เครื่องสำอาง
ถ้าคุณเป็นสายสกินแคร์จะต้องรู้จักแบรนด์นี้อย่างแน่นอน “Banobagi” แบรนด์ที่ถูกบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดียแบบออร์แกนิกและกลายเป็นไวรัล คนแห่ไปซื้อตามจนสินค้าหมดสต๊อก หลายคนอาจเข้าใจว่าแบรนด์นี้เป็นของคนไทยด้วยซ้ำ แต่จริงๆ แล้ว Banobagi คือแบรนด์มาส์กในโรงพยาบาลเกาหลีที่บริษัทคนไทยไปดีลมาจำหน่ายในไทย แล้วสร้างปรากฏการณ์มาส์กที่คนเรียกว่า “มาส์กกู้ผิว” ต้องอธิบายเริ่มต้นก่อนว่า Banobagi ถูกจุดกระแสโดย บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด (Beyond Beauty Trade) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงามจากต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้บียอนด์ บิวตี้ เทรด ดูแลแบรนด์ อาทิ SKINDOM ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า, ME-IN ผลิตภัณฑ์ความงามและบำรุงผิว, SCINIC แบรนด์สกินแคร์จากเกาหลี, 14TH JULY ผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม แต่ปัจจุบันเหลือเพียง Banobagi เพียงอย่างเดียว คุณมีน – ยศพร สุวรรณวิเชียร กรรมการผู้บริหาร บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด (Beyond Beauty Trade) เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เธอคืออดีตสาวแบงก์ที่พอลาออกมาก็เดินทางไปเที่ยวเกาหลีบ่อยครั้ง แล้วสังเกตว่าเทคโนโลยีความงามของประเทศนี้ไปไกลมาก จึงเริ่มมองห
จากแบรนด์สกินแคร์ที่เริ่มต้นจากโรงพยาบาลศัลยกรรมในเกาหลีใต้ สู่การเป็นแบรนด์ Facial Mask ที่คนไทยคุ้นเคย และสามารถครองตำแหน่งมาส์กหน้าขายดีที่สุดใน Watsons ต่อเนื่อง 7 ปี เรื่องราวของ Banobagi ในประเทศไทยกำลังเดินไปอีกขั้น เมื่อ “ยศพร สุวรรณวิเชียร” กรรมการผู้บริหาร บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด (Beyond Beauty Trade) ขยับสถานะจาก Distributor มาเป็นผู้ถือหุ้น 10% ใน Banobagi Cosmetics การเข้าถือหุ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทที่พัฒนาจาก “คู่ค้า” สู่ “Strategic Partner” และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์ในระยะยาว โดยยศพรถือเป็นผู้ถือหุ้นต่างชาติรายแรกและเป็นพาร์ตเนอร์เพียงรายเดียวที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้าร่วมถือหุ้นใน Banobagi Cosmetics จากมาส์กในโรงพยาบาล สู่แบรนด์ที่คนไทยใช้กันเป็นวงกว้าง ย้อนกลับไปราว 10 ปีก่อน Banobagi ยังไม่ได้เป็นแบรนด์สกินแคร์ที่ทำตลาดในวงกว้าง ผลิตภัณฑ์ส่วนหนึ่งเน้นจำหน่ายให้กับผู้ใช้บริการของโรงพยาบาลและคลินิกศัลยกรรมในเกาหลีใต้ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อยศพรได้ทดลองผลิตภัณฑ์และมีโอกาสพูดคุยกับทีมแพทย์ของ B
หลายคนอาจรู้จัก “คุณวิว – วรรณรท สนธิไชย” ในฐานะนักแสดงมากความสามารถ แต่ในอีกบทบาท เธอคือเจ้าของ “VBrand” (วีแบรนด์) แบรนด์เครื่องสำอางที่เติบโตมาตลอด 9 ปี เธอถ่ายทอดประสบการณ์บนเวที SME x Influencer ครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “PROUD TO BE MINE, MY SME เพราะแบรนด์ที่เติบโตในยุคนี้ คือแบรนด์ที่กล้าเป็นตัวเอง” ให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า เริ่มต้นจากความชอบ และ Pain Point ธุรกิจเครื่องสำอางเริ่มต้นจากแพสชันความชอบส่วนตัวเรื่องการแต่งหน้า เธอถ่ายคลิปแต่งหน้าลงช่องไปเรื่อยๆ จนเกิดความผูกพันกับกลุ่มคนดู ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าสามารถทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสำอางได้ จึงหยิบ Pain Point ในวัยเรียนที่เด็กๆ มักจะแอบทา “ติ๊นท์” (Tint) ด้านในริมฝีปาก มาพัฒนาเป็นสินค้าชิ้นแรกในชื่อ “VTint” เธอศึกษาตลาดอย่างจริงจัง ทั้งจำนวนแบรนด์ที่อยู่ในตลาด เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง จนได้ติ๊นท์ที่ช่วยเรื่องของริมฝีปาก สีสวย และให้ความชุ่มชื่น เพราะคนเอเชียส่วนใหญ่มักมีผิวแห้งง่าย ก่อนวางขายครั้งแรกในเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากด้วยแนวคิดง่ายๆ “สวยได้แบบไม
ศรีจันทร์ กวาดยอดขายทะลุ 2,055 ล้านบาท ตั้งเป้า 3,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปี พร้อมบุกตลาดเวียดนาม ย้ำเดินหน้าเข้าตลาดฯ 2569 กระแส T-Beauty ยังคงเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ขับเคลื่อนวงการตลาดความงามแสนล้านให้เติบโตไปได้ หนึ่งในชื่อของไทยบิวตี้ระดับแถวหน้าที่หลายคนต้องนึกถึงคือ ศรีจันทร์ แบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 78 ปี บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม “ศรีจันทร์ (SRICHAND)” และ “ศศิ (sasi)” เปิดเผยว่า ปี 2568 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน บริษัทสามารถเติบโตท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ยอดขายทะลุ 2,055.50 ล้านบาท กำไรสุทธิเติบโตถึง 34% คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ปัจจัยจากภาวะสงครามตะวันออกกลางที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งโลก แต่บริษัทได้ก้าวผ่านความท้าทายมาได้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ ที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดตัวโลโก้องค์กรแบบใหม่ ชูตัวอักษรไทย “ศ” เป็นสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจในความเป็นไทย พร้อมออกสินค้าใหม่กว่า 150 SKU ภายใต้แบรนด์ศรีจันทร์และศศิ แต่งตั้งพรีเซ็นเตอร์รวม 13
ตลาดวัยเรียน กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้ ทั้งในแง่กำลังซื้อ การสร้างเทรนด์ และอิทธิพลต่อการตัดสินใจภายในครอบครัว ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามไทยที่มีมูลค่ามากกว่า 400,000 ล้านบาท และยังคงเติบโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นั่นจึงเป็นโอกาสให้ Zadi & Jo (เซดี้ แอนด์ โจ) เป็นแบรนด์ความงามไทยรายแรกที่ถูกออกแบบมาสำหรับกลุ่มอายุ 10-20 ปีโดยเฉพาะ ครอบคลุมทั้งสกินแคร์ เมกอัพ และน้ำหอม ภายใต้แนวคิด Clean & Playful Beauty มีทั้งความอ่อนโยน ความสนุก และความมั่นใจไว้ด้วยกัน ทรงสมร ฮัทเท็ท ประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (Chief Growth Officer) บริษัท เจนเนอรัส ซีนิธ จำกัด กล่าวว่า เซดี้ แอนด์ โจ เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างแบรนด์ความงามที่เข้าใจวัย 10-20 ปีอย่างแท้จริง ทั้งในด้านผิว ความรู้สึก และการค้นหาตัวตน “เราต้องการให้การดูแลตัวเองเป็นประสบการณ์ที่สนุก อ่อนโยน และช่วยสร้างความมั่นใจในแบบที่เหมาะสมกับวัย เพราะเราเชื่อว่าช่วงวัยนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ที่จะรักและดูแลตัวเองอย่างสมดุล” Teen Beauty กลายเป็นตลาดแห่งอนาคต
“นิ้ง…หน่อง มิสทินมาแล้วค่ะ” ประโยคในตำนาน ที่เอ่ยขึ้นพร้อมกับสาวมิสทินที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน หากใครเกิดทันก็คงอายุไม่ต่ำกว่า 30 แล้ว ใครเลยจะรู้ว่าธุรกิจขายตรงที่เริ่มจากพนักงานเพียง 4 คนในวันนั้น จะกลายมาเป็นแบรนด์ไทยยอดขายหมื่นล้านบาท และนี่คือเรื่องราวของ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และแบรนด์ Mistine กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดของธุรกิจไทย สู้จากการขายเครื่องสำอางราคาร้อยบาท สู่แบรนด์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล เริ่มจาก Pain Point ของหญิงไทย เมื่อปี พ.ศ. 2531 ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยยังเต็มไปด้วยสินค้านำเข้าราคาแพง ผู้หญิงจำนวนมากอยากสวย แต่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องสำอางคุณภาพดีได้ง่ายนัก นี่คือ Pain Point ที่ ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ เจ้าของฉายา “ราชาขายตรงเมืองไทย” มองเห็น ดร.อมรเทพ ได้ก่อตั้ง บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นด้วยแนวคิดง่ายๆ แต่ทรงพลังคือ สร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้คนไทย สมกับชื่อ Better Way ในวันที่ธุรกิจขายตรงยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย มิสทินได้เริ่มจากอาคารพาณิชย์เพียง 3 คูหา มีพนักงานเพียง 4 คน และสินค้าน้อยกว่า 100 รายการ แต่สิ่งที่แบรนด์มีมากกว่
หากพูดถึงแบรนด์เครื่องสำอางที่มาแรงที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ SHEGLAM คือหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบน TikTok และโซเชียลมีเดียทั่วโลก Key Success มีแค่ ‘คอนเทนต์ไวรัล’ และ ‘พลัง Gen Z’ จากจุดเริ่มต้นในปี 2019 ที่ทีมงานเพียง 5 คน นั่งช่วยกันระดมสมอง คิดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออกมาเป็น SHEGLAM แล้วเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มีสินค้าจำหน่ายในกว่า 150 ประเทศ พร้อมยอดขายสุทธิแตะระดับ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ใช้เวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น ไม่มีภาพลักษณ์แบรนด์ลักชัวรี ไม่ต้องดูไฮเอนด์ มีเพียงสิ่งเดียวคือ ดูดีถูกใจ Gen Z ก็พอ ถอดกุญแจความสำเร็จที่ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตได้เร็วขนาดนี้ 1. ใช้สูตร Fast Fashion มาสร้าง Fast Beauty SHEGLAM คือแบรนด์ของประเทศจีน โดยผู้สร้างแบรนด์ SHEIN เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์คือการนำแนวคิดแบบ SHEIN มาใช้กับธุรกิจเครื่องสำอางอย่างเต็มรูปแบบ แทนที่จะใช้เวลาพัฒนาสินค้านานหลายเดือน แต่ SHEGLAM เลือกใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เทรนด์ TikTok และความคิดเห็นของลูกค้า มาพัฒนาสินค้าอย่างรวดเร็ว เมื่อมีเทรนด์ไหนกำลัง
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในหมวดเครื่องสำอางกลับชี้ให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม “ไอเทมบิวตี้ญี่ปุ่นเกาหลี” ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดเครื่องสำอางมีแนวโน้มขยายตัว โดยผู้บริโภคไม่ได้พิจารณาเพียงชื่อแบรนด์หรือกระแสความนิยมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความแตกต่าง และความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์มากขึ้น สะท้อนเทรนด์ Self-care Economy ที่ผู้บริโภคพร้อมลงทุนเพื่อการดูแลตัวเอง ทั้งในมิติของสุขภาพ ความงาม และความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าความงามจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ “ความเหมาะกับตัวเอง” มากขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีที่ได้
“บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด” ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “ศรีจันทร์ (SRICHAND)” แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 78 ปี และ “ศศิ (sasi)” ประกาศก้าวสำคัญสู่การเป็น Thai Beauty Leader และตอกย้ำความเป็น “องค์กรไทยที่คนไทยภูมิใจ” และสามารถเติบโตได้ในระดับสากล ด้วยการเปิดตัวอัตลักษณ์องค์กรใหม่ภายใต้ New Corporate Logo ที่ชูตัวอักษร “ศ” เป็น Visual Hero สะท้อนความภูมิใจในรากเหง้าไทยที่ร่วมสมัย พร้อมเผย 5 กลยุทธ์เบื้องหลังที่ใช้ “ความเป็นไทยร่วมสมัย” (Modern Thainess) เป็นพลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของธุรกิจอย่างยั่งยืน รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 78 ปีที่ผ่านมา ศรีจันทร์สหโอสถเติบโตและยืนหยัดได้ด้วยความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง การเปลี่ยนโลโก้องค์กรใหม่ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนงานดีไซน์ตามยุคสมัย แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ของศรีจันทร์สหโอสถ ที่อยากเป็นตัวแทนความภูมิใจของคนไทย เพื่อพิสูจน์ศักยภาพขององค์กรไทยบนเวทีโลก เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับจากความเชี่ยวชาญในฐานะแบรนด์เครื่องสำอาง สู่การเป็นองค์กรต้นแบบที่เป็น
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดความงามไทย “เจ้านาง” เครื่องสำอางและสกินแคร์แบรนด์ไทย ได้ประกาศแผนรีแบรนด์ครั้งสำคัญในปี 2569 เพื่อพาแบรนด์ไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดไทยและเอเชีย โดยเริ่มปักหมุดความสำเร็จจากการเปิดตัว “แป้งพัฟโกลว์สกิน” ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีตั้งแต่ปลายปี 2568 ภายใต้จุดยืน “แบรนด์คุณภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้” สามารถเติมเต็มช่องว่างระหว่างแบรนด์ Mass ที่ยังไม่อาจมอบคุณภาพตามที่ผู้บริโภคคาดหวัง และแบรนด์ระดับบนที่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่ม Gen Z และคนวัยทำงานอายุน้อย นายสิทธา สมควรดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ้านาง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดเส้นทางกว่า 9 ปีที่ผ่านมา เจ้านาง เติบโตจากธุรกิจขนาดเล็ก มาสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลัก เราได้เรียนรู้และเติบโตมาพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทย จากแบรนด์เมกอัปกลุ่ม Niche ที่โฟกัสความต้องการเฉพาะกลุ่ม เราได้ปรับตัวและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ตลาดที่กว้างขึ้น ในปี 2569 จะเป็นปีที่เจ้านางก้าวสู่บทใหม่ เราจะเดินหน้าพัฒนาสูตรและนวัตกรรมใหม่ พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่สะท้อนความเป็นผู้หญิงยุคใหม่ เป็นแบรนด์บิว
