แบรนด์ไทย
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) กระทรวงอุตสาหกรรม เผยผลสำเร็จกิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย ปั้น 25 ผู้ประกอบการด้านความงาม ยกระดับอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทยสู่ตลาดโลก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินการตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการสนับสนุนพลัง Soft Power ของประเทศไทย โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ในอุตสาหกรรมแฟชั่น สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ทักษะ คำปรึกษาแนะนำ การวิเคราะห์ทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อยกระดับและสร้างการรับรู้ พร้อมผลักดันให้เกิด Hero Brand นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงาม เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เดินหน้าผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามเกิดเป็น Soft Power ของไทย สร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ ดึงดูดใจ และยกระดับแบรนด์ไทยให้เต
วันที่ 19 กันยายน 2568 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) กระทรวงอุตสาหกรรม เผยผลสำเร็จกิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย ปั้น 25 ผู้ประกอบการด้านความงาม ยกระดับอัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทยสู่ตลาดโลก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินการตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการสนับสนุนพลัง Soft Power ของประเทศไทย โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการสร้างภาพลักษณ์ในอุตสาหกรรมแฟชั่น สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ทักษะ คำปรึกษาแนะนำ การวิเคราะห์ทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อยกระดับและสร้างการรับรู้ พร้อมผลักดันให้เกิด Hero Brand นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงาม เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เดินหน้าผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามเกิดเป็น Soft Power ของไทย สร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ ดึงดูดใจ
กระแส T-Beauty หรือผลิตภัณฑ์ความงามแบรนด์ไทย กำลังเป็นดาวรุ่งที่เติบโตอย่างร้อนแรง และถูกจับตามองว่าจะขึ้นแท่นซอฟต์พาวเวอร์ใหม่ที่พร้อมก้าวสู่เวทีสากล ด้วยมูลค่าตลาดสูงถึงกว่า 2.58 แสนล้านบาท โดยพบว่า ราวครึ่งหนึ่งของหญิงไทย (47.1%) เลือกซื้อสินค้าความงามผ่านช่องทางออนไลน์ และกว่า 70% กลับมาซื้อซ้ำ สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดความงามออนไลน์ที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก การขยายตัวของตลาดส่งผลให้การแข่งขันทวีความดุเดือดไม่แพ้กัน และบนสังเวียนนี้เองที่แบรนด์ไทยอย่าง JOURNAL ได้พิสูจน์ความสำเร็จ ก้าวขึ้นเป็นแถวหน้าของวงการบิวตี้ไทย โดยมีหัวใจสำคัญคือการเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง ผสานกับกลยุทธ์ออนไลน์ที่ใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ เพื่อเสริมแกร่งและยกระดับการตลาดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในสมรภูมิ “เรดโอเชียน” แห่งตลาดความงาม การได้เป็นหัวแถวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แบรนด์บิวตี้อย่าง JOURNAL ที่แม้เพิ่งก่อตั้งได้เพียง 7 ปี แต่กลายเป็นดาวรุ่งที่สร้างความแตกต่างด้วยแนวคิด ‘Scent with Story’ เล่าเรื่องราวผ่านกลิ่นหอมที่หยิบแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทย มาผสมผสานกับประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์อย่างลงต
จากกระแสความนิยม “ชาชีส” ของคนไทย ทำให้มีหลายแบรนด์กระโดดลงมาแข่งขันในสนามนี้ แต่หนึ่งในแบรนด์ที่โดดเด่น เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ก็คือ “Nose Tea” หรือ ชาจมูกเขียว ธุรกิจที่ก่อตั้งโดย คุณกฤต–ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ และ คุณไผ่–กชณิชา ฐิติชนาโชติ เริ่มต้นจากความชอบ ก่อนหน้านี้ คุณไผ่เคยทำธุรกิจขายเสื้อผ้าแฟชั่นทำให้เธอต้องบินไปต่างประเทศอยู่บ่อยๆ เพื่อดีลโรงงานผลิต ประกอบกับเป็นคนชอบหาของอร่อยๆ ทาน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชานมและชาผลไม้ที่หลงใหลในรสชาติ แต่เมื่อกลับมาเมืองไทยกลับหารสชาติในแบบที่ชอบไม่ได้ และจากการสำรวจตลาดในประเทศไทยและต่างประเทศ พบว่า มีโอกาสและช่องว่างในการพัฒนาธุรกิจเครื่องดื่มชาผลไม้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอและคุณกฤตหันไปเรียนชงชา และนำมาพัฒนาจนได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ จนเกิดเป็นแบรนด์ Nose Tea เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 โดยมีโลโก้ จมูกเขียว สุดโดดเด่น มองแวบแรกก็ชวนให้สงสัยและยังสร้างความน่าจดจำ ซึ่งนำโลโก้มาจากผลิตภัณฑ์ลอกสิวเสี้ยน Lively Nose ของแบรนด์ Nakiz อีกธุรกิจของคุณไผ่ อัดแน่นคุณภาพ และความคุ้มค่า โปรดักต์หลักของ
รู้หรือไม่ แบรนด์แป้งพัฟสัญชาติไทย อย่าง ‘เจ้านาง’ มียอดขายสูงถึง 1 ล้านตลับต่อปี เป็นแบรนด์ร้อยล้าน ที่ตั้งเป้าเติบโต 600 ล้านบาท ในปี 2568 เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เริ่มต้นมาจากนักศึกษาวัยเพียง 22 ปี ‘คุณจัง–ธัญญ์ฐิตา ทรัพยศิรินารากุล’ ผู้มีความตั้งใจแน่วแน่ ‘อยากสร้างรายได้เพื่อดูแลคนในครอบครัวให้มีชีวิตที่ดีขึ้น’ เธอจึงเริ่มต้นหารายได้ ทำงานพาร์ตไทม์ เก็บเงินสะสมทีละเล็กละน้อย ก่อนนำเงินก้อนแรกมาต่อยอดทำแบรนด์ ‘เจ้านาง’ แป้งพัฟที่อยากแก้ Pain Point หน้าหยือหน้าหยา ปัญหาเรื่องผิวให้ผู้หญิงไทยและผู้ใช้ทุกคนสวยขึ้นและแตกต่างตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ เงินก้อนแรก ลงทุนปั้นแบรนด์ ซีอีโอแบรนด์เจ้านาง เล่าให้ฟังว่า เธอเก็บเงินได้ก้อนใหญ่ จากการขยันทำงานตั้งแต่เรียน ม.4 ทั้งพาร์ตไทม์หลายต่อหลายงาน ไม่ยอมแม้แต่ซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่ใส่ หรือซื้อของที่อยากได้ เพราะอยากเก็บเงินไว้พัฒนาตัวเอง “เรารู้สึกว่า อย่างน้อยๆ ต้องมีเงินเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ พ่อแม่เราเหนื่อยแล้ว ในมุมมองเรา คิดว่าเป็นลูกที่ไม่ดี เวลาอยากได้อะไรแล้วต้องไปขอเงินพ่อแม่” เธอนำเงินเก็บที่สะสมมาเริ่ม
การสร้างยอดขายทะลุ 1,600 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมาของ “ศรีจันทร์” แบรนด์แป้งม่วงในตำนาน ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่เป็นแบรนด์ไทยที่อยู่มานานกว่า 76 ปี แต่ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการเดินหมากอย่างมีกลยุทธ์ในทุกก้าว และมีเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ว่าวันหนึ่งจะต้องเป็น “แบรนด์ไทยระดับสากลที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย” โดย คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด ได้สรุป 4 ความสำเร็จของแบรนด์นับตั้งแต่ ปี 2021-2025 ไว้ดังนี้ 1. แข็งแกร่งในทุกประเภทผลิตภัณฑ์ 2. ออกแบรนด์ “ศศิ” จับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ 3. เติบโตระดับ Double Digit ทุกปี และแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ได้สำเร็จ 4. ขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติ ตลาดลาวและญี่ปุ่น ศรีจันทร์มีการขยายตลาดสู่ สปป.ลาว โดยมีการเติบโตเฉลี่ยต่อปี ตั้งแต่ 2021-2024 อยู่ที่ 112.5% ต่อปี สินค้าที่ได้รับความนิยมอยู่ในหมวดสกินแคร์ เช่น Moisture Burst Series, Sunscreen แป้งฝุ่นและรองพื้น โดยสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านการสนับสนุนกิจกรรม เช่น สนับสนุนการประกวด Miss Universe Laos ในปี 2022-2024 การจัดงานและสนับสนุน Laos Fashion Week 2024
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า มีการจัดงานแสดงสินค้าท็อป ไทย แบรนด์ คุนหมิง (Top Thai Brands Kunming) ปี 2025 ที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการนานาชาติคุนหมิง เตียนฉือ ในเมืองคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ระหว่างวันที่ 19-24 มิ.ย. เพื่อส่งเสริมสินค้าไทยสู่ตลาดจีน โดยมีบริษัทผู้ประกอบการ 73 แห่ง ซึ่งแบ่งเป็นบริษัทผู้ประกอบการไทย 61 แห่ง และบริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าไทย 12 แห่ง เข้าร่วมนำเสนอสินค้าหลากหลายรายการ ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม เสื้อผ้าและเครื่องประดับ เครื่องเรือนและของตกแต่งบ้าน คุณพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า งานนี้นำพาบริษัทผู้ประกอบการชั้นนำเจ้าของแบรนด์ไทยอันเป็นที่รู้จักดี รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เจ้าของแบรนด์ที่มีศักยภาพ พบปะกับกลุ่มผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายสินค้าไทยในจีนเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ อนึ่ง ปริมาณการค้าระหว่างไทยกับมณฑลอวิ๋นหนาน ช่วงเดือนมกราคม-เมษายน รวมอยู่ที่ 3.41 พันล้านหยวน (ราว 1.56 หมื่นล้านบาท) โดยการส่งออกจากไทยสู่อวิ๋นหนาน
แบรนด์ ‘Merge’ ถือเป็นแบรนด์แฟชั่นของคนไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยก่อตั้งขึ้นจาก 2 พาร์ตเนอร์ คุณกลด-อธิศ ทิพย์ชัยเชษฐา และ คุณพรปวีณ์ ด่านมิ่งเย็นวงศ์ เมื่อปี 2563 เริ่มต้นด้วยการขาย ‘กางเกงยีนส์’ ที่ผลิตมาเพื่อแก้ปัญหาของผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าจะรูปร่างแบบไหน อกเล็ก หรือสะโพกใหญ่ ก็สามารถใส่กางเกงยีนส์ได้อย่างมั่นใจ โดยผ่านการพัฒนาแพตเทิร์นมามากกว่า 10 ครั้ง จนกลายเป็นกางเกงยีนส์คุณภาพที่มีให้เลือกถึง 10 ไซซ์ จากนั้นได้มีการออกกางเกงอีกหลายคอลเล็กชัน ซึ่งมีดีไซน์โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ ‘Merge’ ยังผลิตสินค้าแฟชั่นวางจำหน่ายหลากหลาย ทั้ง เสื้อ เดรส กระโปรง แอกเซสซอรี เช่น กิ๊บ เข็มขัด และที่ได้รับความนิยมสุดๆ คือ กระเป๋า โดยออกรุ่นแรกๆ Merge A-Day Bag กระเป๋า Tote ผลิตจากผ้าทอเทคนิค Flyknit เนื้อหนาพิเศษ น้ำหนักเบาแต่ทนทาน ในราคา 2,590 บาท จากนั้นก็ตามมาอีกหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Merge A Day Bag Brown Dart ผลิตจากผ้า Flyknit สี Light Beige เกรดพิเศษ ตัดกับหนังวีแกนสีน้ำตาล ในราคา 2,790 บาท หรือจะรุ่นต้อนรับวันวาเลนไทน์ อย่าง MERGE A DAY BAG X SUPE
ถ้าพูดถึงแบรนด์ไทยที่มาแรงสุดๆ ในตอนนี้ คงจะเป็น Love Potion (เลิฟโพชั่น) ธุรกิจที่เริ่มจากความตั้งใจของ ซ้อก้าด-ณัฐชยานันท์ สุขวัฒนาพร ปัจจุบันอายุ 27 ปี มีผู้ติดตามใน TikTok กว่า 11.8 ล้านคน และ ซุง-ศตาวิน นาคทองเพชร ที่มีผู้ติดตามใน TikTok กว่า 7.8 ล้านคน จุดเริ่มต้นแบรนด์มาจากการที่ซ้อก้าดต้องการหารายได้จุนเจือครอบครัว จึงทำให้เธอผลิตสบู่ Grape Soap ภายใต้ชื่อแบรนด์ Love Potion (เลิฟโพชั่น) ก่อนจะค่อยๆ เติบโตกลายเป็นแบรนด์ที่มีจักรวาลเป็นของตัวเอง มีสมาชิกใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และผลิตสินค้าได้ตรงใจผู้บริโภคทุกเพศทุกกวัย หนึ่งในจุดเด่นของแบรนด์เลิฟ คือการตลาดแบบ Storytelling ที่จะชูตัวเจ้าของแบรนด์ ถ่ายทอดความจริงใจ ความสนุก ในสไตล์ที่เข้าถึงง่าย ทำให้คนดูเกิดความรู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ โดยก่อนหน้านี้ Love Potion มักจะไม่ได้ใช้พรีเซนเตอร์ในการโปรโมตสินค้า แต่จะใช้ตัวเองในการรีวิว การบอกต่อ การทำคอนเทนต์เอง ขายเอง จนกระทั่งได้เจอกับ “พี่กร คนขายไม้กวาด” และได้ทำคอนเทนต์ร่วมกันจนมีคนดูทะลุ 42 ล้านวิว อีกทั้งยังมีการดึงพี่กรมาเป็นพรีเซนเตอร์น้ำหอม และต่อยอดให้ครอบค
หากพูดถึงธุรกิจ ‘ร้านแว่นตา’ ที่อยู่คู่กับเมืองไทยมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือ ‘แว่นท็อปเจริญ’ ที่เปิดให้บริการ 2,000 กว่าสาขา แต่น้อยครั้งที่เราจะเห็นคนเข้าใช้บริการ ทำให้เกิดคำถามมากมาย ว่าแบรนด์นี้สามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้อย่างไร ท่ามกลางสมรภูมิร้านแว่นเกิดใหม่มากมาย วันนี้ ‘เส้นทางเศรษฐีออนไลน์’ จะพาไปพูดคุยกับ นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ผู้สืบทอด ‘เจริญการแว่น’ สู่ ‘แว่นท็อปเจริญ’ นพศักดิ์ เล่าว่า พ่อของเขาทำแว่นตา มาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 หากนับถึงปัจจุบันคือ 78 ปี ส่วนตนเองทางบ้านตั้งใจอยากให้เรียนหมอ เพราะเป็นเด็กเรียนเก่ง ได้ที่ 1 ของโรงเรียน แต่กลับต้องหยุดความตั้งใจนั้นไว้ เมื่อพ่อและแม่เสียชีวิต “ผมกลายเป็นลูกกำพร้า ต้องออกจากโรงเรียนมาทำธุรกิจแว่นตา แต่ตอนเรียนคุณพ่อเคยบอกไว้ว่า ถ้าไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่เป็นไร จะทำธุรกิจอะไร ทำแว่นตาดีสุด แว่นตามงานสบาย กำไรเยอะ อย่าไปทำอย่างอื่น ผมก็จำฝังหัว ถ้าจะอดตาย ก็ทำแว่น” นับจากนั้น นพศักดิ์ จึงเข้ามารับช่วงต่อ ณ ตอนนั้นเขามีอายุประมาณ 16 ปี เรียนจบแค่ชั้น ม.3 เขาเล่าว่า ชื่อเดิมสมัยพ่อ คือ ‘เจริญการแว่น’ พร้อมหน่วยรถเร่ขายแว่นตาทั่วประ
