฐาน คุณภาพ และประสบการณ์ที่แบรนด์สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อ ไปจนถึงวันที่ลูกสวมใส่ พฤติกรรมของพ่อแม่ยุคใหม่สะท้อนชัดว่า “คุณภาพ” กลายเป็นปัจจัยแรกที่ถูกนำมาพิจารณา สอดรับกับเทรนด์ Premiumization โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ปกครอง Gen Y ที่พร้อมจ่ายมากขึ้น เพื่อแลกกับสินค้าที่มั่นใจได้ว่าดีที่สุดสำหรับลูกน้อย หนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้าเด็กไทยที่ก้าวขึ้นมาโดดเด่นอย่างชัดเจนท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น และสามารถตอบโจทย์พ่อแม่ยุคใหม่ที่มองหาเสื้อผ้าคุณภาพ ดีไซน์น่ารัก คือ “BabyLovett” (เบบี้โลเว็ต) แบรนด์ที่สร้างปรากฏการณ์คอลเลกชันลิมิเต็ดซึ่งขายหมดหลายพันชิ้นภายในไม่กี่นาที และยังครองแบรนด์อันดับ 1 ในหมวดเสื้อผ้าเด็กบนแพลตฟอร์มลาซาด้า จากแนวคิดการทำแบรนด์ที่ชัดเจน และการใช้ Storytelling เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความผูกพันกับคุณพ่อคุณแม่อย่างยั่งยืน BabyLovett แบรนด์เสื้อผ้าเด็กคุณภาพ ที่
การสร้างธุรกิจ อาจไม่ได้เริ่มจากความฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากการมองเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กๆ รอบตัว เช่นเดียวกับจุดเริ่มต้นของ แบรนด์คูก้า ที่หยิบผลผลิตทางการเกษตรอย่าง กล้วย มะม่วง และมะพร้าว มาเพิ่มมูลค่าเป็นลูกอม ด้วยกรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมง่ายๆ ในครัวเรือน ตั้งแต่การกวนในกระทะ รีดเป็นแผ่น ตัดเป็นชิ้น ไปจนถึงการห่อด้วยกระดาษแก้วอย่างประณีต ก่อนจะพัฒนาและต่อยอด จนกลายเป็นลูกอมในตำนานที่ครองใจผู้บริโภคมายาวนานกว่า 40 ปี ปัจจุบันมีกำลังการผลิตนับล้านเม็ดต่อวัน ด้วยเครื่องจักรทันสมัยในโรงงานมาตรฐานระดับสากลทุกขั้นตอน คุณฐณัตพล กาญจโนฬาร เติบโตมากับภาพของพ่อที่ทุ่มเทและตั้งใจสร้างธุรกิจนี้มาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่การพัฒนาสูตรไปจนถึงความใส่ใจทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต จนทำให้กิจการเล็กๆ ในครอบครัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้เข้ามาสานต่อกิจการในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท บุญฟู้ดส์ จำกัด เขาจึงมุ่งมั่นพัฒนาลูกอมคูก้าให้มีคุณภาพ ปลอดภัยและถูกใจผู้บริโภค ด้วยการพัฒนาสูตรต่างๆ รวมถึงการนำเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมาปรับใช้ในกรรมวิธีการผลิต เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้ผลิตลูกอมชั้นนำของประเทศไทย ที่ครองใ
จากอดีตพยาบาลที่เบนเข็มหันมาขายของออนไลน์ แต่เส้นทางที่ผ่านมานั้นกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ความคาดหวังจากครอบครัวที่อยากให้ทำงานข้าราชการ หรือวิกฤตที่ทำให้สินค้าขายไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และเลือกที่จะไม่แข่งกับใคร ในคอลัมน์ #MadeinThailand เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณอาย-ณัฐธิดา สิงห์โท เจ้าของ Sureeporn Cosmetics (สุรีย์พร คอสเมติกส์) เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่มี “แป้งพัฟและคุชชัน” เป็นสินค้าขายดี สร้างยอดขาย 1-2 แสนชิ้น ด้วยกลยุทธ์การทำคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ สร้างจุดยืนที่ชัดเจนคือ “ลูกค้าและสินค้า” จุดเริ่มต้น คุณอาย เล่าว่า เธอเกิดและโตที่จังหวัดอุดรธานี โดยเลือกเรียนสาธารณสุข ซึ่งคล้ายกับงานพยาบาลที่พ่ออยากให้ทำ ซึ่งระหว่างที่เรียนก็มีการขายของไปด้วย กระทั่งได้มาทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ก็ยังขายของอยู่บวกกับสร้างตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ชื่อว่า “มินิอาย ตันจัง” แต่ด้วยความที่คอนเทนต์ของเธอเป็นกระแส ทำให้พบกับอุปสรรคที่คาดไม่ถึง เพราะหัวหน้าบังเอิญไปเจอกับคลิปที่เป็นไวรัล เธอจึงโดนเรียกเข้าไปพบและให้เลื
Pantip.com คอมมูนิตี้อันดับ 1 ของไทย ผนึกกำลัง ShopSCAPE ผู้นำด้านเทคโนโลยี Enterprise E-Commerce เปิดตัวโครงการ“Pantip Mall” E-Marketplace แห่งใหม่เพื่อคนไทย ผลักดันแพลตฟอร์มซื้อ-ขายทันสมัย น่าเชื่อถือ เข้าใจในพฤติกรรมและวัฒนธรรมของคนไทยอย่างแท้จริง เปิดพื้นที่โอกาสให้กับสินค้าไทยที่มีคุณภาพ โดยโครงการ Pantip Mall ถือกำเนิดขึ้นจากความตระหนักร่วมกันถึงความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และความต้องการที่จะเห็นแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นจากความเข้าใจในพฤติกรรมและวัฒนธรรมของคนไทยอย่างแท้จริง Pantip.com ในฐานะพื้นที่กลางของสังคมไทยมากว่า 2 ทศวรรษ ได้เล็งเห็นถึงพลังของ Community ที่สามารถต่อยอดไปสู่การค้าขายที่เปี่ยมด้วยความน่าเชื่อถือ จึงได้ร่วมมือกับ ShopSCAPE ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี AI และระบบ E-Commerce ที่ทันสมัย เพื่อสร้างสรรค์แพลตฟอร์มที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ความตั้งใจหลักของโครงการนี้ คือการสร้างพื้นที่ที่เป็นธรรม และส่งเสริมธุรกิจไทยทุกขนาดให้สามารถเติบโตได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงแพลตฟอร์มจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว พร้อมผลักดันผู้ประกอบการคนตัวเล็ก และวิสาหกิจชุมชน
กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกโซเชียล เมื่อแบรนด์เครื่องหอมสัญชาติไทยอย่าง REUNROM (รื่นรมย์) ปรากฏอยู่ในภาพบนอินสตาแกรมส่วนตัวของ Maye Musk แม่ของ Elon Musk มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก ภาพดังกล่าว จุดกระแสความภาคภูมิใจให้กับคนไทยจำนวนมาก ที่ได้เห็นแบรนด์ไทยก้าวเข้าไปอยู่ในบ้านของคนดังระดับโลก REUNROM (รื่นรมย์) เป็นแบรนด์เครื่องหอมภายใต้เครือ KARMART บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดขายทะลุร้อยล้าน ล่าสุด เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสสัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ คุณแก๊ป–พงศ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล ผู้ก่อตั้ง KARMART ถึงแนวคิดเบื้องหลังการสร้างแบรนด์และการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ คุณแก๊ปเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “การอินทิเกรตของที่นิยมเข้ามาด้วยกัน ถ้านิยมทั้งสองอย่าง เราสามารถที่จะมาเป็น 2 in 1 ได้ไหม เพื่อที่แทนที่ลูกค้าจะเสียเงิน ต้องซื้ออันนี้ๆ เรามาจับรวมกันเลยแล้วเป็นสินค้าใหม่ขึ้นมา” หนึ่งในโปรดักต์ที่ปรากฏอยู่ในภาพของ Maye Musk คือ The Moon Perfume Collection ซึ่งถือเป็นไอเท็มไฮไลต์ของแบรนด์ โดยคุณแก๊ปเล่าถึงแนวคิดขอ
จากพนักงานพาร์ตไทม์ สู่เจ้าของแฟรนไชส์ 2,000 กว่าสาขาทั่วประเทศ! เรื่องราวของ คุณสมชาย เจริญทั้งเอกวงศ์ หนุ่มลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ที่นำประสบการณ์การทำงานในร้านชานมไข่มุกไต้หวัน มาต่อยอดจนกลายเป็นแบรนด์ CHAKAIMUK.COM (ชาไข่มุกดอทคอม) ที่เติบโตโดดเด่นท่ามกลางตลาดเครื่องดื่มที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด พร้อมกับเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสร้างอาชีพ สามารถเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ ในงบไม่ถึงหลักหมื่น จุดเริ่มต้น ปั้นแบรนด์ชาไข่มุก คุณสมชาย เล่าให้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ฟังว่า เขาเคยทำงานพาร์ตไทม์ในร้านชานมเจ้าดังอย่าง โคอิเตะ (KOI Thé) ในระหว่างเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยอยู่ที่ไต้หวัน จนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำชาไข่มุก ก่อนนำความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาต่อยอด สร้างแบรนด์ชานมไข่มุกหลังเรียนจบ เพราะมองเห็นโอกาส ณ ตอนนั้น ในไทยยังไม่ค่อยมีร้านชานมไข่มุกเหมือนที่ไต้หวันเท่าไหร่ โดยก่อตั้ง บริษัท ทีอีเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ขึ้นในปี 2012 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นเพียง 1 ล้านบาท ผลิตและจำหน่ายใบชา พร้อมพัฒนาแฟรนไชส์ชื่อ “Chamichi (ชามิจิ)” ขึ้นมา เป็นแบรนด์แรก ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถขยายสาขา
ในยุคที่ตลาดเดิมเริ่มอิ่มตัว ทำให้ช่วงปีที่ผ่านมาได้เห็นถึงการที่แบรนด์ไทยชั้นนำหลายแบรนด์ต่างพากันเปิดแบรนด์ใหม่ โดยการดึงจุดแข็งที่มีอยู่มาแตกไลน์สินค้าและบริการที่แตกต่างจากธุรกิจเดิมอย่างสิ้นเชิง เริ่มต้นกันที่ “กาแฟพันธุ์ไทย” ที่ได้มองเห็นโอกาสในตลาดสตรีตฟู้ดที่มีมูลค่ามหาศาล จึงได้มีการเปิดธุรกิจใหม่ ส่ง “ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย” ลงสนาม โดยผสานเมนูเครื่องดื่มกับก๋วยเตี๋ยวเรือไว้ในร้านเดียวกัน มาในราคาที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้น 45 บาท สาขาแรกอยู่ที่ รังสิต คลอง 3 ตามมาด้วย “JIAN CHA (เจี้ยนชา)” แบรนด์ชาผลไม้พรีเมียม ที่กระโดดข้ามสายพันธุ์จากธุรกิจเครื่องดื่ม สู่ธุรกิจ Wellness ชื่อว่า “JAI CHAN SPA (ใจฉันสปา)” มาในรูปแบบร้านสปาพร้อมนวดไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ Longevity Brain ให้สมองได้พักผ่อน ผ่านเสียง สัมผัส กลิ่น และจังหวะการบริการ มาต่อกันที่ฝั่งอาณาจักร iBerry Group ของ ‘คุณปลา อัจฉรา’ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการไม่หยุดนิ่ง ล่าสุดได้ส่ง “GAPPLE (แก๊ปเปิ้ล)” ธุรกิจเครื่องดื่มสมูทตี้พรีเมียม ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ 100% ภายใต้สโลแกน “Gapple Up Your Day” ส่วนยักษ์ใหญ่อย่าง S&P (เอสแอน
“เมนูทานง่าย แต่ไม่ธรรมดา” สะท้อนความเป็น “หลุยส์วาณิชย์” ร้านอาหารชื่อดังย่านบรรทัดทองได้เป็นอย่างดี แม้จะเปิดมา 2 ปีกว่า แต่หลุยส์วาณิชย์สามารถครองใจลูกค้าได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่แวะเวียนมาชิมเมนูสตรีตฟู้ดหลากหลาย จนเรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จ ถึงปัจจุบันหลุยส์วาณิชย์เติบโตขึ้นอีกขั้น เมื่อผู้บริหารเจนใหม่ พาร้านตึกแถวไปเปิดสาขาในพารากอน พร้อมยกระดับความพรีเมียมทั้งวัตถุดิบ การบริการ และบรรยากาศยุค 90 ที่มากไปด้วยเสน่ห์ ในคอลัมน์ Young Entrepreneur “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ขอพาไปพูดคุยกับ แจม-ภัณฑิรา ลีฬกาญจนากุล หนึ่งในผู้บริหารวัย 29 ปี ถึงจุดเริ่มต้น และกลยุทธ์ปั้นหลุยส์วาณิชย์เติบโต จุดเริ่มต้นหลุยส์วาณิชย์ แจม เริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง ถึงการปั้นหลุยส์วาณิชย์ เธอและหุ้นส่วนอีก 2 คน เข้าไปเปิดร้านในบรรทัดทองก่อนจะมีกระแสนิยม เพราะอาศัยอยู่ที่นั่น ทำให้เห็นว่าจะเป็นทำเลทองในอนาคต และพอได้เข้าไปเปิดจริงๆ ก็กลายเป็นร้านที่ติดตลาดและเป็นที่จดจำของลูกค้า ซึ่งหลุยส์วาณิชย์ ไม่ใช่ธุรกิจแรกของแจม ก่อนหน้านี้ เธอเปิดร้านอาหารเกาหลีออนไลน์ และขยายสู่หน้าร้านที่สยาม จากนั
ความน่ารักของ “โมเน่กับโซล” ยังตกพี่ๆ ได้อยู่หมัด ล่าสุดกับปรากฏการณ์ สร้างยอดขาย 1 ล้านบาท ใน 5 นาที จากการไลฟ์ขาย “ไทยดม” แบรนด์ยาดมสมุนไพรสัญชาติไทย ที่ใช้เวลาพัฒนาสูตรและคุณภาพนานกว่า 1 ปี ของ พีท-กันตพร หาญพาณิชย์ ทายาทโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ กับ แก้มบุ๋ม-ปรียาดา สิทธาไชย ที่หลงรักแฝดทั้งสอง จนยกให้เป็น Friends Of Thaidom ก่อนหน้านี้ พีท เคยโพสต์ใบ้การเปิดตัว Friends Of Thaidom ไว้ในเฟซบุ๊ก ซึ่งอธิบายรายละเอียดไว้ว่า “และแล้วไทยดมก็มีผลิตภัณฑ์ตัวพิเศษออกมาจนได้ ครั้งแรกกับการร่วมมือกับ Thai Artist ในการดีไซน์ตัวบรรจุภัณฑ์ใหม่ และเพื่อที่จะได้เข้ากับการเปิดตัว Friends Of Thaidom ของเรา ขอเปิดตัวให้เห็นตัว Limited ของเราในวันที่ 15 ธ.ค. 68 และจำหน่ายครั้งแรกใน Live ซึ่งเป็น Online Exclusive เท่านั้นใน TikTok ช่อง Kambum_live วันที่ 18 ธ.ค. 68 นี้” และในวันต่อมา ก็ได้เฉลยว่า โมเน่กับโซล คือ Friends Of Thaidom ทำให้เหล่าแฟนคลับที่หลงรักแฝดทั้งสอง รอคอยการไลฟ์ในครั้งนี้ กระทั่งเมื่อวาน (18 ธ.ค. 68) โมเน่กับโซล ได้ไปร่วมไลฟ์ขายไทยดมกับ แก้มบุ๋มและพีท โดยสามารถทำยอดขายได้ 3 แสนบาทใน 1 นาที
