จากอดีตพยาบาลที่เบนเข็มหันมาขายของออนไลน์ แต่เส้นทางที่ผ่านมานั้นกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ความคาดหวังจากครอบครัวที่อยากให้ทำงานข้าราชการ หรือวิกฤตที่ทำให้สินค้าขายไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และเลือกที่จะไม่แข่งกับใคร
ในคอลัมน์ #MadeinThailand เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณอาย-ณัฐธิดา สิงห์โท เจ้าของ Sureeporn Cosmetics (สุรีย์พร คอสเมติกส์) เครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่มี “แป้งพัฟและคุชชัน” เป็นสินค้าขายดี สร้างยอดขาย 1-2 แสนชิ้น ด้วยกลยุทธ์การทำคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ สร้างจุดยืนที่ชัดเจนคือ “ลูกค้าและสินค้า”

จุดเริ่มต้น
คุณอาย เล่าว่า เธอเกิดและโตที่จังหวัดอุดรธานี โดยเลือกเรียนสาธารณสุข ซึ่งคล้ายกับงานพยาบาลที่พ่ออยากให้ทำ ซึ่งระหว่างที่เรียนก็มีการขายของไปด้วย กระทั่งได้มาทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ก็ยังขายของอยู่บวกกับสร้างตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ชื่อว่า “มินิอาย ตันจัง”
แต่ด้วยความที่คอนเทนต์ของเธอเป็นกระแส ทำให้พบกับอุปสรรคที่คาดไม่ถึง เพราะหัวหน้าบังเอิญไปเจอกับคลิปที่เป็นไวรัล เธอจึงโดนเรียกเข้าไปพบและให้เลือกระหว่าง “หยุดทำคลิปแล้วตั้งใจทำงาน” หรือ “ลาออกไปทำคลิปขายของ”
“ตอนนั้นเรากลัวพ่อแม่เราผิดหวังมาก เพราะเขาคาดหวังว่าการทำงานข้าราชการนั้นเป็นที่สุดของชีวิตแล้ว”
เธอจึงตัดสินใจพรินต์ Statement ยอดขายทั้งหมดที่ได้จากการขายของ ให้กับพ่อแม่ดู ว่ารายได้จากการขายของต่อเดือน มากกว่างานประจำที่ทำหลายเท่า เพราะตอนที่ทำพยาบาลนั้นเงินเดือนเริ่มต้น 9,000 บาท
“ตอนแรกพ่อแม่ก็ยังไม่ยอม เราเลยขอโอกาส 1 ปี ถ้าลาออกมาลองทำแล้วไม่สำเร็จ จะกลับไปทำงานข้าราชการตามที่พ่อแม่ต้องการ”
เธอจึงไปลาออกกับหัวหน้างานทันที และก่อตั้งแบรนด์ “สุรีย์พร” ขึ้น ซึ่งเธอเล่าต่อว่า ชื่อแบรนด์นี้ได้มาจากชื่อคุณแม่ ที่ตั้งใจใช้เพื่อความสิริมงคล แต่ภาพจำแรกๆ คนจะมองว่าเป็นแบรนด์โบราณบ้าง บ้านนอกบ้าง แต่เธอก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะพาแบรนด์นี้เติบโตไปให้ไกล เพื่อลบคำสบประมาทและสู้เพื่อให้เลี้ยงครอบครัวได้
“เงินลงทุนก้อนแรกได้มาจากการแต่งงาน ที่ตอนนั้นหลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วเหลือประมาณ 200,000 บาท แบ่งกับสามีคนละ 100,000 บาท เราก็นำไปลงทุนกับแบรนด์สกินแคร์ ประมาณ 40,000 บาท ทำสินค้าอย่างละ 100 ชิ้น”
หากย้อนไปประมาณ 10 ปีที่แล้ว เทรนด์ ณ ตอนนั้นจะมีสินค้าจำพวก สบู่ไข่ มาส์กสีฟ้า และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเรียกได้ว่าขายดีมากๆ แต่เธอคิดว่ายังไปต่อได้อีก
ซึ่งตอนนั้นมีความฝันว่าอยากจะเป็น “บิ้วตี้บล็อกเกอร์” จึงเริ่มสร้างแบรนด์เครื่องสำอางขึ้น โดยสินค้าตัวแรกคือ “ลิปลอกสุรีย์พร” พอสินค้าเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น เธอจึงได้มีการออกโปรดักต์ใหม่คือ “ลิปแมตต์สุรีย์พร” ที่ขายดีถล่มทลาย ยอดขายหลักแสนชิ้น
และสินค้าที่ถือว่าเป็น Hero Product ขายมาอย่างยาวนาน นั่นคือ “แป้งพัฟสุรีย์พร” เมื่อสินค้าเริ่มขายดีแต่กลับเจอปัญหาอีกครั้ง
เมื่อเจอกับวิกฤตโควิด-19 ที่คนไม่ออกจากบ้าน ไม่แต่งหน้า เน้นซื้อของกินของใช้ บวกกับขณะนั้นสุรีย์พรเป็นแบรนด์ที่ขายผ่านระบบ “ตัวแทนจำหน่าย” ทำให้ไม่มียอดสั่งซื้อ
เธอเล่าว่า “ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงดี พนักงานก็รอเงินเดือนจากเรา เลยตัดสินใจบอกแฟนว่าเรามาไลฟ์ขายของกันเถอะ”
โดยสิ่งที่ขายตอนนั้นไม่ใช่สกินแคร์หรือคอสเมติก แต่เธอเลือกที่จะนำของกินมาไลฟ์ขาย เพื่อให้ได้ค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ กำไร 5-10 บาท เพื่อนำมาจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานและเพื่อความอยู่รอด
เมื่อคนดูเริ่มเยอะขึ้น ทำให้เธอลองนำสินค้าแบรนด์ของตัวเองมาไลฟ์ขาย ปรากฏว่าสินค้าขายดี แต่กลับโดนฝั่งตัวแทนจำหน่ายทักมาต่อว่า จากเหตุการณ์นี้เธอจึงได้ยกเลิกระบบตัวแทนจำหน่าย และหันมาขายเองทั้งหมด
จุดพีกสุด ไวรัลชั่วข้ามคืน
ในปี 2566 คนเริ่มรู้จักมากขึ้น เริ่มเปิดใจซื้อสินค้าและมีการบอกต่อ แต่จุดที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ คือตอนที่ “พิมรี่พาย” นำไปไลฟ์ แต่จุดนี้คนรู้จักแบรนด์ในทางลบ
เธอเล่าว่า ตอนนั้นที่เห็นไลฟ์ก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น จึงตัดสินใจออกมาเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ว่าตอนนั้นที่คุณพิมรี่พายทำแบบนั้นเพราะเป็นข้อผิดพลาดของทีมงาน ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ทำให้แบรนด์มีคนรู้จักเพิ่มขึ้น
“เราไม่ได้มีความรู้เรื่องการตลาด ทุกอย่างที่ทำล้วนมาจาก 0 เริ่มด้วยตัวเองทำอยู่ที่บ้านกับแฟน กับครอบครัว ถ้ามองว่าตอนนี้เราโตแค่ไหน ก็คิดว่ายังไม่โต เราต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ”
ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต เธอมองว่ามันคือโอกาส “ถ้าวันนี้ทำได้ดี วันหน้าลองเพิ่มเป้าหมายเพิ่มมานิดหนึ่ง ซึ่งถ้าวันนี้ทำดีวันหน้าต้องทำดีกว่าเดิมแน่นอน”
จุดยืนคือ “ลูกค้าและสินค้า”
“เราทำคลิปทุกวัน ทำให้มากที่สุด ถ้าว่างจากการทำคลิป ก็จะไปไลฟ์ขายของ เรียกได้ว่าทำแบบนี้วนไปซ้ำๆ”
จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึง ช่องติ๊กต็อกของสุรีย์พรได้รับเครื่องหมายว่า “ตัวเลือกจากติ๊กต็อก” นั่นหมายความว่าแบรนด์กำลังจะเติบโตไปอีกขั้น ซึ่งต่อมาก็ได้การันตีจาก TikTok Shopmall
สิ่งสำคัญคือ “ความจริงใจ”
เคล็ดลับของแบรนด์คือ สินค้า ลูกค้า ช่องทางการขาย การสื่อสาร โดยจากการไลฟ์ ทำการคลิปของเธอนั้น หลังจากผ่านวิกฤตโควิด-19 มา แบรนด์เริ่มโตขึ้นมากว่า 145%
“เราพยายามฟังเสียงจากลูกค้าว่าเขาอยากได้อะไร คาดหวังอะไร เพราะเมื่อมีคนไว้ใจและเชื่อถือในสินค้าตัวแรก เมื่อออกสินค้าตัวถัดไป เขาก็จะมั่นใจที่จะซื้อ เพราะฉะนั้น เวลาจะทำอะไรเราจะค่อยๆ ทำ เพื่อให้คุ้มค่ากับการรอ”
“เราไลฟ์เอง ทำคลิปเอง เป็นเพื่อนกับลูกค้า สิ่งสำคัญมีอยู่ 3 อย่าง หนึ่ง สินค้า สอง ลูกค้า สาม สื่อที่จะไปถึงลูกค้า สุรีพรย์ขายสินค้าแค่ 2 ตัว แต่มีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำมากกว่าลูกค้าใหม่ เพราะของดีไม่จำเป็นต้องแพง”
เธอมองว่า โอกาสในการเติบโตของตลาดบิวตี้ในไทยยังไปได้อีก ซึ่งผู้หญิงไทยมีจำนวน 40 ล้านคน ถ้าสามารถทำให้ครึ่งหนึ่งเป็นลูกค้าได้ก็คือว่าสำเร็จแล้ว โดยปัจจุบันทางแบรนด์สุรีย์พรขายได้ 6-7 ล้านตลับ ซึ่งเป็น “แป้งพัฟและคุชชัน” ประมาณ 1-2 แสนชิ้น และเป็นลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำประมาณ 52%
“เราอยากให้สุรีพรย์เป็นแบรนด์ที่ผู้หญิงไทยใช้แล้วมั่นใจในทุกๆ วัน และเราเลือกที่จะแข่งกับตัวเอง คิดว่าจะทำยังไงให้ดีที่สุด ทำให้ดีกว่าเมื่อวาน ไม่เคยเอาตัวเองไปวัด หรือไปเปรียบเทียบกับใคร”
จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผลประกอบการ บริษัท สุรีย์พร คอสเมติกส์ จำกัด เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา รายได้รวม 260 ล้านบาท กำไร 2.21 ล้านบาท
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 10 ธ.ค. 2568
